
4 ก.ย. 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง วิกฤต กสทช. ประชุมล่มครั้งที่ 8 กับทางออกเชิงนิติธรรมและหลักกฎหมายปกครอง มีเนื้อหาดังนี้
การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 25/2569 ต้องประสบภาวะ "ล่ม" อีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 8 เหตุจากประธาน กสทช. แจ้งติดภารกิจกะทันหันและเลื่อนการประชุมออกไป สะท้อนถึงภาวะสุญญากาศทางการบริหารที่เรื้อรัง และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขับเคลื่อนนโยบายสื่อสารและโทรคมนาคมของประเทศ โดยเฉพาะวาระสำคัญที่ค้างสะสมกว่า 170 วาระ รวมถึงโรดแมปทีวีดิจิทัลที่กำลังเผชิญความเสี่ยงต่ออธิปไตยทางข่าวสารของไทย และภัยเงียบจากการถูกแพลตฟอร์มข้ามชาติ (OTT) เข้ามามีบทบาทเหนือการสื่อสารสาธารณะ
1.ปมปัญหากฎหมาย:คำสั่งศาลปกครองสูงสุดกับการตีความที่แตกต่างกัน
ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นหลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 รับคำฟ้องของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ไว้พิจารณา ในคดีโต้แย้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับการสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.
ประเด็นนี้นำมาซึ่งการตีความทางกฎหมายที่แตกต่างกัน:
1) มุมมองจากภายใน: ข้อสังเกตต่อบทวิเคราะห์ของ กสทช.
ภายหลังคำสั่งศาลปกครองสูงสุด มีกรรมการ กสทช. บางท่านได้แสดงความเห็นผ่านที่สาธารณะว่า คำสั่งรับคำฟ้องดังกล่าวคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วย "ปลดล็อก" สุญญากาศขององค์กร โดยมองว่าการที่ศาลระบุถึงผลกระทบตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) เท่ากับเป็นการชี้ชัดแล้วว่าประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งและไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไปนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา (22 ก.ค. 2569) ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และย้ำว่ากรรมการที่เหลืออยู่ 6 คนมีอำนาจเต็มในการเปิดประชุมเดินหน้างานสาธารณะทันที
อย่างไรก็ดี ในทางนิติศาสตร์ การตีความดังกล่าวยังมีข้อคลาดเคลื่อนในหลักวิธีพิจารณาความปกครองอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากคำสั่งที่ 952/2569 เป็นเพียง "คำสั่งชั้นรับฟ้องไว้พิจารณา" (Procedural Order) เพื่อชี้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่มี "สิทธิฟ้องคดี" ตามมาตรา 42 จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเท่านั้น ศาลปกครองสูงสุดยังไม่ได้ลงลึกไปถึงการพิพากษาชี้ขาดในเนื้อหาคดี (Substantive Judgment) ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นประเด็นที่ศาลปกครองกลางมีหน้าที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไป การนำเหตุผลในชั้นตรวจเงื่อนไขการฟ้องไปสรุปว่าประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งแล้วอย่างเด็ดขาด จึงเป็นการสรุปผลล่วงหน้าที่นำ "สิทธิฟ้อง" ไปปะปนกับ "ผลชี้ขาดชนะ-แพ้คดี"
นอกจากนี้ การนำวันที่รับทราบคำวินิจฉัยมาโยงว่าเป็นการฝืนปฏิบัติหน้าที่ ย่อมเป็นการอนุมานเกินกว่าเจตนารมณ์ของศาล ซึ่งระบุวันดังกล่าวเพื่อคำนวณระยะเวลาการยื่นฟ้องคดีเท่านั้น สอดคล้องกับทัศนะของฝ่ายบริหารและนักวิชาการกฎหมายที่มองว่ากระบวนการในเนื้อหาคดียังไม่สิ้นสุด แม้กรรมการส่วนใหญ่จะมุ่งหวังใช้ช่องทางนี้เพื่อปลดล็อกวาระค้างสะสมกว่า 170 วาระเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่การอ้างอิงฐานอำนาจจากคำสั่งศาลในชั้นรับฟ้อง อาจกลายเป็นจุดอ่อนทางกฎหมายให้ถูกโต้แย้งกลับได้ในอนาคต เกราะป้องกันที่รัดกุมที่สุดจึงยังคงเป็นการยึดหลักนิติธรรมตามกระบวนการปกครองอย่างรอบคอบ
2) ฝ่ายกรรมการ กสทช. 3 เสียง (นำโดย พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ) ยึดหลักกฎหมายปกครองตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 42 ซึ่งวางหลักว่า คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง การที่ศาลปกครองรับฟ้อง ไม่ได้ทำให้คำสั่งทางปกครองหยุดผลโดยอัตโนมัติ หากไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับหรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราว จึงเห็นว่าผลของคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ยังคงต้องได้รับการพิจารณาตามกฎหมาย และเห็นว่ากรรมการเท่าที่เหลืออยู่ 6 คนสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคสาม เพื่อไม่ให้บริการสาธารณะหยุดชะงัก
3) ฝ่ายสำนักงาน กสทช. เห็นว่า เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะของประธานยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่จะกระทบต่อสถานภาพและการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน
ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างกรรมการบางส่วนกับฝ่ายบริหารสำนักงาน กสทช. ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีความซับซ้อนสะสมจากข้อพิพาทและการดำเนินคดีระหว่างกันก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมายในการแต่งตั้งและการต่อสัญญาจ้างตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. ซึ่งกลายมาเป็นรอยแตกร้าวเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับอยู่กับการบริหารงานในปัจจุบัน
2. ทางออกทางกฎหมายที่เป็นรูปธรรม เพื่อผ่าทางตัน กสทช.
หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ องค์กรกำกับดูแลระดับชาติจะตกอยู่ในภาวะ "เกียร์ว่าง" ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประโยชน์สาธารณะอย่างยากที่จะเรียกคืน จากการวิเคราะห์กรอบกฎหมายปกครอง สามารถสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้จริงและเกิดผลกระทบต่อระบบน้อยที่สุด 2 ทางออก ดังนี้
1) การยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอความชัดเจนและเร่งรัดการพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับ
กรรมการ กสทช. อย่างน้อย 3 คน อาจเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อชี้แจงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและผลกระทบร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะจากวาระที่ค้างสะสมกว่า 170 วาระ และขอให้ศาลพิจารณาคำขอทุเลาการบังคับหรือมาตรการชั่วคราวโดยเร็ว
• หากศาลมีคำสั่งยกคำขอทุเลาฯ: จะเป็นข้อยืนยันในชั้นมาตรการชั่วคราวว่า ศาลยังไม่เห็นเหตุเพียงพอที่จะระงับผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวในระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชัดเจนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลือ 6 คน
• หากศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับเป็นการชั่วคราว: ผลทางกฎหมายจะเปลี่ยนไปตามขอบเขตของคำสั่งศาล และจะช่วยให้สถานะและอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กสทช. มีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้การพิจารณาวาระสำคัญสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยลดความคลุมเครือ
2) การหารือเพื่อดำเนินการประชุมตามมาตรา 20 วรรคสาม
เพื่อยึด "หลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ" (Principle of Continuity of Public Service) กรรมการที่เหลือ 6 คนควรหารือถึงแนวทางดำเนินการประชุมตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคสาม โดยต้องพิจารณาควบคู่กันด้วยว่า ใครมีอำนาจเรียกประชุม และใครมีอำนาจทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
การแก้ปัญหาองค์กรอิสระในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ ไม่อาจพึ่งพาเพียงความสมัครใจของตัวบุคคล แต่ต้องอาศัยการยึดมั่นใน หลักนิติธรรม (Rule of Law) และกระบวนการทางกฎหมายปกครองที่ถูกต้อง เพื่อคืนหลักประกันความมั่นคงทางกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการ และคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ไอซ์ รักชนก' ปกป้องหลักการ 'สุชาดา' บริจาคเงินเข้า 'ภูมิใจไทย' ไม่ควรถึงขั้น 'ยุบพรรค'
'ไอซ์ รักชนก' เตือนสติสังคม ปม 'สุชาดา' แจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ- คู่สมรสเป็นเจ้าของเว็บพนันในต่างประเทศ -บริจาคเงินเข้า 'ภูมิใจไทย' ยันผิดว่าไปตามผิด แต่ไม่ควรถึงขั้น 'ยุบพรรค' ไม่บิดเบือนหลักนิติรัฐนิติธรรม ยันไม่ได้ปกป้องใคร แค่ปกป้องหลักการ
บอร์ดสรรหาฯ ลงมติยื่นศาลปกครองสั่ง 'หมอสรณ' หยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.
คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (คณะกรรมการสรรหา กสทช.) มีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
'อดีตผู้พิพากษา' เจาะลึก 'ฮั้ว สว.' คดีเลือกตั้ง หรือ คดีรัฐธรรมนูญ ไขช่องว่างกฎหมายกกต. 6 ข้อ
'วัส ติงสมิตร' เจาะลึก 'ฮั้ว สว.' คดีเลือกตั้ง หรือ คดีรัฐธรรมนูญ กางข้อกฎหมายไขช่องว่างกฎหมายกกต. 6 ประเด็น ฝากความหวังให้ศาลฎีกาพิจารณาคลี่คลายปัญหาเมื่อต้องเผชิญในอนาคต
‘ศาลปกครอง’จ่อเช็กบิล สำนักงานกสทช.ตัดตอน
“ปกรณ์” แจง 11 ข้อหลักกฎหมาย ยันคำสั่งทางปกครองบังคับใช้ทันที เตือนอย่าใช้โวหารสร้างความเชื่อบิดเบี้ยวแก่สังคม “สำนักงาน กสทช.”
'ปกรณ์' เปิด 11 ข้อ หลักสำคัญ คำสั่งทางปกครอง คลี่ปมร้อน 'หมอสรณ'
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงหลักกฎหมายว่าด้วยคำสั่งทางปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม
'ไตรรัตน์' แจงข้อกฎหมายยิบ! บอกสำนักงาน กสทช.พร้อมจัดประชุมให้ปฏิบัติหน้าที่ตาม กม.
สำนักงาน กสทช. อำนวยความสะดวกจัดประชุม กสทช. อย่างเต็มที่ เพื่อให้ กสทช. ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ยึดหลักปฏิบัติให้ความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด

