
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น หากเป็นคำถามสำคัญว่า คนไทยจะสามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีคุณภาพเพียงใด เมื่อข้อมูลล่าสุดชี้ว่า แม้อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยจะอยู่ที่ 75.6 ปี แต่มีช่วงเวลาที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยหรือภาวะพึ่งพิงนานเฉลี่ยถึง 6.9 ปี และสำหรับผู้หญิง ระยะเวลาดังกล่าวอาจยาวนานถึง 9.6 ปี
สถานการณ์ดังกล่าวถูกสะท้อนผ่านการเปิดตัว “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569” ซึ่งจัดทำโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักนโยบาย ยุทธศาสตร์ และนวัตกรรม ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้แนวคิด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” โดยนำเสนอทั้งตัวชี้วัดด้านประชากร สถานการณ์สุขภาพสำคัญ และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของประเทศในระยะยาว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ตลอดประสบการณ์การทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ทำให้เห็นความสำคัญของข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องและรอบด้าน โดยเฉพาะข้อมูลที่เคยรวบรวมโดย นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ซึ่งช่วยอธิบายสาเหตุที่ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทั้งจากการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคมะเร็ง อุบัติเหตุ และพฤติกรรมเสี่ยงในการดำเนินชีวิต
นพ.พงศ์เทพระบุว่า การสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางปัญญา” และความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนจำเป็นต้องเข้าใจปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพของตนเองและสังคม พร้อมย้ำว่าในอนาคตประเทศไทยจะต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ โดยคาดว่าภายในปี 2578 ประชากรวัยเด็กจะลดลงประมาณ 3.8 ล้านคน วัยแรงงานลดลงอีก 3.4 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นถึง 3.6 ล้านคน
ข้อมูลยังสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างเพศ โดยผู้ชายไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 72 ปี ส่วนผู้หญิงเฉลี่ย 79 ปี แม้ผู้หญิงจะมีอายุยืนกว่า แต่กลับมีแนวโน้มต้องใช้ชีวิตในภาวะพึ่งพิงหรือป่วยติดเตียงนานกว่าผู้ชาย ขณะที่ผู้ชายมักเข้าสู่ภาวะดังกล่าวเฉลี่ยเมื่ออายุราว 66 ปี และใช้เวลาประมาณ 5 ปี ส่วนผู้หญิงอาจอยู่ในภาวะติดเตียงยาวนานถึง 9 ปี

นพ.พงศ์เทพย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพไม่ใช่เพียงทำให้ประชาชนมีอายุยืน แต่ต้องทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและชะลอการเกิดภาวะพิการหรือป่วยติดเตียงให้นานที่สุด พร้อมเสนอให้สังคมไทยสร้างระบบที่เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุหลังเกษียณ เพื่อให้ยังสามารถมีบทบาทช่วยเหลือสังคมและลดภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ
อีกประเด็นที่ผู้จัดการกองทุน สสส.ให้ความสำคัญคือ การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ แม้คนทุกระดับรายได้จะมีโอกาสเผชิญโรคเรื้อรังเมื่ออายุมากขึ้น แต่ผู้มีฐานะยากจนกลับเข้าถึงบริการทางการแพทย์และการดูแลที่มีคุณภาพได้ยากกว่า จึงจำเป็นต้องมีมาตรการด้านนโยบายเพื่อควบคุมปัจจัยกำหนดสุขภาพ ลดการโฆษณาอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมสูง ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น

ด้าน รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ หัวหน้าโครงการจัดทำรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นในลักษณะ Annual Report เพื่อให้ประชาชนและผู้กำหนดนโยบายสามารถเข้าใจสถานการณ์สุขภาพของประเทศผ่านข้อมูลเชิงประจักษ์และตัวเลขสถิติที่เข้าใจง่าย
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะเด็กเกิดน้อย ขณะเดียวกันประชาชนมีอายุยืนขึ้น ส่งผลให้ภาระการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถยืดระยะเวลาที่ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงออกไปได้ ประเทศอาจต้องเผชิญค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลระยะยาวในระดับที่สูงมาก
รายงานระบุว่า คนไทยใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยเฉลี่ย 6.9 ปี ในช่วงท้ายของชีวิต ขณะที่ผู้ป่วยระยะประคับประคองสามารถเข้าถึงระบบการดูแลที่บ้านได้เพียงร้อยละ 43.3 เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงจะเพิ่มจากประมาณ 547,300 คน ในปี 2567 เป็น 919,100 คน ในปี 2580 และประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรด้านการดูแลระยะประคับประคองเพิ่มขึ้นถึง 13 เท่า เพื่อรองรับความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้น
รศ.ดร.เฉลิมพลยังชี้ว่า ประเทศไทยควรปรับโครงสร้างการใช้จ่ายด้านสุขภาพจากการมุ่งเน้นการรักษาโรคไปสู่การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต
สำหรับ “10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ปี 2569” ที่รายงานนำเสนอ ประกอบด้วย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ประเด็นประกันสังคม ผลกระทบของนโยบายสหรัฐอเมริกาต่อสุขภาพไทย การค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน การศึกษาไร้พรมแดนกับนักเรียนข้ามชาติ แผ่นดินไหวและภัยพิบัติ มลพิษในลุ่มน้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขง ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน การสมรสเท่าเทียม และการส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งล้วนสะท้อนว่าปัญหาสุขภาพในปัจจุบันเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการเมืองระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกหนึ่งหัวข้อสำคัญในรายงาน คือ “รอบรู้อย่างรอบคอบ : ความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล” ซึ่ง รศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า แม้ประชาชนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพได้ง่ายขึ้นผ่านอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ แต่การเข้าถึงข้อมูลไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเสมอไป
งานวิจัยพบว่า วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพตามคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์โดยไม่ตรวจสอบข้อมูล วัยทำงานยังขาดความมั่นใจในการใช้บริการสุขภาพดิจิทัล ส่วนผู้สูงอายุมีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบทั้งด้านสุขภาพและการเงิน
ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างมาตรฐานของเนื้อหาสุขภาพบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถตรวจสอบได้ การกำหนดจรรยาบรรณสำหรับผู้เผยแพร่ข้อมูลสุขภาพ และการพัฒนาหลักสูตรสุขศึกษาเพื่อสร้างทักษะการตรวจสอบข้อมูลให้แก่เด็กและเยาวชน

