มหากาพย์ 'สว.สีน้ำเงิน' เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ชน มติ 5 ต่อ 2 เกราะคุ้มกันจะทะลุ หรือคุกคลองเปรมจะเปิด

'อดีตผู้พิพากษา' ชี้กลุ่มผู้สมัคร สว. แฉหลักฐานมัดตัว กกต.จะ 'เป่าคดีฮั้ว สว.' เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โอกาส 1 ใน 5,567 ล้านล้านล้าน 2 คนจะเขียนโพยฃตรงกัน ปิดประตูความบังเอิญ หาก กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 'ไม่มีมูล' เข้าข่ายมาตรา 157 เต็มๆ กลายเป็น'ใบเสร็จรับเงินคุก'

10 มิ.ย.2569- นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง มหากาพย์ "สว.สีน้ำเงิน" เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ชน มติ 5 ต่อ 2 ของ กกต. เกราะคุ้มกันจะทะลุ หรือคุกคลองเปรมจะเปิด? มีเนื้อหาดังนี้

กลายเป็นประเด็นการเมืองที่ร้อนแรงและแหลมคมที่สุดในเวลานี้ เมื่อสปอตไลต์ทุกดวงในประเทศพุ่งเป้าไปที่ตึกรัฐสภาและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังจากการเปิดหน้าชนครั้งประวัติศาสตร์ของคนในระบบตรวจสอบเอง ที่ออกมากระชากหน้ากากกระบวนการ "จัดโกง" เลือกตั้งที่ถูกกล่าวขานว่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย!

1. วันเปิดแผลใหญ่: ฝ่ายค้านรับหนังสือเปิดโปงพฤติกรรม
ชนวนเหตุระเบิดขึ้นเมื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้รับยื่นหนังสือจาก พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งสายตรง และกลุ่มผู้สมัคร สว. เพื่อแฉหลักฐานมัดตัว กกต. กรณีจะ "เป่าคดีฮั้ว สว."
ความน่ากลัวของข่าวนี้ไม่ใช่แค่การสาดโคลนทางการเมืองทั่วไป แต่มาพร้อมกับ "หลักฐานเด็ด" (Smoking Gun) เป็นคลิปจากกล้องวงจรปิดที่อ้างว่าเห็นหนึ่งในกรรมการ กกต. ไปเดินเก็บโพยจากผู้สมัครด้วยตัวเองในวันเลือกตั้ง! มิหนำซ้ำยังมีคำพูดแฉเลขาฯ กกต. ที่บอกว่า "ปล่อยเขาไปเถอะ เขาวางแผนกันมาดีแล้ว" ซึ่งหากคลิปนี้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ มันคือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะพิสูจน์ทันทีว่า "ใครกันแน่ที่โกหกประชาชน"

2. โอกาส 1 ใน 5,567 ล้านล้านล้าน: หลักคณิตศาสตร์ที่ปิดประตูความบังเอิญ
เพื่อตอกย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง "คิดไปเอง" นายลอย ชุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ชื่อดัง ได้ออกมาถอดรหัสความลับผ่านโมเดลสถิติ โดยชี้ว่า:
• โอกาสที่คน 2 คนจะเขียนโพยหมายเลขตรงกันและเรียงเหมือนกันเป๊ะ มีเพียง 1 ใน 5,567 ล้านล้านล้าน หายากยิ่งกว่าหาเม็ดทรายในดาวโลก ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับ "เป็นไปไม่ได้"
• แต่สิ่งที่ปรากฏในสื่อคือมีโพยที่เหมือนกันเป๊ะถึง 10 ใบ! จะหากยากยิ่งกว่าหา atoms ในจักรวาล
หลักการทางคณิตศาสตร์นี้คือหลักฐานเชิงตรรกะที่ปิดตายคำแก้ตัวประเภท "ใจตรงกันโดยบังเอิญ" ของผู้สมัคร สว. และเปลี่ยนข้อกล่าวหาลอยๆ ให้กลายเป็น "ความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์" ว่านี่คือกระบวนการทุจริตเชิงนโยบายที่มีการเตี๊ยมกันมาอย่างเป็นระบบ

