'จุรินทร์'เผยไล่หลัง 'นิพิฏฐ์ ' เชื่อประชาชนแยกแยะได้ว่าผู้ที่ออกไปเกิดจากอุดมการณ์หรือปัญหาส่วนตัว

‘ผมไม่ขอพูดถึงกรณีของคุณนิพิฏฐ์ แต่ในภาพรวมทั่วไป ผมเชื่อว่าประชาชนแยกแยะได้ว่าผู้ที่ออกไปแต่ละคนนั้นเกิดจากปัญหาอุดมการณ์ของพรรคหรือปัญหาส่วนตัว เชื่อว่าแต่ละคนก็เป็นแต่ละกรณีไป’

7 ธ.ค.2564- นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี​ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้มีสมาชิกคนอื่นทยอยลาออก หรือกระทบขวัญกำลังใจของคนที่เหลืออยู่ในพรรค เพราะไม่มีความมั่นคงภายในพรรค ว่า ตนมั่นใจว่าคนที่อยู่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ยังเหนียวอยู่กับพรรค เพราะคนส่วนใหญ่ยังอยู่ ทั้งนี้ ส่วนตัวยังมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังเดินหน้าต่อไปได้ อีกทั้งปัจจุบันเรากำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี แม้อาจจะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่พรรคต้องฟันฝ่าต่อไป​ ส่วนคนที่อยู่ในพรรคยังต้องจับมือกันเดินไปข้างหน้า

“ผมไม่ขอพูดถึงกรณีของคุณนิพิฏฐ์ แต่ในภาพรวมทั่วไป ผมเชื่อว่าประชาชนแยกแยะได้ว่าผู้ที่ออกไปแต่ละคนนั้นเกิดจากปัญหาอุดมการณ์ของพรรคหรือปัญหาส่วนตัว เชื่อว่าแต่ละคนก็เป็นแต่ละกรณีไป”นายจุรินทร์ กล่าว

เมื่อถามว่า​ นายนิพิฏฐ์ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอบว่า หลังจากนายนิพิฏฐ์ลงแข่งขันในตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วแพ้เสียงโหวตภายในพรรค ตนและพรรคได้แต่งตั้งให้นายนิพิฏฐ์เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีในส่วนของรองนายกรัฐมนตรี ถือเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดเท่าที่พรรคมีแล้วจะให้ได้รองจากตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้ตรวจสอบว่านายนิพิฏฐ์ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วหรือไม่

ถามย้ำว่า​ นายนิพิฏฐ์ได้แจ้งลาออกกับนายจุรินทร์ด้วยตัวเองแล้วหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนทราบจากข่าว และเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบว่าเขาไปลาออกจากพรรคเมื่อวันที่​ 5 ธ.ค.​ ส่วนตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ได้ทราบว่าเขาลาออกแล้วหรือไม่ เพราะยังไม่ได้ตรวจสอบ ส่วนกรณีที่นายนิพิฏฐ์ไปอำลานายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพียงคนเดียวนั้น ตนไม่ทราบ คงต้องไปถามนายนิพิฏฐ์ว่าได้บอกใครคนอื่นอีกหรือไม่

เมื่อถามถึงการชิงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลภาคใต้ ซึ่งนายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส. สงขลา และนายชินวรณ์​ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่มีข่าวว่าแข่งขันกันอย่างรุนแรง เกรงว่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า พรรคมีกฎเกณฑ์กติกาและมีวิถีทางประชาธิปไตยภายในพรรค ดังนั้น​ ตำแหน่งใดที่มีผู้สนใจลงสมัครเกิน 1 คน ก็ต้องมีการลงคะแนนภายในพรรค ไม่มีใครชี้ได้ว่าจะให้คนนั้นคนนี้เป็น ยกเว้นเหลือเพียงคนเดียว ซึ่งพรรคต้องลงมติพิจารณาด้วยเช่นกัน ว่าเห็นชอบหรือไม่ เป็นวิถีประชาธิปไตยภายในพรรค เป็นข้อดีและเป็นกติกาที่พรรคยึดถือมาเนิ่นนาน พรรคประชาธิปัตย์จึงอยู่ได้มา 70-80 ปี เรามีกฎเกณฑ์กติกาที่ชัดเจนแน่นอน และทุกคนยอมรับในกติกา

เมื่อถามว่า​ ไม่ถือว่าเป็นยุคที่พรรคประชาธิปัตย์ตกต่ำมากที่สุดใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ความจริง ถ้าเราจะบอกว่าได้ผู้แทนน้อยถือว่าตกต่ำนั้น เราก็เคยทั้งตกต่ำและหลังจากนั้นก็กลับมารุ่งเรือง และก็ตกต่ำพร้อมรุ่งเรืองอีกครั้ง หลายครั้งหลายรอบ เที่ยวนี้ก่อนที่ผมมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เราเหลือส.ส.เพียง 50 เสียง จาก 159 เสียง ถือว่าได้เสียน้อยลงมา หายไป 2 ใน 3 แต่เมื่อผมเข้ามาก็พยายามรวบรวมสรรพกำลัง มาพื้นฟูพรรค ผมคิดว่ามาถึงวันนี้ก็ค่อยๆดีขึ้น ซึ่งมีทั้งคนเก่าที่เคยออกจากพรรคไปกลับเข้ามา และมีทั้งคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคเยอะมาก ซึ่งเป็นไปตามแคมเปญของพรรคที่ว่า เลือดใหม่ไหลเข้า เลือดเก่าไหลกลับ ประสบความสำเร็จพอสมควร”

เขายังกล่าวว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็จะทำให้ได้เห็นภาพคนรุ่นใหม่เดินเข้าพรรคอีก เมื่อถามถึงความชัดเจนกรณีที่มีข่าวว่าจะส่งนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ พรรคจะพิจารณาว่าจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้งถึงวันนั้นจะแถลงให้ทราบ

นายจุรินทร์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะเดินทางไปยังจ.สุพรรณบุรี เพื่อเป็นประธานการจ่ายเงินในการในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและมาตรการคู่ขนานปีการผลิต ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ ว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้.