สว.นันทนา ฉะระบบพิศดาร นักร้องคนเดียวสั่นคลอนเสถียรภาพการเมืองได้

12 ต.ค.2567 - นางนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า การที่มีบุคคลไปยื่นร้อง ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า คุณทักษิณและพรรคเพื่อไทย มีการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง และขอให้ศาลสั่งให้หยุดการกระทำดังกล่าว นั้น

บ่งบอกถึง "ความพิศดาร" ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่

การที่ผู้ร้องเพียงคนเดียว สามารถตั้งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ในเรื่องสำคัญยิ่งเช่นนี้

โดยไม่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองตามกระบวนการยุติธรรมใดๆ

กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของระบบการเมืองไทยอย่างถึงแก่น

พฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งเกิดขึ้นจนเสมือนเป็นเรื่องปกติทุกวันนี้ กำลังสร้างบรรยากาศความไม่แน่นอน บั่นทอนความเชื่อมั่นของฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศ และฉุดรั้งโอกาสที่ประเทศไทยจะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

อะไรคือการล้มล้างการปกครอง ??

เป็นไปได้อย่างไรที่พรรคการเมือง ที่มีประชาชนไปเลือกให้เป็นผู้แทนในสภาถึงกว่า 140 คน และดำเนินงานทางการเมืองในกรอบของรัฐสภา จะมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง

แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น ปชช.ผู้ไปเลือกพรรคการเมืองนี้ จะกลายเป็นผู้สมคบคิดหรือผู้สนับสนุนการล้มล้างการปกครองด้วยหรือไม่

นี่คือความผิดปกติมากๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องให้ประชาชนได้จัดทำรัฐธรรมนูญของตนเอง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' เผยเจอ 'ทักษิณ' พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ ชี้เป็นมิตรหรือศัตรู ต้องมุ่งทำประโยชน์ให้ประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีไปร่วมงานศพ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย แล้วได้พบกับ นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ

'อนุทิน' พบ 3 อดีตนายกฯ ร่วมงานสวดพระอภิธรรม 'เกรียง กัลป์ตินันท์'

นายกฯ เป็นประธานงานสวดพระอภิธรรม ’เกรียง กัลป์ตินันท์‘ ขณะที่ ‘4 นายกฯ’พบหน้าครั้งแรกพร้อมเพรียง ‘อนุทิน-ทักษิณ-แพทองธาร-สมชาย’

ตั้งกก.ฟันวินัย3หมอตร. แบ่งหน้าที่ช่วย‘ทักษิณ’

“รักชนก” ย้ำจุดยืนส้มมีเราไม่มีเทา หลังมีกระแสตั้งรัฐบาลเขียว-แดง-ส้ม “มาร์ค” โนคอมเมนต์ ฝันกลับมาเป็นพรรคหลัก “ผบ.ตร.” ตั้งกรรมการสอบ

ไร้ดีลลับแดงเขียวโมนาโก ระวังน้ำเงินสวนคืนเขี่ยพท.

เสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้ ไม่ได้ถูกท้าทายจากตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทดสอบผ่าน “สงครามข่าวลือ” และความพยายามสร้างภาพความแตกแยกภายในเครือข่ายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย