"ปิยบุตร" ชี้เลือกตั้ง 8 ก.พ. ไม่ใช่ศึกสามก๊ก แต่คือการประลอง “อดีตกับอนาคต” แฉการเมืองบ้านใหญ่ผูกขาดอำนาจ ซื้อเสียง สะสมมุ้ง คุมรัฐบาล ชี้เป็นวงจรอุบาทว์ฉุดประเทศ ลั่นพรรคประชาชนไม่เล่นเกมอุปถัมภ์ ขอเปลี่ยนโฉมการเมืองไทยทั้งระบบ
5 กุมภาพันธ์ 2569 - เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ลานสังคีตศาลา หนองประจักษ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี คาราวานพรรคประชาชนจัดปราศรัยใหญ่ นำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน
นายปิยบุตร กล่าวว่า การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันประวัติศาสตร์ที่จะชี้ชะตาประเทศไทยว่าอีก 4 ปี 8 ปี หรือ 12 ปีข้างหน้า สังคมของเราจะเป็นอย่างไร หากได้รัฐบาลที่นำโดยพรรคการเมืองหนึ่งกับอีกพรรคการเมืองหนึ่ง จะแตกต่างกันอย่างไร
บรรดานักการเมืองเกจิอาจารย์กูรูผู้อาวุโส วิเคราะห์กันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันของการเมืองแบบ 3 ก๊กคือ 3 พรรคใหญ่ ประกอบด้วย สีส้ม สีแดง และสีน้ำเงิน ที่ต่อสู้กันว่าใครจะได้ที่หนึ่งและจะตั้งรัฐบาลกันอย่างไร คาดคะเนกันว่าต้องมี 2 ใน 3 ไปตั้งรัฐบาลด้วยกัน และอีกหนึ่งถูกเตะไปเป็นฝ่ายค้าน การมองการเมืองเป็นสามก๊กเป็นการมองเพียงตัวเลขที่นั่ง สส. ดูความเป็นไปได้ว่าแต่ละพรรคจะได้ สส. เท่าไหร่ เป็นการประเมินแบบหยาบๆ
แต่ตนขอชวนพี่น้องประชาชนพิจารณาให้ลึกซึ้งไปกว่านั้นถึงธาตุแท้คุณลักษณะว่าการเมืองของประเทศไทยตอนนี้ เป็นการประลองกำลังกันระหว่างการเมืองสองขั้ว ขั้วที่หนึ่งคือขั้วแห่งอดีตแบบเก่าแบบเดิม กับอีกขั้วหนึ่งคือขั้วแห่งอนาคต แบบใหม่ ดังนั้นไม่ใช่สามก๊กแต่เป็นเก่ากับใหม่ อดีตกับอนาคต
การเมืองแบบอดีต ขับเคลื่อนด้วยการเมืองแบบบ้านใหญ่ คือครอบครัวหนึ่งลงสนามการเลือกตั้ง เมื่อได้รับการเลือกตั้งก็แผ่ขยายอิทธิพลไปผ่านเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ผ่านกลไกรัฐ ผ่านการสนับสนุนด้วยทรัพยากรต่างๆ เสร็จแล้วใครอยากมีโอกาสได้เป็น สส. ก็ต้องเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ เพราะเขามีทรัพยากรเยอะ มีเครือข่ายอุปถัมภ์ค้ำจุน นานวันเข้าก็เริ่มผูกขาด ขยายจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปเขตเลือกตั้งอื่นๆ นานวันเข้าก็ยึดทั้งจังหวัด ระดับชาติไม่พอก็เอาระดับท้องถิ่นด้วย ทั้งหมดคือการขยายอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ ผ่านตระกูลทางการเมืองของตัวเอง เกิดการผูกขาดอำนาจ หากใครคิดขึ้นมาท้าทาย ก็จะใช้อำนาจเข้าไปจัดการ
"เขาทำแบบนี้เพื่อสะสมกำลัง สส. เมื่อถึงเวลาก็จะไปเคาะประตูถามบรรดาหัวหน้าพรรคหรือแกนนำพรรคที่เขาเอาบ้านใหญ่ไปสังกัด ว่าพี่ครับบ้านใหญ่ผมได้ สส. มาเท่านี้ แล้วพี่จะไม่ให้รัฐมนตรีผมอีกสักกระทรวงหรือ นานวันเข้าก็ข้ามไปหลายกระทรวง ดูแลกันไปมาจนขยายเป็นมุ้งที่สังกัดในพรรคการเมือง ใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะบริหารประเทศก็ไม่อิสระเพราะต้องเกรงใจมุ้งหรือบ้านใหญ่เหล่านี้" นายปิยบุตร กล่าว
เขากล่าวอีกว่า ถึงเวลาบ้านใหญ่มักจะมีลักษณะพิเศษถ้าพรรคการเมืองนั้นได้รับความนิยมมีโอกาสเป็นรัฐบาล บ้านใหญ่ก็จะกรูกันย้ายเข้าไปอยู่ด้วย แต่ถึงเวลาพรรคนั้นตกอับโดนยึดอำนาจโดนรัฐประหาร ก็จะกรูย้ายกันหนีออก ถึงเวลาพอมีโอกาสกลับมาชนะก็แห่กลับเข้าไปใหม่ สรุปแล้วไม่ได้มีอุดมการณ์ตรงกับพรรคที่เข้าไปสังกัดเลย การเมืองบ้านใหญ่แบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตนยังเป็นเด็ก จนวันนี้ขยายไปทุกจังหวัด นี่แหละคือการเมืองแบบอดีต เขารู้อย่างเดียวว่าอำนาจอยู่ที่ไหน โอกาสเป็นรัฐบาลอยู่ที่ไหน เขาจะวิ่งไปอยู่ที่นั่น ไม่ได้สนใจว่าพรรคการเมืองนี้มีแนวทางทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างไร
