“สุรเดช” กังวล IMF คาดจีดีพีไทยปี 2569 โตเพียง 2.1% รั้งอันดับ 3 จากท้ายอาเซียน ชี้เศรษฐกิจไทยควรขยายตัวอย่างน้อย 4-5% เสนอรัฐบาลเร่งทำ 6 เรื่อง ทั้งยกระดับแรงงานไทย เก็บภาษีรายได้แรงงานต่างด้าวเพิ่ม พัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูป เสริมทักษะ AI หนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงทุน และปราบคอร์รัปชัน-ธุรกิจสีเทา มองไทยได้เปรียบหากเพิ่มการค้าภายในอาเซียน
16 ตุลาคม 2569 - นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 อยู่ที่ 2.1% ซึ่งเป็นอันดับ 3 จากท้ายของกลุ่มประเทศอาเซียนว่า ถือเป็นเรื่องน่าวิตกกังวลอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ขณะที่การกู้เงินเพิ่มเติมอาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เนื่องจากหนี้สาธารณะของไทยกำลังเข้าใกล้เพดาน
นายสุรเดชกล่าวว่า การประชุม IMF-World Bank 2026 เป็นโอกาสที่ประเทศไทยต้องตระหนักถึงความจำเป็นในการเร่งเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าจีดีพีไทยไม่ควรขยายตัวเพียง 2.1% แต่ควรเติบโตอย่างน้อย 4-5% หรือเพิ่มขึ้นเป็นประมาณสองเท่าของระดับที่คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ ตนมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 6 ประการ ได้แก่
1. ยกระดับคุณภาพแรงงานไทย โดยเพิ่มทักษะและพัฒนาแรงงานให้เป็นแรงงานฝีมือ เพื่อขยายโอกาสการไปทำงานต่างประเทศให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และนำเงินกลับเข้าสู่ประเทศไทย
2. เพิ่มภาษีรายได้แรงงานต่างด้าว ที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย โดยนายสุรเดชเห็นว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งมีการส่งรายได้กลับประเทศต้นทาง จึงเสนอให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีรายได้จากแรงงานกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ รวมทั้งลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวและส่งเสริมให้แรงงานไทยเข้ามาทำงานทดแทน
3. ยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูป เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำสินค้าเกษตรมาแปรรูปให้มีคุณภาพและมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและสนับสนุนการขยายตัวของจีดีพี
4. เร่งพัฒนาทักษะเทคโนโลยีของประชาชน ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) บิ๊กดาต้า (Big Data) บล็อกเชน (Blockchain) โดรน และหุ่นยนต์ โดยรัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างทั่วถึง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้
5. สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น พร้อมแก้ปัญหาการผูกขาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่จำกัดโอกาสทางธุรกิจของรายย่อย โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณาปล่อยสินเชื่อแก่ผู้มีความรู้ความสามารถและมีโครงการธุรกิจที่เป็นไปได้ แม้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่อาจกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันแทน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสร้างธุรกิจของตนเองและเพิ่มรายได้มากกว่าการเป็นลูกจ้างเพียงอย่างเดียว
6. ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและธุรกิจสีเทา โดยรัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
นายสุรเดชกล่าวอีกว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการดังกล่าว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตอยู่ในกลุ่มท้ายของอาเซียน หากยังไม่เร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ก็จะยิ่งเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
นอกจากนี้ นายสุรเดชยังกล่าวถึงข้อเสนอของนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่แนะนำให้ไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนเร่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มการค้าขายระหว่างประเทศในภูมิภาคให้มากขึ้นว่า ประเทศไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวทางดังกล่าว โดยเฉพาะหากสามารถยกระดับสินค้าไทยให้มีคุณภาพระดับพรีเมียม
นายสุรเดชระบุว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอาหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในระดับนานาชาติ ทั้งด้านรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ หากพัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น จะช่วยให้ไทยมีความได้เปรียบในการค้าขายภายในอาเซียน และยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้เกษตรกรไทยอีกด้วย

