'เอกนิติ' เผยอาจไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ หลังถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบ 70

22 เมษายน 2569 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงถึงผลการประชุมพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณปี 2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมว่า มีเรื่อง 4 หน่วยงาน และเรื่องงบประมาณก็เรียบร้อย ยังยึดหลักเดิม

เมื่อถามว่ามีการหารือถึงการปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70 % เป็น 75 % หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ยัง อาจจะยังไม่ได้มีการขยาย ยังเป็น 70 % เท่าเดิม

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘เอกนิติ’ยืนยันชงครม.สัปดาห์หน้ากู้เงิน2แสนล้าน-ไทยช่วยไทยพลัส

‘เอกนิติ’ ยันจ่อชงปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ทุบโต๊ะกู้ 2 แสนล้านบาท พ่วงโครงการไทยช่วยไทย พลัส เข้า ครม. วันที่ 19 พ.ค. นี้ คอนเฟิร์มเดินหน้าตามไทม์ไลน์ พร้อมยันกู้ตามความต้องการใช้ ไม่มีกู้มากอง ป้องกันรัฐเสียดอกเบี้ย ไม่หวั่นฝ่ายค้านยื่นศาลเบรก พ.ร.ก. กู้เงิน ยืนยันเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

'รบ.' จ่อตั้งหน่วยงานภายใต้ สบน. คุมความเสี่ยงหนี้สาธารณะ ติดตามใช้เงิน พรก.กู้เงิน 4 แสนล.

รัฐบาล เตรียมตั้งหน่วยงานภายใต้ สบน. คุมความเสี่ยงหนี้สาธารณะ ติดตาม-ประเมินผลการใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ส้ม-ฟ้าจับมือประสาน ล้มพ.ร.ก.กู้4แสนล้าน หวังโค่นรัฐบาลสีน้ำเงิน

เป็นอันว่า เส้นทางการออก พระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องเจอสภาวะชะงักงันกลางทาง

กู้ล็อตแรก2แสนล. อัดฉีดไทยช่วยไทยพลัส/‘ฟ้า-ส้ม’จับมือลงชื่อยื่นตีความ

"เอกนิติ" ย้ำ "มูดี้ส์" ไม่ติดใจรัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน มั่นใจ ศก.ไทย-วินัยการคลัง ทุบโต๊ะกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาทก่อน อัดฉีดไทยช่วยไทยพลัส เตรียมชงแผนปรับโครงสร้างหนี้เข้า

‘เอกนิติ’ทุบโต๊ะกู้ล็อตแรก2แสนล้าน อัดฉีดไทยช่วยไทยพลัส/ชงครม.12พ.ค.นี้

‘เอกนิติ’ กดปุ่มประชุมแผนบริหารหนี้สาธารณะ สั่งทุบโต๊ะกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาทก่อน อัดฉีดไทยช่วยไทย พลัส คาดเสนอให้ ครม. พิจารณาได้ในวันที่ 12 พ.ค. นี้

กู้ 4 แสนล้านบาท! โจทย์ของชาติ ต้องไม่ถูกลากเป็นเกมการเมือง

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ขยับขึ้น และราคาพลังงานที่กดทับต้นทุนของแทบทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงร้านค้ารายย่อยในชุมชน