นักรัฐศาสตร์ ม.นวมินทราธิราช วิเคราะห์แนวคิดนายกฯ คุมเข้มอาวุธปืน ชี้หลักสำคัญคือ “ลดการครอบครอง ลดการพกพา-ลดโอกาสใช้-ลดความสูญเสีย” มองรัฐต้องทำพร้อมกันทั้งปราบปืนเถื่อน คุมการนำปืนออกสู่พื้นที่สาธารณะ และสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคม ย้ำปืนไม่ใช่เครื่องประดับบารมี แต่คืออาวุธที่สามารถพรากชีวิตคนได้
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงแนวนโยบายควบคุมอาวุธปืนของนายกรัฐมนตรีว่า หากพิจารณาในเชิงรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มบทลงโทษ หรือการแบ่งว่าเป็น “ปืนถูกกฎหมาย” กับ “ปืนเถื่อน” แต่อยู่ที่ความพยายามของรัฐในการลดการปรากฏของอาวุธปืนในชีวิตประจำวัน และลดโอกาสที่ปืนจะถูกนำมาใช้เมื่อเกิดความขัดแย้ง
หลักคิดดังกล่าวเป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงป้องกัน หรือ Preventive Approach กล่าวคือ รัฐไม่ควรรอจนเกิดการยิง มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการจับกุมและลงโทษ แต่ควรลดปัจจัยที่ทำให้ความขัดแย้งธรรมดาสามารถยกระดับกลายเป็นความรุนแรงถึงชีวิตตั้งแต่ต้นทาง
“ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ ลดการครอบครอง ลดการพกปืน ก็ลดโอกาสใช้ปืน และเมื่อลดโอกาสใช้ปืน ก็ลดโอกาสเกิดความสูญเสีย เพราะคนทะเลาะกันได้ คนโกรธกันได้ คนมีอารมณ์ชั่ววูบได้ แต่สิ่งที่รัฐทำได้คือพยายามไม่ให้อาวุธที่สามารถเปลี่ยนอารมณ์ชั่ววูบให้กลายเป็นความสูญเสียถึงชีวิตอยู่ใกล้มือ”
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในทางนโยบายสาธารณะต้องแยกให้ชัดระหว่าง “การได้รับอนุญาตให้มีอาวุธ” กับ “เสรีภาพในการนำอาวุธออกมาพกหรือใช้” เพราะเป็นคนละเรื่องกัน การมีปืนอย่างถูกกฎหมายไม่ควรถูกตีความว่าเจ้าของสามารถนำปืนออกมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ตามความพอใจ
ดังนั้น สิ่งที่นายกรัฐมนตรีกำลังพยายามสร้างจึงไม่ใช่เพียงมาตรการทางกฎหมาย แต่เป็น บรรทัดฐานทางสังคม หรือ Social Norm ใหม่ว่า พื้นที่สาธารณะควรเป็นพื้นที่ที่ประชาชนไม่ต้องคาดหวังว่าจะพบเห็นคนทั่วไปพกอาวุธปืน
ในหลายประเทศที่มีระบบควบคุมอาวุธเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือสหราชอาณาจักร จะเห็นหลักคิดสำคัญร่วมกันประการหนึ่ง คือ การอนุญาตให้ครอบครองอาวุธกับการนำอาวุธเข้าสู่พื้นที่สาธารณะไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องเดียวกัน และรัฐให้ความสำคัญอย่างมากกับการจำกัดการเข้าถึง การพกพา การเก็บรักษา และการใช้อาวุธ
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องนำกฎหมายของประเทศใดมาคัดลอกทั้งระบบ เพราะบริบททางสังคมและกฎหมายแตกต่างกัน แต่สิ่งที่สามารถศึกษาได้คือแนวคิดว่า การใช้อาวุธควรจำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่มีความจำเป็นมากจริงๆ ไม่ใช่ทำให้การพกอาวุธกลายเป็นสภาวะปกติของสังคม
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในทางรัฐศาสตร์ รัฐมีหน้าที่สร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า ความปลอดภัยควรเกิดจากประสิทธิภาพของกฎหมาย ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องมีอาวุธเพื่อคานอำนาจกับบุคคลอื่น
เพราะหากคนหนึ่งพกปืนโดยให้เหตุผลว่ากลัวอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็อาจรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีปืนเพราะรู้ว่าคนแรกมี สุดท้ายจะเกิดวงจรความไม่ไว้วางใจที่ทุกคนอ้างความปลอดภัยของตัวเอง แต่ผลรวมกลับทำให้สังคมมีอาวุธมากขึ้นและมีความเสี่ยงมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากค่านิยมของสังคมยังเชิดชูการมีปืนว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเก่ง ความกล้า ความเท่ หรืออำนาจ
“เรื่องนี้สังคมเองก็ต้องช่วยกันเปลี่ยนวิธีคิด เราไม่ควรเห็นคนพกปืนแล้วรู้สึกว่าเท่ ไม่ควรมองคนมีปืนว่าเก่งกว่า มีอำนาจกว่า หรือเป็นคนที่ใครต้องเกรงใจ เพราะสุดท้ายปืนไม่ใช่เครื่องประดับ ไม่ใช่เครื่องแสดงสถานะ และไม่ใช่ของเล่น มันคืออาวุธที่ถูกออกแบบมาให้สามารถทำอันตรายถึงชีวิตได้”
