
30เม.ย.2568- นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง [ถอดบทเรียนตึก สตง. ถล่ม : ถึงเวลาปฏิรูปองค์กรอิสระ ให้ไม่เป็นอิสระจากประชาชน ] มีเนื้อหาดังนี้
.
ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มจากแผ่นดินไหว ผมเชื่อว่าสังคมไทยเราได้เห็นถึงปัญหาของรัฐไทยในหลากหลายเรื่องที่ถูกซุกไว้ใต้พรมและเสี่ยงจะก่อความเสียหายเพิ่มเติมหากไม่ได้รับการแก้ไข (เช่น ความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ความหละหลวมในการกำกับมาตรฐานวัสดุก่อสร้าง และการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผล) แต่ท่ามกลางปัญหามากมายที่สังคมต้องการคำตอบ ประชาชนจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกว่าการตรวจสอบและการเรียกร้องความรับผิดรับชอบทางการเมืองจาก สตง. ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากเป็นพิเศษ
.
สาเหตุหลักของปัญหานี้ เป็นเพราะ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นตัวอย่างหนึ่งของ “องค์กรอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญ (เช่นเดียว กับ กกต. และ ป.ป.ช.) ที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเช่นกันถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำหน้าที่
.
“องค์กรอิสระ” เป็นแนวคิดที่ถูกริเริ่มขึ้นในรัฐธรรมนูญ 2540 โดยมีเจตนาที่ต้องการเห็นองค์กรที่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่น โดยเป็น “อิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง” หรือพูดง่ายๆคือไม่ใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
.
แต่ไม่ว่าเราจะคิดเห็นอย่างไรกับการวางเป้าหมายดังกล่าว..
และไม่ว่าเราจะเห็นว่าองค์กรอิสระที่ผ่านมาบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้จริงหรือไม่...
.
สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ คือวิวัฒนาการเรื่ององค์กรอิสระตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้ ได้ทำให้องค์กรอิสระมีความเป็น “อิสระจากประชาชน” มากขึ้น
.
หากเราต้องการเห็นองค์กรอิสระที่ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น โดยไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมเห็นว่าเราต้องปฏิรูปองค์กรอิสระโดยการ “เติมประชาชน” เข้าไปใน 4 โจทย์ด้วยกัน (ซึ่งมีหลายทางเลือกในเชิงรายละเอียดที่สามารถร่วมกันแลกเปลี่ยนได้)
.
[ โจทย์ 1 = ปรับ “กระบวนการสรรหา-เสนอชื่อ” ให้นำไปสู่ความหลากหลายมากขึ้น ]
.
ปัญหา: แม้ว่าคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ณ เวลานี้ จะมีตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่ 2 คนโดยตำแหน่ง (ประธานสภา ผู้นำฝ่ายค้าน) แต่คณะกรรมการส่วนใหญ่กลับเป็นบุคคลที่ถูกแต่งตั้งจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นๆ ซึ่งเสี่ยงจะทำให้เกิดการเสนอแต่ชื่อ “คนกันเอง” โดยที่ไม่มีหลักประกันว่าเสียงของประชาชนจะถูกสะท้อนผ่านตัวแทนที่ประชาชนเขาเลือกเข้าไป
.
ทางออก: เพิ่มตัวแทนประชาชนจากหลากหลายฝ่ายเข้าไปในกระบวนการสรรหา-เสนอชื่อมากขึ้น
.
- ทางเลือก 1.1 (แม่น้ำ 1 สายที่หลากหลาย): คงคณะกรรมการสรรหาและเสนอชื่อเป็นชุดเดียว แต่เพิ่มตัวแทนประชาชนหรือภาคส่วนอื่นๆเข้าไปมากขึ้น (ยกตัวอย่างเช่น รธน. 2540 ที่มีตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนภาควิชาการในจำนวนและสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ)
.
- ทางเลือก 1.2 (แม่น้ำหลายสาย): แบ่งโควต้าคณะกรรมการองค์กรอิสระเป็นหลาย “สาย” และเปิดให้มีคณะกรรมการสรรหาและเสนอชื่อที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละ “สาย” (เช่น หากกรรมการ ก.ก.ต. มี 7 คน อาจจะแบ่งให้มีโควต้าที่ถูกเสนอชื่อโดยตัวแทนรัฐบาล 2 คน + เสนอชื่อโดยตัวแทนฝ่ายค้าน 2 คน + เสนอชื่อโดยตัวแทนวุฒิสภา (หากยังมี) 1 คน + เสนอชื่อโดยตัวแทนศาล-ศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระอื่น 2 คน)
.