ทั้งนี้ วันที่ตนและนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คิดตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา ก็มีบ้านใหญ่จำนวนไม่น้อยติดต่อมา แต่เราพูดตรงไปตรงมาว่าเราไม่ทำการเมืองแบบนี้แน่นอน เพราะถ้าทำแบบนี้หน้าตารัฐบาลก็จะเป็นแบบที่ท่านเห็นอยู่ แล้ววันข้างหน้าก็จะเป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราจะไม่สามารถออกจากระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมืองได้เลย เดี๋ยวนี้ไปกันใหญ่ บ้านใหญ่บางหลังถึงขนาดย้ายไปอยู่พรรคอื่นโดยพร้อมเพรียงกันแล้วก็ให้พรรคที่ตัวเองอยู่ทั้งหมดปล่อยว่างไว้อย่างนั้น บ้านใหญ่บางหลังเขม่นกันมาตั้งนาน
เมื่อก่อนก็เคยอยู่ด้วยกัน ต่อมาเกิดความขัดแย้งเพราะเคลียร์ไม่ลงตัวว่าทำไมให้บ้านนี้ลง สส. ทำไมไม่ให้บ้านฉันลง สส. อย่ากระนั้นเลย ฉันขนบ้านออกไปตั้งพรรคใหม่ แต่ ณ วันนี้อยู่ดีๆ กลับมารักกันกลมเกลียวเฉยเลย โดยมีแม่สื่อแม่ชักคือพรรคสีส้ม เพราะพวกเขารู้แล้วว่าถ้าบ้านใหญ่แต่ละหลังแข่งกันเอง สงสัยพรรคประชาชนจะชนะกวาดหมดทั้งจังหวัด เรากลับมารักกันดีกว่าเพื่อเอาชนะพรรคประชาชน
"การเมืองแบบอดีตแบบนี้ไม่สามารถแก้ปัญหายากๆ ให้กับประเทศไทยได้อีกแล้ว ต้องใช้เงินมหาศาลผ่านการซื้อสิทธิ์ซื้อเสียง บางคนพูดทุกวันว่ารักชาติ แต่พวกนี้รักชาติจนน้ำลายไหล ปากบอกรักชาติแต่ถึงเวลาลงการเมือง เอาเงินมาซื้อเสียง เมื่อตัวเองกลับไปมีอำนาจรัฐได้เป็นผู้แทนเป็นรัฐมนตรีก็ต้องคิดหาทางถอนทุนคืนก่อน แล้วก็เอาทุนไปทำการเมืองใหม่ ซื้อเสียงใหม่กลับมาใหม่ วนเวียนแบบนี้ซ้ำซาก"นายปิยบุตร กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เท้ง' จ่อสรุปญัตติซักฟอก คาดเข้าสภาฯ ต.ค.นี้ ลุยถล่มระบอบสีน้ำเงิน
'เท้ง' เผย จ่อสรุปญัตติซักฟอก คาด ยื่นเข้าสภาฯ ต.ค. ลุยถล่ม 'ระบอบสีน้ำเงิน' อุบ ล็อกเป้า รมต.คนไหน-มีเขากระโดงหรือไม่ ลั่น รอดูวันขึ้นเขียง
พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช. ยื่นเอาผิด กกต. ลงมติคดีฮั้ว สว. จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว
พรรคประชาชน บุกยื่น ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนคดีฮั้ว สว. ยันมีหลักฐานแน่น ตั้งแต่พฤติการณ์ยันพยานบุคคล ด้าน 'ไอติม' ชำแหละคดีนี้มีช้าง 3 ตัว หวังวิปรัฐบาล-วุฒิสภา เปิดทางบรรจุวาระถกแก้ รธน.รายมาตรา ต.ค.นี้ ระยะยาว
'เท้ง' อัด 'ภราดร' โต้ชาวอยุธยาร้องสภา เอาความเดือดร้อนประชาชนมาเป็นเรื่องการเมือง
'เท้ง' สวนกลับ 'ภราดร' ลั่นทุกปัญหาของประชาชนเป็นเรื่องการเมือง จ่อลงพื้นที่อยุธยา ดูหน้างานจริง แนะ 'รัฐบาล' ดูทุ่งรับน้ำ-ใช้วิธีระบายแบบก้างปลา แทนแนวดิ่ง
ดร.ณัฏฐ์ ซัด 'โรม' ทำ กมธ.เป็นศาลโซเชียล ชี้ 'อนุทิน' ไม่ต้องไปแจง 8 ต.ค.
“ดร.ณัฐวุฒิ” ซัด “รังสิมันต์ โรม” ใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือ ทำตัวเป็น “ศาลโซเชียล” ปมเรียก “อนุทิน” แจงทุจริตสอบท้องถิ่น 8 ต.ค.
วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก
การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"
ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา
ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

