
‘โรม’ โวย ศาลสั่งสืบพยานคดีม.112ของ ‘ว่าที่ส.ส.ก้าวไกล’โดยไม่มีทนายความ ชี้เป็นการทำลายความยุติธรรม ไม่อาจยอมรับได้ลั่นเมื่อสภาชุดใหม่เปิดขึ้น จะผลักดันการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไม่ปล่อยให้เกิดกรณีเช่นนี้
2มิ.ย.2566- เมื่อช่วงค่ำวันที่1มิ.ย. นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความว่า
(คดี "ชลธิชา" ว่าที่ ส.ส. ก้าวไกล ศาลสั่งสืบพยานโดยไม่มีทนายความ ทำลายความยุติธรรมด้วยน้ำมือของผู้พิพากษาเอง)
.
วันนี้ (1 มิถุนายน 2566) คุณชลธิชา แจ้งเร็ว ว่าที่ ส.ส. พรรคก้าวไกล จ.ปทุมธานี ต้องไปขึ้นศาลตามนัดสืบพยานคดีมาตรา 112 โดยปราศจากทนายความติดตามไปด้วย
.
เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะศาลอาญารัชดาเป็นผู้เลื่อนนัดดังกล่าวให้เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยนัดใหม่ที่เลื่อนมาเป็นวันที่ทนายของคุณชลธิชา ติดว่าความคดีอื่น ซึ่งศาลรู้ข้อเท็จจริงนี้อยู่แล้ว เพราะก่อนหน้านี้ทางทนายเคยแจ้งไปแล้วว่าจะว่าง-ไม่ว่างวันไหนบ้าง แต่ศาลก็ยังสั่งเลื่อนนัดมาแบบนี้
.
และแม้ทางทนายจะทักท้วงและขอให้เลื่อนนัดออกไป ศาลก็ยังคงยืนยันตามเดิม แม้กระทั่งในวันนี้ที่คุณชลธิชาแจ้งต่อศาลขอเลื่อนนัดพิจารณาอีกครั้ง แต่ศาลก็สั่งให้สืบพยานทันที
.
สุดท้ายการสืบพยานในวันนี้จึงมีแต่การสืบพยานโจทก์โดยที่ไม่มีโอกาสให้ทนายจำเลยได้ถามค้านพยานโจทก์ (เพราะไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณา) แม้ศาลจะอ้างว่าตัวจำเลย (คุณชลธิชา) สามารถถามค้านเองได้ แต่คุณชลธิชาได้ตัดสินใจปฏิเสธกระบวนการพิจารณาคดีในวันนี้ทั้งหมด
.
นี่คือการทำลายความยุติธรรมด้วยน้ำมือของผู้พิพากษาเอง
.
ผมขอให้ตัดเรื่องมาตรา 112 ออกไปก่อน แล้วลองคิดตามดูว่าหากเป็นคดีอื่นๆ คดีที่จำเลยเป็นชาวบ้านตาสีตาสาทั่วไป ถ้าในคดีเหล่านั้นศาลสั่งนัดพิจารณาคดีในวันที่รู้อยู่แล้วว่าทนายจำเลยไม่สามารถมาได้แน่ๆ รู้อยู่แล้วว่าจำเลยจะขาดทนายความผู้รู้กฎหมายมาช่วยว่าความให้ตัวเองแน่ๆ เหลือแค่ตัวจำเลยเองต้องสู้คดีตามยถากรรม แบบนี้จะเรียกว่าเป็นการพิจารณาคดีที่ยุติธรรมได้หรือ?
.
ถ้าตามตัวอย่างข้างต้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้แล้ว ว่าตามมาตรฐานเดียวกัน กรณีของคุณชลธิชาในวันนี้ก็ไม่อาจยอมรับได้ด้วย
.
และที่ผมพูดมานี้ไม่ใช่เป็นการแทรกแซงฝ่ายตุลาการ ผู้พิพากษายังคงมีอิสระในการตัดสินคดีเสมอ เพียงแต่ในเมื่อสิ่งที่เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าผิดเช่นนี้ ผู้พิพากษาในศาลยังไม่มีสำนึกตระหนักรู้ได้เอง ผมก็ขอเป็นคนพูดเพื่อปกป้องสิทธิอันพึงมีของจำเลยที่เป็นเพื่อนร่วมพรรค รวมถึงสิทธิของประชาชนคนอื่นๆ ซึ่งไม่ควรต้องมาพบเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย
.
