
VAT (Value Added Tax) หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าและการให้บริการ โดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย และยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มตามกำหนด
สำหรับเจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ เรื่อง VAT เป็นพื้นฐานสำคัญที่ควรรู้ เพราะเมื่อกิจการมีรายรับถึงเกณฑ์ที่กำหนด อาจมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT และต้องจัดการเรื่องภาษีอย่างเป็นระบบ
VAT คืออะไร?
VAT ย่อมาจาก Value Added Tax หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าสินค้า โดยภาษีจะเกิดขึ้นตามมูลค่าของสินค้าและบริการในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ
พูดให้เข้าใจง่ายคือ เมื่อธุรกิจขายสินค้าให้ลูกค้าและอยู่ในระบบ VAT ธุรกิจจะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าไปพร้อมกับราคาสินค้า จากนั้นนำ VAT ที่เรียกเก็บมาเปรียบเทียบกับ VAT ที่ธุรกิจจ่ายไปจากการซื้อสินค้าและบริการที่นำมาใช้ในกิจการ เพื่อคำนวณว่าต้องนำส่งภาษีให้กรมสรรพากรเท่าไร
ปัจจุบันอัตรา VAT ที่จัดเก็บทั่วไปอยู่ที่ 7% และกรมสรรพากรยืนยันการคงอัตรา 7% โดยมาตรการลดอัตรานี้ขยายออกไปถึง 30 กันยายน 2570
หมายเหตุ: ในทางกฎหมาย อัตรา 7% นี้ เป็นการรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บเข้าคลังหลวงในอัตรา 6.3% และภาษีส่วนท้องถิ่นอีก 0.7% เข้าด้วยกันตามพระราชกฤษฎีกา
วิธีคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม คำนวณ Vat 7%
VAT 7% คือ การคิดภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ของมูลค่าสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบังคับต้องเสีย VAT
ในการทำธุรกิจจริง อาจพบทั้งราคาที่ รวม VAT แล้ว และราคาที่ยัง ไม่รวม VAT ซึ่งวิธีคำนวณต่างกัน
วิธีคำนวณ VAT 7% กรณีราคายังไม่รวม VAT
สามารถคำนวณ VAT เพิ่มเข้าไปตรง ๆ ได้ ดังนี้
- ราคาสินค้า × 7% = VAT
- เช่น 10,000 × 7% = 700 บาท
วิธีคำนวณ VAT 7% กรณีราคารวม VAT แล้ว
สามารถถอด VAT ออกจากราคาด้วยสูตร ดังนี้
- ราคารวม VAT × 7 ÷ 107 = VAT
- เช่น 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท (แปลว่าราคาสินค้าจริงคือ 10,000 บาท)

จุดที่ต้องระวังคือ อย่านำราคารวม VAT ไปคูณ 7% ตรงๆ เพราะจะได้ตัวเลขเกินจริง (10,700 × 7% = 749 บาท ซึ่งผิด) ก่อนออกใบเสนอราคาหรือใบกำกับภาษี ควรเช็กให้ชัดว่าราคาที่คุยกับลูกค้าเป็นแบบรวมหรือไม่รวม VAT
ตัวอย่างนี้เป็นการอธิบายหลักการเบื้องต้นเท่านั้น ในการทำบัญชีจริงต้องตรวจสอบว่าใบกำกับภาษีและรายการภาษีซื้อแต่ละรายการมีคุณสมบัติครบถ้วนและสามารถนำมาหักได้ตามกฎหมายหรือไม่
ใครต้องจด VAT บ้าง?
โดยทั่วไป ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติ และมีรายรับ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร

ตัวอย่างเช่น หากร้านค้าแห่งหนึ่งมีรายรับสะสมจนเกิน 1.8 ล้านบาทในระหว่างปี เจ้าของกิจการต้องตรวจสอบหน้าที่ในการจด VAT และดำเนินการจดทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนด
ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่มีรายรับแล้วจะต้องจด VAT เพราะยังมีธุรกิจบางประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย เช่น ขายพืชผลทางการเกษตร/สัตว์ (ที่ยังไม่แปรรูป), หนังสือ-ตำราเรียน, การศึกษา, รักษาพยาบาล, ขนส่งในประเทศ, ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ดังนั้นควรตรวจสอบประเภทธุรกิจและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ธุรกิจที่รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT ไหม?
หากธุรกิจมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยทั่วไปจะได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียน VAT ในฐานะกิจการขนาดย่อม
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางกรณีสามารถขอจดทะเบียน VAT โดยสมัครใจได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะเรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว
จด VAT แล้วต้องทำอะไรบ้าง?