นอกจากนี้ รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569 ยังประกอบด้วย 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ หมวดตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย สถานการณ์เด่นด้านสุขภาพ เรื่องพิเศษเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพบนพื้นที่ดิจิทัล ผลงานเด่นด้านการแพทย์และสาธารณสุข และบทความพิเศษเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสุขภาพของประชาชนไทย
สาระทั้งหมดสะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง และภาระการดูแลผู้สูงอายุ หากต้องการสร้าง “สังคมอายุยืนและอยู่ดี” อย่างแท้จริง ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันลงทุนกับการป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก พัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในยุคดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่เพียงมีชีวิตที่ยืนยาว แต่ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้นาน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เตือนภัยแก๊งค้ายาออนไลน์งัดกลยุทธ์เจาะนักเสพหน้าใหม่
เปิดผลวิจัย พบแก๊งค้ายาออนไลน์ ใช้โค๊ดลับ ขาย-ส่ง ยาเสพติดผ่านอีคอมเมิร์ซ ส่งผ่านไรเดอร์ เก็บเงินปลายทาง ห่วงเด็ก เยาวชน เป็นเหยื่อนักเสพหน้าใหม่
“รมว.พัฒนา” ยัน รัฐบาลไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า 100% มอบนโยบายจัดตั้งคณะทำงานกำหนด KPI ร่วม สสส. - สธ. เห็นชอบแผนเลิกยาสูบ-นิโคติน แบบไร้รอยต่อ
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 7/2569
สสส. พร้อมร่วมงาน รพ.ชุมชน ตามนโนบาย รมว.สาธารณสุข ยึดเป้าหมายเดียวกัน สร้างเสริมสุขภาพ-ป่วย-เจ็บ น้อยลง อายุคาดเฉลี่ยเพิ่ม ลดงบรักษา
จากกรณีที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานประชุมวิชาการโรงพยาบาลชุมชน ให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชุมชน และระบบบริการปฐมภูมินั้น นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ยินดีทำงานร่วมกับ รพ.ชุมชน ได้หารือเบื้องต้นกับ
'เปลี่ยนผู้เสพ' สู่คนมีอาชีพ คืนสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
“ชุมชนล้อมรักษ์แปลงยาว” เปลี่ยนผู้เสพสู่คนมีอาชีพ เผยใช้ชุมชนเป็นฐานดูแลผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ดึงภาครัฐ-เอกชน ชุมชน ตำรวจ ร่วมติดตามต่อเนื่อง พร้อมสร้างอาชีพและรายได้ หวังลดการกลับไปเสพซ้ำ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
สสส. ยืนยันซื้อสื่อตรง กับ เจ้าของพื้นที่ ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง คุ้มงบประมาณ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนเห็นเยอะ ต้องขอบคุณพันธมิตรเปิดพื้นที่ อาทิ MRT-BTS-กทม. ร่วมสร้างสังคมสุขภาวะ
ดร.ประกาศิต กล่าวต่อว่า สื่อรณรงค์ทุกชนิด ของ สสส. ดำเนินการผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 100% ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ของกรมบัญชีกลาง มีคณะกรรมการร่างขอบเขตงานจ้าง คณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติผู้เสนองาน คณะกรรมการพิจารณาผลการคัดเลือกตามเกณฑ์คะแนนที่กำหนดทั้งในแง่ราคาและข้อเสนอด้านเทคนิค รวมทั้งมีคณะกรรมการตรวจรับถูกต้องตามขั้นตอนทุกประการ
เปิดโอกาสชีวิตใหม่ ผนึกชุมชน-ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่องตัดวงจรติดยา
จากผู้เสพสู่ผู้กล้า! บ้านไร่ผนึก สสส. ชุมชน-ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่อง เปิดโอกาสผู้ก้าวพลาดมีชีวิตใหม่ สร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ คืนคนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

