ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ประชามติรัฐธรรมนูญติดหลุมพราง สว. ด่านหินสู่ฉบับใหม่

‘ดร.ณัฏฐ์” ชี้ประชามติ-รัฐธรรมนูญ เจอกับดัก “หลุมพราง” แก้ไขรายมาตรา เงื่อนไข อยู่ที่ “สว.”ทำให้ผ่านยาก เป็นไปได้ “รัฐธรรมนูญฉบับในฝัน”

14 มกราคม 2569 - สืบเนื่องจาก กกต.กำหนดวันออกเสียงประชามติ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกับวันเลือกตั้ง สส.ทั่วราชอาณาจักร โดย กกต.เร่งประชาสัมพันธ์ส่งข้อมูลในการออกเสียงประชามติข้อดีข้อเสียทางไปรษณีย์ถึงพี่น้องประชาชนทุกหลังคาเรือน ให้ประชาชนใช้ในกระบวนการตัดสินใจนั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า การจัดทำประชามติ เป็นหน้าที่ของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (1)(2) ประกอบ พรบ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยในส่วนของการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถือเป็นประชาธิปไตยทางตรง ส่วนการเลือกตั้ง ถือเป็นประชาธิปไตยทางอ้อม

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ กกต.จัดการเลือกตั้งและจัดทำประชามติพร้อมกัน เท่ากับประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยทั้งทางตรงและทางอ้อมพร้อมกันในคราวเดียวกันแต่ในการออกเสียงประชามติ เกิดขึ้นครั้งแรก รัฐธรรมนูญฉบับ 2550

แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีขวากหนามในองค์ประกอบการแก้รายมาตราและในการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามประชาชนเจ้าของอำนาจ ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ

โดยรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรทั่วโลก แก้ไขยาก รวมถึงประเทศไทย

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ระบุชัด “แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่อาจกระทำได้” แต่ไม่ห้ามรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องจัดให้ประชาชนลงประชามติเสียก่อน เพื่อให้ประชาชนเจ้าของอำนาจผู้สถาปนารัฐธรรมนูญลงฉันทามติเสียก่อน

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ระบุชัด “อำนาจในการริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา แต่ต้องจัดทำออกเสียงประชามติก่อน โดยรัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ โดยให้จัดทำประชามติถึง 3 ครั้ง”

ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด ผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่

พี่น้องประชาชนอาจสับสนว่า เมื่อรัฐบาลอนุทิน ชิงยุบสภาแล้ว ทำให้ร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับพรรคประชาชน-ภูมิใจไทยตกไป ก่อนยุบสภามีผลทางกฎหมาย โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากเห็นชอบให้จัดทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยใช้ช่องทาง มติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (1) ทำให้ประชาชนสับสน โดยยังไม่เห็นร่างพิมพ์เขียวเนื้อหาว่าจะดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 แล้วจะตัดสินใจอย่างไร รวมถึงแนวโน้มจะได้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ อย่างไร

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หนทางอีกยาวไกลระหว่างทางเรืออาจคว่ำ ในขั้นตอนจัดทำประชามติ ถือเป็นขั้นตอนแรก เป็นการเปิดปฐมฤกษ์ ก่อนที่จะไปสู่ขั้นตอนที่สอง “แก้รัฐธรรมนูญเฉพาะรายมาตรา”

ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มติคณะรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (1) โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 -18/2568 ต้องจัดออกเสียงประชามติก่อน เพื่อสอบถามประชาชนเจ้าของอำนาจว่าจะเห็นชอบ “สมควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” อย่างไร

แม้ประชามติ หากผ่านความเห็นชอบจากประชาชน แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นสู่ขั้นตอน แก้รัฐธรรมนูญเฉพาะรายมาตรา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อนำไปสู่ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 (8) เป็น “บทบังคับเด็ดขาด“

หากแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆตามรัฐธรรมนูญหรืออำนาจหน้าที่ศาลหรือองค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญบัญญัติต้องจัดทำประชามติก่อน