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยจึงต้องทำควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่สื่อ สื่อสังคมออนไลน์ และวัฒนธรรมสาธารณะ ไม่ควรทำให้ภาพของบุคคลที่โชว์ปืน พกปืน หรือใช้อาวุธข่มขู่ผู้อื่นกลายเป็นภาพของ “คนเท่” หรือ “ผู้มีบารมี”
เพราะเมื่อสังคมให้คุณค่ากับภาพลักษณ์เช่นนั้น อาวุธก็อาจถูกเปลี่ยนจากเครื่องมือที่ควรถูกควบคุมอย่างเข้มงวด กลายเป็นเครื่องมือแสดงสถานะทางสังคม ซึ่งสวนทางกับเป้าหมายการลดความรุนแรงโดยตรง
“เราต้องเปลี่ยนความหมายทางสังคมของปืน จากของที่บางคนใช้แสดงความเหนือกว่า ให้กลับมาอยู่ในสถานะที่มันควรเป็น คือ วัตถุอันตรายที่ต้องควบคุม คนไม่พกปืนต่างหากที่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ส่วนการเดินโชว์อาวุธต่างหากที่สังคมไม่ควรยอมรับเป็นเรื่องธรรมดา”
สำหรับข้อถกเถียงเรื่องการมีปืนเพื่อป้องกันตนเอง ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ต้องระมัดระวังไม่สร้างความเข้าใจว่าเพียงมีปืนอย่างถูกกฎหมายแล้วจะสามารถยิงบุคคลอื่นได้โดยอัตโนมัติ แม้เหตุจะเกิดขึ้นภายในบ้านก็ตาม เพราะการอ้างการป้องกันตนเองยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและองค์ประกอบตามกฎหมายเป็นรายกรณี
ส่วนคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่มุ่งจัดการเฉพาะ “ปืนเถื่อน” นั้น เป็นการตั้งโจทย์ที่แคบเกินไป เพราะการปราบปรามปืนผิดกฎหมายและการลดการนำปืนออกมาพกหรือใช้เป็นมาตรการคนละด้านที่สามารถดำเนินการพร้อมกันได้
ปืนเถื่อนต้องกวาดล้าง ปืนที่ได้รับอนุญาตต้องควบคุม และการนำอาวุธออกมาใช้ต้องไม่ถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดา
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของนโยบายควบคุมปืนจึงไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนปืนที่ยึดได้หรือจำนวนผู้ถูกดำเนินคดี แต่ควรวัดไปถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมและค่านิยมของสังคมด้วย
หากวันหนึ่งคนไทยเห็นคนพกปืนแล้วไม่ได้คิดว่า “เท่” หรือ “มีบารมี” แต่กลับตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องมีปืนอยู่ตรงนี้?” นั่นหมายความว่าสังคมได้สร้างกลไกป้องกันความรุนแรงขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งแล้ว
“กฎหมายต้องทำให้คนไม่กล้าพก ขณะที่สังคมต้องทำให้คนไม่รู้สึกอยากพกเพื่อแสดงตัวตนหรืออำนาจ เมื่อสองอย่างเดินไปพร้อมกัน โอกาสที่ปืนจะถูกนำมาใช้ก็ลดลง เลิกการพก ปิดโอกาสใช้ ยุติความสูญเสีย และเลิกทำให้ปืนเป็นสัญลักษณ์ของความเท่เสียที
นี่คือการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้มีคนเสียชีวิตแล้วค่อยถามว่าเราจะป้องกันเหตุครั้งต่อไปอย่างไร”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการหนุนตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ชี้ไทยมีศักยภาพคนบทุกมิติ วางรากฐานอนาคต 10 ปี
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความเห็นกรณีรัฐบาลจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายอุต
แบบนี้ต้องชม!นักรัฐศาสตร์ชี้ รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ สะท้อนภาวะผู้นำยุคใหม่ รับฟังเสียงประชาชน
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช มองว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจทบทวนหลักเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการบริหารประเทศในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับกา
ECHO CHAMBER สะเทือนไทย! นักวิชาการเตือนอย่ารีบเชื่อข่าวพลังงานในโลกออนไลน์ ชี้บิดเบือนเยอะ
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อสถ
นักวิชาการยกคำ 'ธนาธร' ตั้งคำถามพรรคส้ม หลังเคยลั่น พรรคอันดับ 2 ไม่ควรชิงนายกฯหากแพ้ ถึง 30 เสียง
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อกรณีที่พรรคประชาชนตัดสินใ
'ดร.เชษฐา' เปิดปมบัตรเลือกตั้ง ชี้เทียบปี 49 ไม่ได้ เพราะขั้นตอนกาบัตรเป็นความลับ ยังห่างไกลเลือกตั้งโมฆะ
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อข้อถกเถียงในสังคมกรณีมี QR Code/บ
นักวิชาการชี้ 'ภูมิใจไทย' มาถูกทาง หลังประกาศ คุมงานมั่นคง-เศรษฐกิจ
ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช วิเคราะห์การสื่อสารผ่านเฟซบุ๊กของหัวหน้าพรรคภูมิใ

