6 ก.พ.2567 - ที่รัฐสภา นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เป็น 1 ในสส. 44 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่านโยบายหาเสียงของพรรคก้าวไกลมีการเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง จะมีการเตรียมการชี้แจงอะไรหรือไม่ ว่า ยังไม่มีการเรียกแต่อย่างใด และคิดว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบการทำงาน ซึ่งคงต้องหารือสส.ของพรรคก้าวไกล ทั้ง 43 คนที่ร่วมกันลงชื่อ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบ เพราะตนอยู่ในกรรมการบริหารพรรคชุดนั้นจริง และเห็นด้วยกับการออกนโยบาย 300 ข้อในการหาเสียง เรื่องในอดีตตนมีส่วนรับผิดรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ที่จะมีการเรียกไต่สวน เรียกพยาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ตนก็พร้อมจะให้ความร่วมมือเต็มที่ ส่วนการชี้แจงที่ผ่านมาสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกระบวนการยื่นกกต.ในเรื่องของนโยบาย รวมไปถึงการตอบคำถามกับสื่อมวลชน ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ทำงานพูดไปตามข้อเท็จจริงที่ เราเตรียมการ
ส่วนกังวลหรือไม่ที่จะกระทบต่อตำแหน่งในอนาคต นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า กังวลว่าจะกระทบสิทธิและเสรีภาพของกระบวนการนิติบัญญัติ ที่มีอำนาจอื่นหรือองค์กรอื่นมาบอกว่าสส.ทำอะไรได้ทำอะไรไม่ได้ ตนยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะอยู่ในตำแหน่งนาน แต่เป็นเรื่องที่ประเทศไทยยังไม่หลุดพ้น ออกจากอำนาจที่จะอยู่เหนือหรือล้ำรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก
เมื่อถามว่าทางออกควรเป็นอย่างไร นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ขบวนการพิจารณาระยะสั้นสังคมจะเจอคำถามว่ากระบวนการพิจารณาความยุติธรรมขององค์กรอิสระมีความยุติธรรม และเป็นไปตามจริยธรรมหรือไม่ และเรื่องของการวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องใหม่ในสังคมที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เราไม่ได้ไปก้าวร่วงในการพิจารณาคดี แต่หากคำตัดสินไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ นักวิชาการจำนวนมากก็พูดว่าแบบนี้จะเป็นการใช้อำนาจเกินไปหรือไม่ ส่วนเรื่องระยะยาว องค์กรต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ถึงจะมีต้นกำเนิดมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 แต่เรื่องหน้าที่ถึงเวลาต้องทบทวนอย่างหนักในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อองค์กรอิสระเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้รับการประเมินอย่างตรงไปตรงมาถึงความจำเป็นที่จะมีอยู่ในอนาคต
ถามอีกว่าในอนาคตการนำเสนอนโยบายและการแก้กฎหมาย จะต้องกลั่นกรองหรือไม่ เพราะต่อไปจะทำให้สส.ไม่กล้าเสนอกฎหมาย นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องของนิติบัญญัติที่โดนดูถูก และตกต่ำ ว่าถ้าสส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่สามารถที่จะเสนอกฎหมายได้ ทุกเรื่องต้องผ่านศาลก่อน จึงสามารถดำเนินการได้ ตนกลัวว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นไปตามการแบ่งศาลอำนาจ ส่วนจะต้องดำเนินการอย่างไรนั้น ตนมองว่า หากคนในกระบวนการยุติธรรมทำความผิด ก็ควรมีกระบวนการในการเอาผิด ไม่เช่นนั้นจะมีอำนาจล้นเกินของฝั่งใดฝั่งหนึ่ง และจะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ว่าเราจะจัดสมดุลอำนาจกันอย่างไร ตนไม่เห็นด้วยที่นิติบัญญัติจะเป็นเอกเทศ โดยไร้การตรวจสอบ ขณะเดียวกัน ผู้ตรวจสอบกลับไม่มีอะไรไปตรวจสอบเขา เรื่องนี้ต้องมากลับมาจัดสมดุลนั้นอำนาจใหม่ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เท้ง' ลั่นก้าวสู่ปีที่ 3 'ปชน.' สานต่อภารกิจ 'อนาคตใหม่-ก้าวไกล' ซัดระบอบสีน้ำเงิน ทำหลักนิติรัฐ-นิติธรรมสั่นคลอน
'ณัฐพงษ์' โพสต์ 2 ปี พรรคประชาชน กับภารกิจสร้างอนาคตใหม่ที่ดีกว่า สร้างประเทศไทยให้ก้าวไกล เพื่ออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
พรรคส้มเพิ่งตื่น ตั้งกรรมการพิสูจน์ข้อเท็จจริงปม 'แก้วตา' ถูกคนในพรรคคุกคามทางเพศ
น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีน.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ (แก้วตา) อดีตสส.กทม. พรรคประชาชน ถูกคุกคามทางเพศ ว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการโดยไม่มีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาชุดที่ผ่านมาขึ้นมา เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เสียหายรู้สึกสบายใจที่สุด วางใจที่สุด และปลอดภัยที่สุด
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'อุดม' นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ 'จักรพงศ์' เป็นตุลาการ
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ พล.ต.ท.จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
'โสภณ' รอศาลรัฐธรรมนูญก่อนเปิดสภาสมัยวิสามัญถกเงินกู้ 4 แสนล้าน
'โสภณ' รอเอกสารจากศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนส่ง ครม.ทูลเกล้าฯ เปิดสภาวิสามัญ ถก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้าน
ด้วยความสัตย์จริงของ 'เจี๊ยบ' แก้ม.112 ควรเป็นวาระแห่งชาติ
นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "คนเกินเจ้า" อย่างน้อย 2 กลุ่ม
มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง 'ดิเรก พรสีมา' ฟ้อง กกต.
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งไม่รับคำร้องของ 'ดิเรก พรสีมา' อดีตผู้สมัคร สว. ไว้พิจารณาวินิจฉัย หลังยื่นร้องเรียน กกต. จัดการเลือกตั้งระดับอำเภอ-จังหวัดส่อไม่ลับและไม่สุจริต