แต่หลุมพรางกับดักรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แก้รัฐธรรมนูญใน “ยกที่สอง” ในชั้นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะรายมาตรา จะเจอหลุมพรางในวาระ 1 มาตรา 256 (3) และเจอกับดักในวาระ 3 มาตรา 256(6) หมายความว่า หากแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา จะต้องใช้เสียง สว.จำนวนหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่หรือ จำนวน 67 เสียง

เท่ากับ เจอกับดัก หลุมพราง วนเวียนซ้ำซาก หาก สว.สีน้ำเงินไม่เอาด้วย ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ย่อมตกไปในวาระที่ 1 หรือในวาระที่ 3

พูดภาษาชาวบ้าน คือ หลุมพรางกับดักแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา จะถูกตีตกโดยเสียงสนับสนุน สว. ไม่ครบ 1 ใน 3 ในวาระ 1 หรือในวาระ 3  เท่ากับการจัดทำประชามติเพื่อให้ประชาชนเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญมีฉันทามติ ทำให้สูญเสียงบประมาณฟรี

หลายคนอาจถกเถียงกันว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 มีทั้งข้อดีและข้อเสีย หลายพรรคการเมืองนำไปสู่การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเพื่อสร้างคะแนนนิยม โดย กกต. ระบุว่า พรรคการเมืองสามารถนำไปรณรงค์ได้แต่เมื่อกลับไปย้อนดูรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงและฉบับแก้ยาก สว. สีน้ำเงิน อยู่ในขั้วอนุรักษ์นิยม แม้ผลเลือกตั้ง สส. ไม่ทราบว่าพรรคการเมืองใดชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ไม่ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลผสมได้หรือไม่ก็ตาม แต่ในแง่วาระรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เจอเงื่อนไขข้อกฎหมาย “สว.” ต้องใช้องค์ประกอบให้ครบหนี่งในสาม รัฐธรรมนูญล้มไม่เป็นท่า อีกรอบ จึงเป็นได้แค่ “รัฐธรรมนูญฉบับในฝัน” เท่านั้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฏฐ์ ขยี้ปม 'สก.ปชน.' เสียบบัตรแทนกัน ย้อนแย้ง 'โปร่งใส ตรวจสอบได้'

ดร.ณัฏฐ์” ขยี้ ปม “สก.” พรรคประชาชนเสียบบัตรแทนกันทุจริตต่อหน้าที่ ย้อนแย้งนโยบายหาเสียง “โปร่งใส ตรวจสอบได้” หาก ปปช.เชือด เป็นอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตฯ

'ดร.ณัฏฐ์' แนะ 'อดีตสส.แก้วตา' แจ้งความดำเนินคดีคุกคามทางเพศ

‘ดร.ณัฏฐ์’ ชี้คดี ‘อดีต สส.แก้วตา-ธิษณา’ ถูก สส.พรรคประชาชนคุกคามทางเพศ แนะดำเนินคดีอาญา พร้อมช่วยเหลือฟรี เตือนประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อกองทุนเรี่ยไรสู้คดี

ทวงผลประชามติแก้รธน. บี้ 'รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-วุฒิสภา' ลงมือทำ

นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "กระตุกเตือน : ทวงผลประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ" โดยระบุว่า

ดร.ณัฏฐ์ ชี้บัตรเลือก สว. รอบสุดท้าย ไม่มีผลต่อคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีฮั้ว สว.

ดร.ณัฏฐ์ ให้ความเห็นปม สว.นันทนา ยกสุภาษิตไทย “กินปูนร้อนท้อง” ตอบโต้ทางการเมืองกับนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ยกปมฮั้ว สว.สีส้มปั้น สว.ประชาชน เป็นเพียงการตอบโต้ทางการเมืองกันไปมาเท่านั้น

'ธนพร' มองคดีฮั้ว สว. เอาน้ำเงินไม่ลง เหตุวนใช้ข้อมูลเดิม ไร้หลักฐานเส้นเงินสำคัญ

นายธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ให้ความเห็นถึงความเคลื่อนไหวกรณีการตรวจสอบคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยระบุว่า ประเด็นดังกล่าวยังคงอาศัยข้อมูลชุดเดิมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และไม่น่าจะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นายธนพรกล่าวว่า ในช่วงที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ นายภูมิธรรม เวชชยชัย