เมื่อธุรกิจจดทะเบียน VAT แล้ว จะมีหน้าที่ด้านเอกสารและภาษีเพิ่มขึ้น โดยเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ ได้แก่
1. ออกใบกำกับภาษี
เมื่อมีการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในระบบ VAT ผู้ประกอบการต้องออกใบกำกับภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ใบกำกับภาษีจึงเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับ VAT ของรายการนั้น
2. เก็บข้อมูลภาษีขาย
ภาษีขาย คือ VAT ที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายสินค้า 100,000 บาท และคิด VAT 7% เท่ากับ 7,000 บาท ดังนั้น 7,000 บาทคือภาษีขายของรายการนั้น
3. เก็บข้อมูลภาษีซื้อ
ภาษีซื้อ คือ VAT ที่ธุรกิจจ่ายให้กับผู้ขายหรือผู้ให้บริการจากการซื้อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการ
แต่ไม่ใช่ภาษีซื้อทุกรายการจะนำมาหักภาษีขายได้ กฎหมายกำหนดให้ภาษีซื้อบางประเภทเป็น "ภาษีซื้อต้องห้าม" ที่นำมาหักไม่ได้ ตัวอย่างที่เจอบ่อย ดังนี้
- ภาษีซื้อจากค่ารับรอง เช่น ค่าเลี้ยงอาหารลูกค้า ของขวัญ
- ภาษีซื้อจากการซื้อหรือเช่ารถยนต์นั่งที่นั่งไม่เกิน 10 คน รวมถึงน้ำมันและค่าซ่อมของรถประเภทนี้
- ภาษีซื้อจากใบกำกับภาษีที่มีข้อความไม่ครบถ้วน หรือใบกำกับภาษีอย่างย่อ
- ภาษีซื้อจากรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง
ก่อนบันทึกภาษีซื้อทุกครั้ง ควรตรวจสอบว่าใบกำกับภาษีเป็นแบบเต็มรูปและรายการนั้นเกี่ยวข้องกับกิจการจริง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตอนถูกตรวจสอบภายหลัง
4. ยื่นแบบ ภ.พ.30
ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือน แม้ในเดือนนั้นจะไม่มีการขายสินค้าหรือให้บริการก็ตาม โดยการยื่นแบบกระดาษต้องยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่วนการยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้สิทธิขยายเวลาออกไปอีก 8 วัน คือยื่นได้ถึงวันที่ 23 ของเดือนถัดไป (มาตรการขยายเวลานี้มีผลถึงเดือนมกราคม 2570)
ภาษีซื้อและภาษีขายคืออะไร?
เรื่องภาษีซื้อและภาษีขายเป็นหัวใจสำคัญของการทำ VAT
ภาษีขาย คือ VAT ที่ธุรกิจเรียกเก็บจากลูกค้า
ภาษีซื้อ คือ VAT ที่ธุรกิจจ่ายเมื่อซื้อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการ และสามารถนำมาหักได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
เมื่อถึงเวลาคำนวณ VAT ธุรกิจจะนำภาษีขายมาหักด้วยภาษีซื้อ
ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ
กรมสรรพากรกำหนดหลักการคำนวณไว้ว่า หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ผู้ประกอบการต้องชำระส่วนต่างนั้น แต่หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ส่วนต่างจะเป็นเครดิตภาษีและสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์เพื่อขอคืนหรือนำไปใช้เป็นเครดิตได้
VAT ต่างจากภาษีเงินได้อย่างไร?
หลายคนอาจสับสนระหว่าง VAT กับภาษีเงินได้ แต่จริง ๆ แล้วเป็นภาษีคนละประเภทกัน
VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าและการให้บริการ โดยผู้ประกอบการในระบบ VAT เรียกเก็บ VAT จากลูกค้าและนำส่งภาษีตามระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
ส่วน ภาษีเงินได้ เป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินได้ของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น การมีรายได้หรือมียอดขาย ไม่ได้หมายความว่า VAT และภาษีเงินได้เป็นเรื่องเดียวกัน ธุรกิจอาจมีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีทั้งสองประเภทพร้อมกันได้
ไม่จด VAT ออกใบเสร็จรับเงินได้ไหม?
ใบเสร็จรับเงิน กับ ใบกำกับภาษี เป็นเอกสารที่มีหน้าที่แตกต่างกัน
ใบเสร็จรับเงินใช้เป็นหลักฐานว่าธุรกิจได้รับเงินจากลูกค้าแล้ว ส่วนใบกำกับภาษีเป็นเอกสารที่ใช้แสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ดังนั้น ธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในระบบ VAT ไม่ควรเข้าใจว่าเพียงออกใบเสร็จรับเงินแล้วจะสามารถเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้าได้ การออกเอกสารและการเรียกเก็บ VAT ต้องสอดคล้องกับสถานะทางภาษีของกิจการและหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร
ธุรกิจควรเริ่มเตรียมตัวเรื่อง VAT เมื่อไร?
สำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ไม่ควรรอจนรายรับเกินเกณฑ์แล้วค่อยเริ่มจัดการเรื่อง VAT เพราะเมื่อธุรกิจเข้าใกล้เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ควรเริ่มตรวจสอบแล้วว่ากิจการเข้าข่ายต้องจด VAT หรือไม่ รวมถึงเตรียมระบบออกเอกสาร เก็บใบกำกับภาษี และบันทึกภาษีซื้อ-ภาษีขายให้เป็นระบบ
การแยกข้อมูลยอดขาย ค่าใช้จ่าย และเอกสารภาษีอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การคำนวณ VAT และการยื่นแบบในแต่ละเดือนทำได้ง่ายขึ้น และลดความเสี่ยงจากการบันทึกข้อมูลผิดพลาด
หากไม่จด VAT หรือยื่นภาษีช้า มีบทลงโทษอย่างไร?
หลายคนอาจคิดว่ารายรับเกินเกณฑ์แล้วค่อยๆ จดทีหลังก็ได้ แต่ความจริงการละเลยเรื่อง VAT มีต้นทุนที่สูงกว่าที่คิด
กรณีมีหน้าที่จดแต่ไม่จดทะเบียน VAT - กรมสรรพากรมีสิทธิประเมินภาษีย้อนหลังตั้งแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ พร้อมเบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสีย และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ซึ่งภาษีย้อนหลังทั้งหมดนี้ธุรกิจต้องจ่ายเอง เพราะไม่ได้เรียกเก็บ VAT จากลูกค้าไว้ตั้งแต่แรก
กรณียื่นแบบ ภ.พ.30 ล่าช้า - มีค่าปรับอาญา (ยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 300 บาท เกิน 7 วัน ปรับ 500 บาท) และหากมีภาษีต้องชำระ จะต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระด้วย (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)
ฉะนั้น การติดตามรายรับของกิจการอย่างสม่ำเสมอและยื่นแบบให้ตรงเวลา จึงเป็นวิธีป้องกันต้นทุนแฝงเหล่านี้ที่ง่ายที่สุด
สรุป VAT ฉบับเจ้าของธุรกิจ
VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรทำความเข้าใจตั้งแต่เริ่มทำกิจการ โดยเฉพาะเรื่อง VAT 7%, เกณฑ์การจด VAT, ภาษีซื้อ, ภาษีขาย, ใบกำกับภาษี และการยื่น ภ.พ.30
ประเด็นสำคัญที่ควรจำคือ หากผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระและมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์ เมื่อจด VAT แล้ว ต้องจัดการภาษีซื้อและภาษีขาย พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 เป็นรายเดือนตามกำหนด
ดังนั้น VAT ไม่ใช่แค่เรื่องของการบวก 7% เพิ่มจากราคาขาย แต่เป็นระบบภาษีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การขาย การออกเอกสาร การซื้อสินค้าและบริการ ไปจนถึงการบันทึกบัญชีและยื่นภาษีให้ถูกต้อง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปลื้มมูดี้ส์ขยับเครดิตไทย รัฐบาลโร่ปัดขึ้นVAT10%
โฆษกรัฐบาลแจงข่าวปลอมขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% สภาพัฒน์บอกปรับยาก ขณะที่ "ปธ.กมธ.เศรษฐกิจฯ สว."
กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภา แจงเหตุถอนรายงานขึ้น VAT 10% เพราะข้อมูลล้าสมัยไม่สอดคล้องปัจจุบัน
ที่วุฒิสภา มีการประชุมวุฒิสภาที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ซึ่งได้พิจารณาต่อกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ของวุฒิสภาขอถอนรายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ซึ่ง กมธ.พิจารณาแล้วเสร็จออกจากวาระการประชุม
'ปธ.กมธ.เศรษฐกิจฯสว.' ถอยกรูด ถอนรายงานศึกษาขึ้น VAT 10%
ที่รัฐสภา นายกัมพล สุภาแพ่ง สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เปิดเผย ว่า เมื่อวันที่ 20
'วุฒิพงศ์' ฟาด สว.เสียงข้างมาก เสนอเพิ่ม VAT เป็น 10% ซ้ำเติมประชาชนเดือดร้อน
"สว.วุฒิพงศ์" จวก กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภา เสนอเพิ่ม Vat 10% ซ้ำเติมประชาชน ชี้ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาล
เริ่ม 1 มี.ค. ยื่นภาษี VAT ใหม่ ผู้ประกอบการสะดวกขึ้น
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมสรรพากร ออกประกาศปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบ ภ.พ.30