3. ไฮเทคเหนือชั้น: เมื่อ DSI ใช้ AI และ GPS ทลายขบวนการฮั้ว
ความลึกซึ้งของคดีนี้ขยับจากคดีทุจริตเลือกตั้งทั่วไป กลายเป็น "อาชญากรรมจัดตั้งระดับชาติ" (Organized Crime) เมื่อเจ้าหน้าที่ DSI ได้งัดเอาเทคโนโลยีระดับ Digital Forensics มาใช้ลากไส้ขบวนการนี้อย่างหมดเปลือก:
GPS tracking & 3D Mapping: ใช้ข้อมูลพิกัดโทรศัพท์มือถือร่วมกับ AI ประมวลผลภาพ เพื่อพิสูจน์พฤติกรรมการเคลื่อนที่และการ "กระจุกตัว" ของผู้สมัครตามโรงแรมต่างๆ ก่อนวันเลือกตั้ง
เส้นทางการเงิน (Money Trail): แกะรอยท่อน้ำเลี้ยงทั้งเงินสดและการโอนเงิน เพื่อดูความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มทุน (ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นกลุ่มสีเทา/สแกมเมอร์) ไปยังผู้สมัครที่เป็น Voter
หลักฐานนิติวิทยาศาสตร์เหล่านี้แน่นหนาจนนำไปสู่การที่ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 (กกต. + DSI) มีมติชี้มูลความผิดบุคคลถึง 229 ราย! แบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบันถึง 138 ราย (เกือบ 70 % ของสภาสูง) และ เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่อีก 91 ราย ซึ่งหากส่งศาล ผลลัพธ์อาจรุนแรงถึงขั้นสภาสูงเป็นอัมพาตและนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองใหญ่ได้เลยทีเดียว!

4. 4 ข้อพิรุธจากฝ่ายค้าน กับพฤติกรรม "ยิ่งหนี ยิ่งดูมีเงื่อนงำ"
นายพริษฐ์ (ไอติม) ได้ตั้ง 4 ข้อสงสัยเด็ด หากสุดท้าย กกต. ชุดใหญ่ใช้มติเสียงข้างมากปัดตกสำนวนของคณะที่ 26:
1)สองมาตรฐานหรือไม่? ในเมื่อหลักฐานแน่นกว่าคดีเก่าๆ ที่เคยส่งศาล
2) ตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาเพื่อ "ฟอกขาว" หรือไม่?
3) เป็นดีล "ต่างตอบแทน" หรือไม่? เพราะมีถึง 4 ใน 7 ของกรรมการ กกต. ปัจจุบันที่เข้าสู่ตำแหน่งได้จากการโหวตรับรองของ สว. ที่อยู่ในสำนวนคดีนี้ (ผลประโยชน์ทับซ้อนขั้นรุนแรง)
4) เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่?
ซ้ำร้าย การที่กรรมาธิการของสภาฯ เชิญ กกต. มาชี้แจงล่วงหน้าถึง 2 สัปดาห์ แต่กลับมีการ "ขอเลื่อนซ้ำสอง" แม้จะใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คำสั่งเรียก แล้วก็ตาม พฤติกรรมถ่วงเวลาเช่นนี้ ยิ่งทำให้สังคมมองว่า กกต. กำลังหลีกหนีการตรวจสอบและรอให้คดีขาดอายุความเพื่ออุ้มใครบางคนหรือไม่?

5. หมัดฮุคทางกฎหมาย: เมื่อเกราะคุ้มกันทะลุ...คุกก็อยู่แค่เอื้อม!
นี่คือจุดตายสำคัญที่สุดในทางกฎหมายมหาชน! แม้กฎหมายจะให้ความคุ้มกัน (Immunity) แก่ กกต. ว่าไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองจากการการกระทำโดยสุจริต
แต่ความคุ้มกันนี้ไม่ใช่เช็คเปล่าที่จะเอาไว้ใช้ฟอกผิดให้ใครก็ได้
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด: หาก กกต. เสียงข้างมาก (5 ต่อ 2) ลงมติว่า "ไม่มีมูล" เพื่อยกคำร้องโดยไม่มีเหตุผลหักล้างพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น... ดุลพินิจนี้จะถูกมองทันทีว่า "ไม่สุจริต บิดเบือน และเล็งเห็นผลเพื่อช่วยเหลือพวกพ้อง" เกราะคุ้มกันตามกฎหมายจะ "สิ้นผลทันที" และจะเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) เต็มๆ เหมือนดั่งเช่น บรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลยคนละ 2 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ที่เคยส่งอดีต กกต. ชุดปี 2549 เข้าคุกจริงมาแล้วโดยไม่รอลงอาญา! เด็ดขาด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15232/2558 อ่าน 3 มิ.ย. 59)

ศาลฎีกาวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า
จุดตายที่ 1: "พฤติการณ์ประวิงเวลา" คือใบเสร็จมัดเจตนาทุจริต
ศาลฎีกาเคยสับเกราะคุ้มกันของอดีต กกต. จนกระจุย โดยวินิจฉัยว่า การที่ กกต. เพิกเฉยต่อหลักฐานที่มีมูล แสร้งสั่งสอบเพิ่มในประเด็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว "มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีเจตนาหน่วงเหนี่ยวประวิงเวลาเพื่อช่วยเหลือ..."
จุดตายที่ 2: ปล่อยคนโกงเข้าสภา ทำระบบประชาธิปไตย "ผิดเพี้ยน"
คำพิพากษาศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานทางอุดมการณ์ไว้อย่างน่าเลื่อมใสว่า กกต. มีหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต หาก กกต. ละเว้นหน้าที่จนคนไม่สุจริตหลุดเข้าไปเสวยอำนาจ "ย่อมคาดหมายได้ว่าบุคคลจำพวกนี้จะใช้อำนาจหน้าที่ของตนเพื่อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้องยิ่งกว่าประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม อันทำให้ระบบการปกครองที่เรียกว่าประชาธิปไตยผิดเพี้ยนไป ความเสียหายย่อมตกแก่ประชาชนหรือรัฐ..."
ความเสียหายนั้นร้ายแรงเกินกว่าที่กฎหมายความคุ้มกันใดๆ จะโอบอุ้มได้

บทสรุป: เดิมพันที่ต้องจ่ายด้วยอิสรภาพ
มหากาพย์การเมืองเรื่องนี้ จึงไม่ใช่แค่คดีทุจริตเลือกตั้งธรรมดา แต่เป็น "บทพิสูจน์ธรรมาภิบาลขององค์กรอิสระ" ว่าจะยังทำหน้าที่ตามมอตโต สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่
หาก กกต. เลือกที่จะหักดิบผลสอบของคณะกรรมการคณะที่ 26 และปัดตกคดีโดยไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพียงเพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจสีน้ำเงินเอาไว้ มติ 5 ต่อ 2 ในวันนั้น จะไม่ได้เป็นเกราะป้องกันพวกเขาอีกต่อไป แต่จะกลับกลายเป็น "ใบเสร็จรับเงินคุก" ที่มัดตัวพวกเขาแน่นหนาที่สุด การยอมเดินเข้าสภาไปชี้แจงอย่างสง่างาม และส่งคดีนี้ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด จึงเป็นทางรอดเดียวของ กกต. ก่อนจะเสี่ยงต่อประตูเรือนจำคลองเปรมที่จะเปิดต้อนรับในข้อหามาตรา 157 ในอนาคต! =

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง 'ดิเรก พรสีมา' ฟ้อง กกต.

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งไม่รับคำร้องของ 'ดิเรก พรสีมา' อดีตผู้สมัคร สว. ไว้พิจารณาวินิจฉัย หลังยื่นร้องเรียน กกต. จัดการเลือกตั้งระดับอำเภอ-จังหวัดส่อไม่ลับและไม่สุจริต

'วิปวุฒิ' ซัดเสวนาคดีฮั้วนำเสนอสไตล์ส้มคลิกเบตตัดสินโดยศาลเตี้ย

'วิปวุฒิสภา' ฉะงานเสวนาครบรอบ 2 ปีเลือก สว. นำเสนอแบบคลิกเบต ตามสไตล์ลัทธิส้ม สร้างความเข้าใจผิด-ด้อยค่า สว. จี้ กกต.ตรวจสอบหลักฐานที่เปิดเผย สว.ชุดนี้บริสุทธิ์ ถูกตัดสินโดยศาลเตี้ย

กกต.ลั่นฮั้วบางจังหวัดไม่กระทบเลือก สว.ทั้งระบบ!

'กกต.สิทธิโชติ' ขอสังคมมั่นใจการทำหน้าที่คดีฮั้วสว. ยืนยันทุกคำวินิจฉัยยึดตามพยานหลักฐาน ชี้คลิปเสวนาที่เผยแพร่ใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้หากอยู่นอกสำนวน ย้ำฮั้วบางจังหวัดไม่กระทบการเลือก สว.ทั้งระบบ

'ชัชชาติ' โวทำทันที 100 วัน 261 โครงการ

ชื่นมื่น 'ชัชชาติ - สก.' รับหนังสือรับรองลั่นพร้อมลุยงานทันที สั่งกางแผนยุทธศาสตร์ 100 วัน 261 โครงการ-จ่อรื้อปมทุจริต-แก้ท่วม-PM2.5 พร้อมเรียกประชุมผู้บริหารบ่ายนี้