พรุ่งนี้ (2 มิถุนายน 2566) เวลา 9.00 น. คุณชลธิชาจะเดินทางไปที่ศาลอาญารัชดา เพื่อยื่นร้องเรียนคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ให้ดำเนินการตรวจสอบทางวินัยกับผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดี รวมถึงไปแจ้งขอเลื่อนวันสืบพยานอีกครั้ง ซึ่งผมและคุณอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล จะเดินทางไปติดตามเรื่องนี้ด้วย
.
และเมื่อสภาชุดใหม่เปิดขึ้น ผมและพรรคก้าวไกลจะผลักดันการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ไม่ปล่อยให้เกิดกรณีเช่นนี้ซึ่งผมถือว่าเป็นการ "บิดเบือนกฎหมาย" มาทำร้ายใครได้อีก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คืนชีวิตสงบสุขให้บังหล่า 'ดร.นิว' ฟาด 'ปวิน' เป็นนักวิชากลวงรับงานสร้างความแตกแยก
ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่า ปวินเป็นนักวิชากลวงรับงานสร้างความแตกแยก
'โรม' อวย 'เอกนัฏ' รัฐมนตรีที่ปลื้มสุด 'รมต.ขิง' ฟุ้งกวาดล้างทุนเทาสุดซอย
'โรม' ชม 'เอกนัฏ' รัฐมนตรีที่ปลื้มสุดกลางสภา จี้ลากคอไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน พัวพันกาสิโน-สแกมเมอร์ มาลงโทษให้ได้ ด้าน 'ขิง' ลั่นไม่สนหน้าไหน พร้อมเปิดปฏิบัติการ 'ชุดสุดซอย' กวาดล้างทุนเทา
'โรม' แฉ 'เสี่ยตือ' เอี่ยว 'สแกมเมอร์ - กักตุนน้ำมัน' ข้องใจไม่จับกุมเหตุบริษัทในเครือโยงรัฐบาล
'โรม' แฉ 'เสี่ยตือ' เอี่ยว 'สแกมเมอร์ - กักตุนน้ำมัน' แต่รัฐบาลยังไม่ขยายผลจับกุม เพราะบริษัทในเครือข่ายเสี่ยตือเป็นลูกหนี้ของ 'พิพัฒน์' คนในครอบครัวยังบริจาคเงินให้ภท. 1 ล้านบาท ข้องใจวิกฤตมาจากการถอนทุนการเมือง บังเอิญคนที่จะติดสินบนรมว.ดีอี 40 ล้าน ก็เป็นลูกเสียตือ
ประเดิมโหวตนายกฯ ดุ! โรมสบช่องชำแหละ 'อนุทิน' เรื่องซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
'โรม' เปิดศึกซัด 'อนุทิน' กลางวงโหวตนายกฯ คุณสมบัติความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โยงวิกฤตน้ำมัน-เลือกตั้งสกปรก-ปมฮั้ว สว.สีน้ำเงิน ด้าน 'ภูมิใจไทย' แท็กทีมลุกประท้วงวุ่น
เริ่มแล้วโหวตนายกฯ ชงชื่อ 'อนุทิน-ณัฐพงษ์' ชิงดำ
เริ่มแล้วโหวตนายกฯ 'ไชยชนก' เสนอ 'อนุทิน' ขณะที่ 'โรม' เสนอ 'เท้ง' แข่งขัน
เปิดเบื้องลึก 'โปลิตบูโรพรรคส้ม' ไม่ยอมเป็นรัฐบาล ต้องแพ้เพื่อ 'ธนาธร' รอเวลากลับมา 2572
นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน โพสต์ช้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ต้องแพ้เพื่อธนาธร ยังไม่ใช่เวลาของพวกเรา มีเนื้อหาดังนี้ นี่คือความคิดหลักของคณะโปลิตบูโรของพรรคส้ม หลักการนี้ถูกวางไว้ตั้งแต่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ และถูกนำมาใช้เป็นหลักในการบริหารการเมืองในพรรคส้ม