(ป.ล. การถูกเสนอชื่อ ไม่ได้หมายความว่าบุคคลดังกล่าวจะได้ดำรงตำแหน่งทันที เพราะขึ้นอยู่กับการออกแบบการรับรองชื่อในโจทย์ถัดไป)
.
[ โจทย์ 2 = ออกแบบ “กระบวนการรับรองชื่อ” ให้ยึดโยงประชาชน-ไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ]
.
ปัญหา: รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ว่า ไม่ว่าคณะกรรมการสรรหา (จากโจทย์ 1) จะเสนอชื่อใคร บุคคลดังกล่าวจะได้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ต่อเมื่อได้ถูก “รับรอง” โดยกึ่งหนึ่งของวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ ณ ปัจจุบัน ไม่ยึดโยงกับประชาชน (เนื่องจาก สว. ภายใต้ รธน. 2560 ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง) และไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่ง (ตามที่ปรากฏให้เห็นในทุกวันนี้)
.
ทางออก: ปรับกระบวนการรับรองชื่อ ให้ยึดโยงประชาชน และไม่ถูกผูกขาดได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
.
- ทางเลือก 2.1 (เน้น “ฉันทามติ” / กรรมการทุกคนเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย): ปรับให้บุคคลที่ถูกเสนอชื่อต้องถูก “รับรอง” โดยรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร (เพื่อให้มีความยึดโยงกับประชาชนผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง) แต่เพื่อให้ได้บุคคลที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายและป้องกันการผูกขาดโดยรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาฯ อาจมีการกำหนดให้ต้องได้เสียงมากกว่าการได้แค่ “กึ่งหนึ่ง” ของรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร (เช่น “สองในสาม”) รวมถึงอาจกำหนดว่าต้องได้เสียง “ขั้นต่ำ” จากทุกฝ่าย (เช่น ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของ สส. รัฐบาล + เกินกึ่งหนึ่งของ สส. ฝ่ายค้าน)
.
- ทางเลือก 2.2 (เน้น “คานกัน” / คณะกรรมการมีตัวแทนครบจากทุกฝ่าย): หากมีความกังวลว่าทางเลือก 2.1 เสี่ยงจะทำให้แต่ละฝ่ายร่วมกันฮั้วเพื่อเลือกคนที่ไม่กล้าตรวจสอบฝ่ายใดเลยไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระ อีกทางเลือกที่เป็นไปได้ คือการเปิดให้หลากหลายฝ่าย (เช่น ตามทางเลือก 1.2) เสนอคนเข้ามาโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการรับรองใดๆเพิ่มเติม เพื่อรับประกันว่าคณะกรรมการองค์กรอิสระโดยรวม จะมีตัวแทนจากหลากหลายฝ่ายที่ย่อมคานและถ่วงดุลกันและกันในการทำหน้าที่ โดยไม่ปล่อยให้คณะกรรมการถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
.
[ โจทย์ 3 = ตีกรอบ “ขอบเขตอำนาจ” ให้ยึดโยงประชาชน-ไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ]
.
ปัญหา: องค์กรอิสระได้มีการขยายขอบเขตอำนาจในหลายเรื่องตลอด 20 ที่ผ่านมา ที่กลายมาเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ว่าจะมาเพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 (เช่น การให้ กกต. มีอำนาจ “บัตรส้ม” ที่สามารถถอดผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งออกจากตำแหน่งได้ด้วยข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต แม้ในที่สุดพิสูจน์ว่าไม่ได้มีการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา) หรือจากกฎหมายอื่นๆหรือแนวปฏิบัติ (เช่น การใช้ดุลพินิจของ สตง. ในการตีความกฎหมาย ที่เป็นการจำกัดอำนาจของท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะมากเกินจำเป็น)
.
ทางออก: ทบทวนขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นรายองค์กร (เช่น ยกเลิกอำนาจ กกต. ในการออกใบส้ม / ทบทวนกฎหมายกระจายอำนาจเพื่อปลดล็อกการทำหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะของท้องถิ่น)
.
