“ปกรณ์” เผย ครม.รับทราบแผนปฏิรูปกำลังพลภาครัฐ กำหนดอัตราข้าราชการปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด พร้อมหยุดตั้งสำนักงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มตั้งแต่วันนี้ ส่วนที่มีอยู่กว่า 1 หมื่นหน่วยทยอยทบทวน-ยุบ ลดภาระงบประจำ ตั้งเป้าดำเนินการภายใน 8 ปี
11 สิงหาคม 2569 - เมื่อเวลา 13.55 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการปฏิรูประบบกำลังข้าราชการภาครัฐว่า การปฏิรูปการจัดกำลังพลภาครัฐเป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากสถานการณ์ด้านการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งงบประมาณกว่า 70% เป็นรายจ่ายประจำ ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนมีสัดส่วนน้อย รัฐบาลจึงเล็งเห็นปัญหาและพยายามหาแนวทางแก้ไข
นายปกรณ์กล่าวว่า นายปกรณ์กล่าวว่า วันนี้ได้เสนอเรื่องการบริหารจัดการกำลังพลภาครัฐต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะควบคุมอัตรากำลัง หรือ “ฟรีซข้าราชการ” (ตรึงจำนวนอัตรากำลังไม่ให้เพิ่มจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน) โดยให้ถือว่าอัตรากำลังที่มีอยู่ ณ ขณะนี้เป็นจำนวนสูงสุดเท่าที่จะมีได้ พร้อมให้มีการใช้กำลังจากหน่วยงานอื่นร่วมกัน
นอกจากนี้ จะมีการยกเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งตำแหน่งด้านวิชาการและตำแหน่งทั่วไป โดยไม่ให้กระทบกับตำแหน่งอื่น รวมถึงยกเลิกตำแหน่งในแผนงานที่ไม่มีความจำเป็น จากนั้นจะปรับโครงสร้างและภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น
“คอมพิวเตอร์จะไม่ได้ใช้เพียงพิมพ์ดีด แต่จะนำมาใช้บริการประชาชนด้วย” นายปกรณ์กล่าว
นายปกรณ์กล่าวต่อว่า อีกส่วนสำคัญคือการยกเลิกหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากและเป็นภาระด้านงบประมาณ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอให้ยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคเพิ่มเติมทั้งหมด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
สำหรับหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นแล้ว จะมีการทบทวนและทยอยยกเลิกแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ยกเลิกทั้งหมดในคราวเดียว เพราะอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน โดยจากเดิมที่มีอยู่กว่า 10,000 หน่วยงาน จะทยอยปรับลดลงนับจากนี้
ส่วนผลต่อการลดภาระงบประมาณจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจยังไม่เห็นผลชัดเจนภายใน 1-2 ปีนี้ ขณะที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการให้บริการประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาล และจำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปรับปรุงกำลังพลภาครัฐ
นายปกรณ์กล่าวว่า หลักการสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐในปัจจุบัน คือ รัฐไม่ใช่เพียงผู้ควบคุม แต่ต้องทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการรับบริการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า สำหรับการลดจำนวนหน่วยงานที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 30,000 หน่วย จะพยายามลดลงให้ได้มากที่สุด แต่ในเบื้องต้นต้องพิจารณาก่อนว่าแต่ละหน่วยมีภารกิจอย่างไร และส่วนใดสามารถลดหรือใช้สิ่งอื่นทดแทนได้
แต่ละหน่วยงานจะต้องกลับไปทบทวนและนำเสนอข้อมูลต่อสำนักงาน ก.พ.ร. ก่อนที่ ก.พ.ร. จะจัดทำเป็นแผนและแจ้งรายละเอียดต่อไป
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนประมาณ 70% ให้เหลือไม่เกิน 30% โดยนายปกรณ์ระบุว่า หากไม่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตลูกหลานจะได้รับผลกระทบ จึงต้องยอมรับความจริงและแก้ไขปัญหา พร้อมประเมินว่าการดำเนินการให้สำเร็จภายใน 4 ปีอาจไม่ทัน และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 8 ปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.โจ' จี้รัฐวาง 4 แนวทางเร่งด่วน แก้ไฟไหม้สถานบันเทิง ไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีก
รองหัวหน้าพรรคปชน. ชี้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นเพียงอุบัติเหตุที่ผ่านไปแล้วก็ลืม
คลังกู้แล้ว1.08แสนล้าน สนองหนูลดน้ำมัน2.5บ.
“ปกรณ์” มั่นใจออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาททำถูกต้อง ลั่นไม่ต้องมีแผนสำรอง “สบน.” เปิดตัวเลขกู้เงินไปแล้ว 1.08 แสนล้านบาท
รัฐบาลเปิดผลสำรวจ ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ปี 68
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ ปี 2568 และข้อเสนอแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานของรัฐ
'พรฎ.เชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ' มีผลบังคับใช้แล้ว ก้าวสำคัญรัฐบาลดิจิทัล โปร่งใส ตรวจสอบได้
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในการควบ
NT หนุนหน่วยงานรัฐ-โครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคลาวด์ปลอดภัย
NT พร้อมสนับสนุนหน่วยงานรัฐและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ของ สกมช.ก่อนมีผลบังคับใช้ 10 กันยายน 2569
'ปกรณ์' ชู พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ลดใบอนุญาตซ้ำซ้อน ติดต่อรัฐง่ายขึ้น
รองนายกฯ เผยความคืบหน้า พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ฉบับใหม่ ใกล้ประกาศใช้ ช่วยลดขั้นตอนติดต่อภาครัฐ ลดการเรียกเอกสารและใบอนุญาตซ้ำซ้อน

