นักกฎหมายมหาชน อัด สว.อลงกต วรกี หลังพาดพิงดีเอสไอต่ำชั้นกว่า ซัดแรงทั้งสองเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กินภาษีประชาชนเหมือนกัน สถานะเท่ากันตามรัฐธรรมนูญ ชี้เอกสิทธิ์คุ้มกัน สว.มีแค่ช่วงสมัยประชุม ไม่ใช่เกราะเหล็กตลอดปี
7 พฤษภาคม 2568 - จากกรณีที่ นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์พาดพิงว่า “ขอเรียนตามตรงว่า DSI เป็นแค่หน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ผมเป็นวุฒิสมาชิก ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดตามตรง ผมศักดิ์สูงกว่า ผมสูง ไม่มายุ่งกับข้างล่าง”
ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนคนดัง ออกโรงโต้ พร้อมให้ความรู้ด้านกฎหมายมหาชน เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า 1.เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการประจำ ต่างมีสถานะเท่าเทียมกัน เพราะต่างกินภาษีประชาชน และดำรงตำแหน่งภายใต้กฎหมายทั้งคู่ อาจมีที่มาต่างกัน ทั้ง พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 บัญญัติให้เป็น “เจ้าพนักงานของรัฐ” และ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ”
2.อำนาจหน้าที่ของ สว.และ ดีเอสไอ ถูกกำหนดชัดตามกฎหมายต้นทาง คือ พรป.ว่าด้วยการได้มาสว.พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 พร้อมระบุว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 184-185 ห้าม สว.แทรกแซงข้าราชการประจำ ขณะที่ดีเอสไอ สามารถขอหมายเรียกหรือหมายจับ สว.ได้โดยชอบตามกฎหมาย ไม่มีใครอยู่สูงกว่ากัน
3.รัฐธรรมนูญ มาตรา 107 วรรคสาม ยังย้ำว่า สว.ต้องมาจากกระบวนการกลั่นกรองตั้งแต่ระดับอำเภอถึงระดับประเทศ เพื่อเป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทย จึงไม่มีเหตุผลใดจะถือว่าตนเองอยู่สูงกว่าประชาชน
4.สำหรับเอกสิทธิ์ของ สว.ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ก็มีแค่ระหว่างสมัยประชุมเท่านั้น โดยห้ามจับ คุมขัง หรือออกหมายเรียกเว้นได้รับอนุญาตจากที่ประชุมวุฒิสภา หรือเป็นการจับในขณะกระทำผิด แต่ไม่มีข้อห้ามความผิดอัตราโทษตามกฎหมายเกิน 3 ปี ห้ามมิให้ศาลออกหมายจับ
ด้วยเหตุนี้ ดร.ณัฏฐ์ จึงระบุว่า ท่าทีของนายอลงกต ไม่เหมาะสมและไม่เข้าท่า เพราะถือว่า อยู่ในฐานะผู้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน การอ้างสถานะสูงกว่าหน่วยงานสอบสวนย่อมส่อว่า เข้าใจผิดในบทบาทหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภา
ดร.ณัฏฐ์ ยังกล่าวอีกว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเช่นเดียวกับข้าราชการประจำ แม้ที่มาและบทบาทจะต่างกัน แต่ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย พร้อมทิ้งท้ายว่า กรณีที่มีการสอบสวนข้อกล่าวหา “ฮั้ว–อั้งยี่–ฟอกเงิน” หากไม่มีความผิดจริง นายอลงกตไม่ควรออกตัวแรง จนดูเป็นพิรุธ พร้อมแนะว่า ประธานวุฒิสภาควรเรียกอบรมกฎหมายเบื้องต้นให้สมาชิกบางรายที่ทำตัวเป็นเทวดา
“กินภาษีประชาชนแล้ว อย่าทำตัวแตะต้องไม่ได้” ดร.ณัฏฐ์ กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ประเสริฐ' เผยเพื่อไทยเดินหน้าร่าง รธน.ใหม่ ปรับแก้ที่มา ส.ส.ร. ให้ยึดโยงประชาชนมากที่สุด
ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุม สส.ประจำสัปดาห์ โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธาน สส.พรรค และนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุมร่วม คาดว่ามีการหารือในส่วนของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทยที่มีการปรับแก้เนื้อหาในส่วนของที่มา ส.ส.ร.
'สุริยะใส' ชี้เมื่อทุกฝ่ายอยากชนะ 'รัฐธรรมนูญ' กลายเป็นสนามรบ ไม่ใช่กติกากลาง
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของปัญหาการเมืองไทยที่ลึกกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะแม้ยังไม่ได้เริ่มร่างฉบับใหม่อย่างจริงจัง แต่แต่ละฝ่ายก็เริ่มขีดเส้นเงื่อนไขและข้อจำกัดของตนเองแล้ว
'ดร.ณัฏฐ์' ชี้กับดักแก้ รธน. ต้องผ่านด่าน สว. 67 เสียง
นักกฎหมายมหาชนชื่อดังวิเคราะห์ แม้ประชามติรอบแรกมีผู้เห็นชอบกว่า 21.2 ล้านเสียง แต่การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่ฉบับใหม่ยังติด “กฎเหล็ก 2 ชั้น” ตามมาตรา 256 ต้องได้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 67 คนทั้งวาระ 1 และวาระ 3 มองโอกาสผ่านร่างแทบเป็นศูนย์หากรวบรวมเสียงวุฒิสภาไม่ได้
ประธานรัฐสภา ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล-วางพวงมาลา เนื่องในวันที่ระลึก 'รัชกาลที่ 7'
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานกรรมการมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง
ประธานสภาฯ จ่อบรรจุแก้รธน. 7-8 ก.ค. ยัน 'ระบอบสีน้ำเงิน' แค่ความเห็น ไม่เป็นอุปสรรค
ประธานสภาฯ เผยเตรียมบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่วาระประชุมร่วมรัฐสภา 7-8 ก.ค.นี้ ระบุหากกรรมาธิ
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ข้อเสนอใช้ 'ครม.' แทน 'คณะองคมนตรี' ขัดหลักความเป็นกลางทางการเมือง
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัดแนวคิด “ปิยบุตร” ใช้ “คณะรัฐมนตรี” แทน “คณะองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางการเมือง

