
14 ธ.ค.2568-ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจประชาชน และเจ้าหน้าที่ ที่อพยพจากผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงเดินทางเข้ามาพักพิงอยู่เป็นจำนวนมาก
โดยนายกฯพร้อมคณะ ได้เดินตรวจเยี่ยมพื้นที่โดยรอบศูนย์พักพิง เพื่อติดตามความพร้อมในการรองรับผู้พักพิง ทั้งด้านที่พัก อาหาร น้ำดื่ม การแพทย์ และการรักษาความปลอดภัย โดยได้พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบของประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมให้กำลังใจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ให้มีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน
นายอนุทินได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ อาสาสมัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในศูนย์พักพิง พร้อมชื่นชมการทำงานที่เป็นระบบและการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ
ขณะเดียวกัน นายกฯได้ขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการอพยพเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่ปลอดภัยตามคำแนะนำของทางราชการ พร้อมย้ำว่า มาตรการอพยพมีเป้าหมายเพื่อปกป้องชีวิต และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ และรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
“ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน คือเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลและกองทัพ โดยขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ดำเนินภารกิจอย่างเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตยและสกัดภัยคุกคามไม่ให้ลุกลามเข้ามายังพื้นที่ชั้นในของประเทศ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของรัฐบาลและกองทัพ ซึ่งยึดหลักความรอบคอบและคำนึงถึงชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก รัฐบาลและกองทัพทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทุกการตัดสินใจคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าเราจะดูแลอย่างเต็มความสามารถ และจะผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน”
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับมาตรการดูแลช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ศูนย์พักพิงและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย และการดูแลอย่างเหมาะสมตลอดช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน
ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า การลงพื้นที่ยังศูนย์พักพิงชั่วคราว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดที่ 2 ของภารกิจลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และให้กำลังใจประชาชนของนายกฯ โดยก่อนหน้านี้นายอนุทินได้เดินทางไปยังสนามช้างอารีน่า ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงของจ.บุรีรัมย์ เพื่อติดตามความพร้อมในการดูแลผู้อพยพและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนเช่นเดียวกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ชี้จ่ายเงินเยียวยาแพะ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ!
นายกฯ เปิดงาน '24 ปีการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์' สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ทำงานรวดเร็ว ทั่วถึงเป็นธรรม ชี้จ่ายเงินเยียวยา 8 พันล้าน ไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ ยกระดับกระบวนการยุติธรรมไทยสู่สากล
'บิ๊กเกรียง' ประกาศชัดไม่ได้เดินตามนายกฯ แต่เดินคู่เลย
'บิ๊กเกรียง' ลั่นไม่ได้เดินตามนายกฯ แต่ 'นายกฯ' ให้เดินคู่เลย แจงถูกเชิญเข้าพบกินข้าว-หารือปัญหาชายแดนใต้ คุย เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ. 'อนุทิน' บินให้กำลังใจช่วงฮ.ตก เป็นคนแรก ไม่เห็นมีใครว่าอะไร
'อนุทิน' โกอินเตอร์! บินไปประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์พรุ่งนี้
นายกฯ บินฟิลิปปินส์พรุ่งนี้ ชูบทบาทไทยในเวทีอาเซียน เป็นตัวเชื่อมความร่วมมือ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.
‘คนละครึ่ง’ค้างเติ่ง เอกนิติชงไม่ทัน5พ.ค./หนูเร่งพ.ร.ก.กู้เงิน/ไทยช่วยไทยคึก
นายกฯ ยันเร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม.อังคารที่ 5 พ.ค.นี้ ส่วน “เอกนิติ” บอกคนละครึ่งพลัสรอไปก่อน อ้างต้องรอสรุปตัวเลขงบประมาณที่เหลือ “อนุทิน”
ขึ้น‘ค่าจ้าง’ต้องมีเหตุผล แรงงานยื่นข้อเสนอพรึ่บ
“อนุทิน” ระบุขึ้นค่าแรงต้องมีเหตุผล รัฐบาลเตือนนายจ้างวันแรงงานแห่งชาติ ลูกจ้างมีสิทธิหยุดงานพร้อมรับค่าจ้างปกติ ถ้าไม่ได้หยุดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่า ค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ขณะที่ 27 องค์กรรวมพลยื่น 8 ข้อเรียกร้องรัฐบาล ตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง-อัปเกรดสวัสดิการ