[ โจทย์ 4 = คืนสิทธิให้ประชาชนในการริเริ่ม “กระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ” ]
.
ปัญหา: แม้รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เคยให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ (2540: 50,000 รายชื่อ / 2550: 20,000 รายชื่อ) แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กลับลบอำนาจประชาชนในการเข้าชื่อออก (ยกเว้นการเข้าชื่อ 20,000 รายชื่อเพื่อริเริ่มการถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.)
.
ทางออก: คืนสิทธิให้ประชาชนในการเข้าชื่อ (เช่น 20,000 รายชื่อ) เพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
.
โดยสรุป หากเราต้องการให้องค์กรอิสระอย่าง สตง. มีความยึดโยงและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากขึ้น และหากเราต้องเติมเสียงของประชาชนเข้าไปในการคัดเลือก-รับรอง-ตรวจสอบ องค์กรอิสระอย่าง สตง. เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เท้ง' ชี้ส่งฟ้องคดีโกงสอบท้องถิ่นไม่ทัน ตอกย้ำต้องแก้รธน. ปฏิรูปองค์กรอิสระ
'ณัฐพงษ์' มอง ป.ป.ช. ส่งฟ้องคดีทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ทัน ตอกย้ำความจำเป็นปฏิรูปองค์กรอิสระ จี้ เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ เปิดทางประชาชนตรวจสอบ
'ณัฐพงษ์' ลั่นไม่เสียมารยาททางการเมืองไล่กล้าธรรมพ้นฝ่ายค้าน
'เท้ง' ปัดตอบปรับ 'กล้าธรรม' ออกจะเป็นการประเคนเสียงใส่พานเสริมทัพรัฐบาลหรือไม่ ไล่ไปถาม 'กธ.' เอง ยันไม่ได้เสียมารยาททางการเมือง 'พริษฐ์' แจงท่าที 'กล้าธรรม' ยื่นซักฟอกไม่ชัดเจน จะโหวตวางใจหรือไม่
'ณัฐพงษ์' เคาะ 25 ก.ย.ยื่น ป.ป.ช.สอย 7 อรหันต์ กกต.
'ณัฐพงษ์' ลุยยื่น ปปช. สอบเอาผิด 7 กกต. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในคดีฮั้ว สว. เมินหลักฐาน เอื้อประโยชน์นักการเมือง 'พริษฐ์' จับตาเข้มตั้ง 'ปิยะ' นั่งอธิบดีดีเอสไอ เป่าตกประเด็นอั่งยี่-ซ่องโจร หลังมีประวัติเป็นอนุชุด 36
ตามคาด! พริษฐ์สบช่องถล่ม กกต.พ่วงตีกินซัด 'ภูมิใจไทย-อนุทิน'
'แสวง' แจงสภาสรุปผลงาน กกต. ปี 67-68 ด้าน 'พริษฐ์' บอก 'ในที่สุดเราก็ได้เจอกัน' ก่อน สส.ภท.ดาหน้าป้อง 'อนุทิน' หลังถูกถล่มไม่สั่งฟ้องแกนนำภูมิใจไทยและ 'นายกฯหนู' ซัด กกต.จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว
ครบรอบ 1 ปีโหวต 'อนุทิน' นายกฯ 'ไอติม' รับโดนปชช.ลงโทษผ่านการเลือกตั้ง ขอเวลา 3 ปีแก้ตัว
‘ไอติม’ น้อมรับผิด ครบรอบ 1 ปี โหวต ‘อนุทิน’ ชี้ โดนประชาชนลงโทษผ่านการเลือกตั้งแล้ว ลั่น ขอใช้เวลา 3 ปีที่เหลือเดินหน้าแก้ไขผลกระทบ ปัดเกียร์ว่างตรวจสอบฮั้ว สว.
'ไอติม' ติดใจเอาเป็นเอาตายคนปล่อยเอกสารมากกว่าตามล่าคนผิด!
'ไอติม' เข้าแจง 'กมธ.ตำรวจ' ยัน พร้อมร่วมมือคดีฮั้ว สว. เต็มที่ ตั้งข้อสังเกต กมธ.เร่งไล่ล่าคนปล่อยเอกสารมากกว่าหาตัวคนผิด เตือนสติรัฐบาลปมปล่อยข่าวเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ เข้าข่ายย้ายข้าราชการเพื่อเป็นคุณหรือไม่

