ปลาหมอคางดำ : เปลี่ยนชื่อหลายครั้ง แต่ชื่อทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยเปลี่ยน

"ปลาหมอคางดำ" เป็นปลาต่างถิ่นที่มาจากทวีปแอฟริกา แม้ว่าการเข้ามาของปลาชนิดนี้ยังไม่สามารถยืนยันชัดเจนได้ แต่พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ปลาชนิดนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเรียกหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ชื่อวิทยาศาสตร์กลับไม่เคยเปลี่ยนเลยแม้แต่ครั้งเดียว คือ Sarotherodon melanotheron

ปลา Sarotherodon melanotheron เป็นปลาน้ำกร่อยในวงศ์ปลาหมอสี มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกาตะวันตก โดยได้รับการจำแนกชนิดทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2395 โดยนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน Eduard Rüppell และใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron มาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ชื่อสามัญภาษาอังกฤษคือ Blackchin tilapia ก็ยังคงใช้ต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

แต่เมื่อมาดูการเรียกชื่อในประเทศไทย มีไทม์ไลน์เปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ในช่วงปี พ.ศ. 2549 – เมษายน 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการขอนำเข้าปลาชนิดนี้เพื่อการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ กรมประมงใช้ชื่อภาษาไทยว่า "ปลานิล" ด้วยลักษณะของปลาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2553 – 2559 ชื่อดังกล่าวถูกเปลี่ยนเป็น "ปลาหมอเทศข้างลาย" ชื่อเรียกที่ปรากฏอยู่ในเอกสารการส่งออกปลาชนิดนี้กว่า 300,000 ตัว ไปยัง 17 ประเทศทั่วโลก โดยระบุชื่อไทย คู่กับชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron

กระทั่งปี พ.ศ. 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน และเพาะเลี้ยงปลาหมอสีต้องห้าม 3 ชนิด โดยกำหนดชื่อภาษาไทยของ Sarotherodon melanotheron ว่า "ปลาหมอสีคางดำ" เนื่องจากเป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มปลาหมอสี จนถึงปี 2567 มีความพยายามปรับเปลี่ยนการเรียกชื่อปลา โดยตัดคำว่า สี ออก เหลือเป็น "ปลาหมอคางดำ" เพราะมีคนกังวลว่าจะกระทบกับวงการปลาหมอสี ทำให้ปลาหมอคางดำเป็นชื่อที่สังคมไทยใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากไทม์ไลน์ดังกล่าว จะเห็นว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาคือชื่อภาษาไทย แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron และชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Blackchin tilapia

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะในทางชีววิทยาและการค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศ การระบุชนิดพันธุ์จะอ้างอิงชื่อวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ไม่ใช่ชื่อสามัญหรือชื่อภาษาไทยที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประเทศต้นทาง

นั่นหมายความว่า ไม่ว่าปลาชนิดนี้จะถูกเรียกว่า "ปลานิล" "ปลาหมอเทศข้างลาย" "ปลาหมอสีคางดำ" หรือ "ปลาหมอคางดำ" หากชื่อวิทยาศาสตร์ยังคงระบุว่าเป็น Sarotherodon melanotheron ก็ย่อมหมายถึงปลาชนิดเดียวกัน

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนชื่อภาษาไทยหลายครั้งนั้น ระบบการตรวจสอบและติดตามการเคลื่อนย้ายปลาชนิดนี้มีความรัดกุมเพียงใด และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการนำเข้า เคลื่อนย้าย หรือแม้แต่ลักลอบนำเข้าภายใต้ชื่อภาษาไทยอื่น ๆ ที่แตกต่างออกไป

การเปลี่ยนชื่อภาษาไทยเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันการลักลอบนำเข้าได้ แต่เป็นสิ่งที่เป็นคำถามของวงการส่งออกปลาว่า การอ้างว่า การกรอกเอกสารบางฉบับ "ใส่ชื่อผิด" หรือ "ใช้ชื่อเรียกไม่ตรงกับปัจจุบัน" แต่สิ่งที่ช่วยยืนยันในการระบุสินค้าสัตว์น้ำได้ว่าเป็นชนิดเดียวกัน คือ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ที่เอกสารส่งออกปลาหมอเทศข้างลายในช่วงปี พ.ศ. 2553 – 2559 ระบุว่า Sarotherodon melanotheron นอกจากนี้ การยืนยันตัวตนของสิ่งมีชีวิตได้อย่างแท้จริงคือชื่อวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางพันธุกรรม และนี่คือจุดที่งานวิจัยด้านพันธุศาสตร์ล่าสุดเข้ามามีบทบาทสำคัญ

ผลการศึกษาของนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งวิเคราะห์ตัวอย่างปลาหมอคางดำจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงกว่าที่ควรจะเป็น หากปลาทั้งหมดมีต้นกำเนิดจากการนำเข้าเพียงครั้งเดียวแล้วหลุดรอดออกสู่ธรรมชาติ งานวิจัยดังกล่าวตรวจพบฮาพโลไทป์ (Haplotype) หรือรูปแบบทางพันธุกรรม หรือเรียกเข้าใจง่ายๆ ว่า DNA ได้ต้องไม่แตกต่างกัน แต่นักวิจัยของไทยกลับพบรูปแบบ DNA มากถึง 19 รูปแบบ และพบความเชื่อมโยงกับประชากรปลาในหลายประเทศในแอฟริกา ทั้งในกานา ไอวอรีโคสต์

ข้อค้นพบสำคัญจากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมชี้ว่า ประชากรปลาหมอคางดำในประเทศไทยไม่ได้มีต้นกำเนิดจากแหล่งเดียว แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเกิดจากการนำเข้าหลายครั้งและจากหลายต้นทาง เนื่องจากข้อมูล DNA เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผลการศึกษาจึงกำลังบอกเราว่า เรื่องราวของปลาหมอคางดำในประเทศไทยอาจมีความซับซ้อน และไม่ได้เริ่มต้นจากเหตุการณ์การหลุดรอดเพียงครั้งเดียว หากแต่มีความเป็นไปได้ว่ามีการเข้ามาของปลาชนิดนี้จากหลายช่องทางในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

เมื่อเชื่อมโยงข้อค้นพบทางพันธุกรรมเข้ากับไทม์ไลน์การเปลี่ยนชื่อภาษาไทยในอดีต คำถามที่สังคมควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า "ใครปล่อยปลา" แต่ควรขยายไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ ระบบการกำกับดูแลการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นของไทยในอดีตมีช่องว่างใดบ้าง ข้อมูลการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้มากน้อยเพียงใด และเราจะป้องกันไม่ให้กรณีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกกับสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดอื่นในอนาคตได้อย่างไร

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชื่อภาษาไทยอาจเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้คือ ชื่อวิทยาศาสตร์และรหัสพันธุกรรมที่อยู่ในตัวปลา และ DNA กำลังบอกความจริงว่า ปลาหมอคางดำในประเทศไทย มีเส้นทางการเข้ามาที่ซับซ้อน หลายช่วงเวลา และหลายต้นทาง มากกว่าที่สังคมเคยเข้าใจ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่พบปลาหมอคางดำในทะเลน้อย–ทะเลสาบสงขลาตอนบน ทช. ย้ำเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือ ทช. ลงพื้นที่สำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะบริเวณทะเลน้อยและทะเลสาบสงขลาตอนบน ระหว่างวันที่ 9–10 มิถุนายน

เกษตรกร-ชาวประมง 5 จังหวัดแห่นำปลาหมอคางดำส่งขายโรงงานปลาป่นสมุทรสาคร โรงงานรับซื้อทุกวัน จำนวนไม่อั้น กก.ละ 10 บาท

โรงงานปลาป่นจังหวัดสมุทรสาครเดินหน้ารับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรับซื้อแล้วมากกว่า 33,000 กิโลกรัม หลังกรมประมงปรับขั้นตอนให้เกษตรกรและชาวประมงสามารถนำปลามาจำหน่ายได้สะดวกขึ้น เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชนที่จุดรับซื้อ โดยไม่ต้องขอเอกสารรับรองจากหน่วยงานในพื้นที่

'ปลอดประสพ' เตือนรัฐบาล 'ปลาหมอคางดำ' อสูรร้ายที่ต้องปราบ อย่าเพียงแต่พูด 'Green'

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก · เรื่อง ปลาหมอคางดำ อสูรร้ายที่ต้องปราบ มีเนื้อหาดังนี้

ชาวลัดหลวง 100 ชีวิต ลงแขกลงคลองล่า 'ปลาหมอคางดำ' ตัดวงจรระบาด

นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ นายภูมิวิทย์ นารถสกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสมุทรปราการ นายอานนท์ บูรณะภักดี นายอำเภอพระประแดง

ยิ่งจับ ยิ่งลด ยิ่งคืนสมดุลแหล่งน้ำไทย

ปลาหมอคางดำไม่ใช่ปลามีพิษ และสามารถบริโภคได้เหมือนปลาทั่วไป แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการเร่งนำปลาออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้ได้มากและต่อเนื่องที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และลดการขยายตัวของประชากรปลาในระยะยาว