กรมหม่อนไหมยกระดับ “ท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม” สู่ 15 แห่งทั่วไทย เชื่อมภูมิปัญญา สร้างรายได้ชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนโยบายรัฐบาลด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับชุมชนให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และแหล่งสร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านหม่อนไหม พร้อมเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหมอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าขยายแหล่งท่องเที่ยวจาก 12 แห่ง เป็น 15 แห่ง ครอบคลุม 14 จังหวัด ภายในปี 2569 เพื่อเชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้คำนิยาม "จากต้นหม่อนสู่ผืนผ้าไหม จากภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยสู่แหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ"

นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหมเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีคุณภาพ พร้อมต่อยอดกิจกรรมทางการเกษตรให้กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และผลิตภัณฑ์ชุมชน อันนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่

อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวว่า การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นทางของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหมไทยคุณภาพสูง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อนและไหม อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอางจากโปรตีนไหม ตลอดจนผลิตภัณฑ์จากสารสกัดหม่อน ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงมีศักยภาพที่จะต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนได้อย่างมาก

ด้วยศักยภาพดังกล่าว กรมหม่อนไหมจึงเดินหน้าสำรวจและคัดเลือกชุมชนที่มีความพร้อมในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหมอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2567-2568 ได้พัฒนาแล้ว 12 แห่ง และในปี 2569 จะขยายเพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ จังหวัดสกลนคร บุรีรัมย์ และสงขลา ส่งผลให้มีแหล่งท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 15 แห่ง ครอบคลุม 14 จังหวัดทั่วประเทศ

นายศรัญญูกล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 กรมหม่อนไหมจะมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและชุมชนให้สามารถบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย พร้อมส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ควบคู่กับการออกแบบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ย้อมสีธรรมชาติ และทอผ้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม การอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาและองค์ความรู้ด้านหม่อนไหมสู่คนรุ่นใหม่ และการส่งเสริมอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

ทั้งนี้ สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม กรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม และทอผ้าไหม อันเป็นมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของชาติ ให้ได้รับการสืบทอดควบคู่กับการสร้างอาชีพและรายได้แก่ประชาชน

ปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหมทั้ง 15 แห่ง กระจายอยู่ในหลายภูมิภาคของประเทศ โดยแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นแตกต่างกัน ทั้งการเรียนรู้กระบวนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้าไหมลวดลายอัตลักษณ์ การย้อมสีธรรมชาติ เวิร์กชอป งานคราฟต์ การชิมอาหารและเครื่องดื่มจากหม่อน การพักโฮมสเตย์ และการสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งล้วนสะท้อนเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยผ่านผืนผ้าไหมและภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างงดงาม

แหล่งท่องเที่ยวทั้ง 15 แห่ง ประกอบด้วย ทอฝันผ้าไหมยกดอกลำพูน จังหวัดลำพูน, “สุนทรีผ้าไทย” ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านโบราณหาดเสี้ยว จังหวัดสุโขทัย, “แต้มตะกอ” ผ้าไหมลายโบราณบ้านโคกหม้อ จังหวัดอุทัยธานี, พิพิธภัณฑ์ผ้าไหมมัดหมี่ชินไหมไทย จังหวัดขอนแก่น, แพรวาโสภารักษ์ และผ้าไหมแพรวาแม่ประคอง จังหวัดกาฬสินธุ์, บ้านสนวนนอก จังหวัดบุรีรัมย์, Mulberry Mellow จังหวัดกาญจนบุรี, พิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณชัยภูมิ “เฮือนคำมุ” จังหวัดชัยภูมิ, คุ้มจันทร์หอม จังหวัดอุบลราชธานี, แหล่งเรียนรู้นวัตกรรมย้อมสีธรรมชาติ “ศูนย์เรียนรู้อ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์ม” จังหวัดอุดรธานี, สวนแมน จังหวัดสกลนคร, บ้านสวนร้อยพันธุ์สุวรรณมณี จังหวัดสงขลา, คุณนายไหมไทย จังหวัดสมุทรสงคราม และศูนย์หัตถกรรมทอผ้าบ้านเขาเต่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

กรมหม่อนไหมเชื่อมั่นว่า การเชื่อมโยงหม่อนไหมเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ สร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมอนุรักษ์ภูมิปัญญาหม่อนไหมไทยให้คงอยู่คู่สังคมไทย และส่งต่อคุณค่าอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สอดคล้องกับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ตรานกยูงพระราชทาน' ครั้งที่ 20 เตรียมจัดใหญ่ 30 ก.ค.-3 ส.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองฯ

เตรียมพบ งาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 20 สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่ง ผ้าไหมไทย 30 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

แปลงใหญ่หม่อนไหมรุ่งเรือง เมืองเพชรบูรณ์ หนึ่งความสำเร็จยกระดับแปลงใหญ่ ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด สร้างรายได้กลุ่ม 9.18 ล้านบาท/ปี

ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลติดตาม