
ท่ามกลางพื้นที่กว่า 123 ไร่ของ “สัปปายะสภาสถาน” อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 20,000 ล้านบาท ความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่เพียงขนาดของอาคาร หรือภาพจำของยอดอาคารสีทองที่เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ หากแต่อีกบทบาทหนึ่งกำลังถูกให้ความสำคัญมากขึ้น นั่นคือการทำให้รัฐสภาเป็น “สถานที่ทำงานที่คนมีความสุขและมีสุขภาวะ”
อาคารรัฐสภาแห่งนี้รวบรวมการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติไว้ในพื้นที่เดียว ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ และพนักงานที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายพันคน จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ประชุมหรือออกกฎหมาย แต่เป็น “องค์กรขนาดใหญ่” ที่มีคนจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่ภายในทุกวัน และเมื่อสถานที่ทำงานมีคนจำนวนมาก การดูแลสุขภาพของคนทำงานจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญไม่ต่างจากการบริหารงาน
หนึ่งในภาพที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมคือ Thai Parliament Food Hall หรือ Healthy Canteen ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. พื้นที่รับประทานอาหารแห่งนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดหาอาหารให้คนทำงานเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้เป็นอีกหนึ่งกลไกสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนทำงาน “เลือกกินดีได้ง่ายขึ้น”
บนโต๊ะอาหารมีข้อความเตือนเรื่องการดูแลสุขภาพ โดยชูแนวคิด “ลดพุง ลดโรค” และแนะนำหลักการจัดจานแบบ 2:1:1 คือ ผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน เป็นแนวทางง่ายๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ในทุกมื้อ โดยเลือกผักทั้งสดและสุกให้หลากหลายชนิด เลือกข้าวไม่ขัดสี ซึ่งมีใยอาหาร ช่วยให้อิ่มนานและช่วยดูแลระดับน้ำตาลในเลือด ขณะที่แหล่งโปรตีนควรเน้นเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ปลา ไก่ไม่ติดหนัง รวมถึงเต้าหู้และไข่
นอกจากเรื่องอาหารแล้ว ยังส่งเสริมการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ โดยแนะนำประมาณ 2,000 มิลลิลิตรต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปตามความเหมาะสมของแต่ละคน พร้อมขยับจาก “นั่งทำงาน” สู่ “ขยับร่างกาย” ผ่านกิจกรรมเดิน วิ่ง นับก้าว และแอโรบิก เพื่อให้การดูแลสุขภาพไม่ได้จบลงแค่ในโรงอาหาร แต่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันทำงาน
แนวคิดทั้งหมดสอดคล้องกับการขับเคลื่อน “รัฐสภาองค์กรสุขภาวะ” ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และภาคีเครือข่าย จัด “เวทีสรุปบทเรียนและสานพลังสู่รัฐสภาองค์กรสุขภาวะ” ภายใต้โครงการรัฐสภาร่วมใจรวมพลังสร้างสุขฯ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ
เป้าหมายของเวทีครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ แต่ต้องการนำประสบการณ์ตลอดระยะเวลาหลายปีมาสรุปเป็น “โมเดลรัฐสภาองค์กรสุขภาวะ” เพื่อให้หน่วยงานอื่นสามารถนำไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง และเปลี่ยนมุมมองจากการจัดกิจกรรมสุขภาพเป็นครั้งคราว ไปสู่การสร้างระบบและวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจดัชนีสุขภาวะโดยรวม หรือ Healthy Parliament Index ในกลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐสภาประมาณ 2,800 คน ภายใต้กรอบแนวคิดความสุข 8 ประการ หรือ Happy 8 ของ สสส. พบว่า สัดส่วนบุคลากรที่มีดัชนีสุขภาวะที่ดีเพิ่มจาก 72.5% ในปี 2566 เป็น 80.2% ในปี 2568
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของคนทำงาน ทั้งพฤติกรรมสุขภาพ ความสัมพันธ์ทางสังคม และการเรียนรู้ภายในองค์กร โดยงานสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้มองเพียงว่า “คนป่วยหรือไม่ป่วย” แต่ขยายไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนทำงานมีโอกาสดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น
ในงานดังกล่าว นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ประกาศเจตนารมณ์ให้รัฐสภาเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านสุขภาวะในช่วง 4 ปีข้างหน้า พร้อมเน้นแนวคิดการดูแลสุขภาพทั้งกาย ใจ สังคม และปัญญา โดยมองว่าสุขภาพของบุคลากรมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน
นายโสภณกล่าวถึงแนวคิดการทำงานของรัฐสภาว่า “เมื่อกายดี งานต้องดี” ควบคู่กับการดูแลจิตใจและการสร้างสมาธิ โดยรัฐสภาได้สนับสนุนทั้งกิจกรรมออกกำลังกาย เช่น แอโรบิกและการวิ่ง ตลอดจนกิจกรรมด้านจิตใจและการปฏิบัติธรรม พร้อมกล่าวถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า ในช่วง 4 เดือนที่ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา น้ำหนักและรอบเอวลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการปรับพฤติกรรมสามารถเริ่มต้นได้จากตัวบุคคล
ระหว่างกิจกรรม นายโสภณยังร่วมยกน้ำหนักขนาด 2 กิโลกรัม เพื่อบันทึกภาพร่วมกับนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผจก.สสส.และนายพงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผอ.สำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก8) สะท้อนบรรยากาศของการรณรงค์ให้ผู้บริหารไม่ได้เพียง “บอกให้คนอื่นทำ” แต่เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมสุขภาพด้วยตนเอง
สำหรับแนวทางการดำเนินงานนั้น นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า หัวใจสำคัญของโมเดลรัฐสภาองค์กรสุขภาวะคือการเชื่อมโยง “คน กลไก ระบบ และสภาพแวดล้อม” เข้าด้วยกัน ไม่ใช่การทำกิจกรรมแบบแยกส่วน โดยเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์สถานการณ์ กำหนดเป้าหมายร่วม ออกแบบมาตรการ ขับเคลื่อนผ่านเครือข่าย ติดตามผลลัพธ์ และนำบทเรียนกลับมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดนี้ทำให้คำว่า “องค์กรสุขภาวะ” ไม่ได้หมายถึงการมีห้องออกกำลังกาย หรือการจัดกิจกรรมสุขภาพเป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่หมายถึงการออกแบบระบบการทำงานทั้งองค์กรให้สนับสนุนพฤติกรรมสุขภาพ ตั้งแต่อาหารที่รับประทาน พื้นที่ทำงาน การประชุม ไปจนถึงการสร้างผู้นำและบุคลากรที่สามารถเป็นแกนนำด้านสุขภาวะ
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี สสส.ได้ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา พัฒนางานสุขภาวะของรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง โดย ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายว่า การดำเนินงานถูกพัฒนาเป็น 3 ระยะ จากเดิมที่เน้นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพเป็นครั้งคราว ไปสู่การนำเรื่องสุขภาพเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารองค์กร
ระยะแรก ระหว่างปี 2560-2562 เป็นการวางรากฐานระบบ โดยมีการจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนงานสุขภาพ กำหนดนโยบายและมาตรการดูแลสุขภาพคนทำงานให้ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ กาย ใจ ปัญญา และสังคม
ระยะที่สอง ระหว่างปี 2563-2566 มุ่งสร้างระบบสุขภาวะที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น มีการพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพ ระบบเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง และพัฒนา Line OA “Parliament Health” เพื่อใช้บันทึกข้อมูลและวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาว รวมถึงการจัดทำแผนเสริมสร้างความผาสุกและความผูกพันของบุคลากร ระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2566-2570
ส่วนระยะที่สาม ระหว่างปี 2567-2569 เป็นการมุ่งวัดผลลัพธ์ทางสุขภาพและพัฒนาไปสู่การเป็นโมเดลต้นแบบ เพื่อขยายองค์ความรู้ไปยังองค์กรอื่น โดยมีทั้งการประเมินสุขภาพกาย สุขภาพจิต ตลอดจนการพัฒนาผู้นำสุขภาวะภายในองค์กร
ผลการประเมิน Health Outcome Management ในปี 2568 พบว่า สัดส่วนบุคลากรที่มีความผิดปกติของดัชนีมวลกาย หรือ BMI ลดลงจาก 67.50% ในปี 2566 เหลือ 60.50% ในปี 2568 ขณะที่ภาวะไขมันในเลือดสูงลดลงจาก 71.10% เหลือ 62.80% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ด้านสุขภาพจิต ผลการประเมิน Mental Health Check-In ในกลุ่มบุคลากร 1,399 คน พบว่าสัดส่วนผู้ที่รายงานว่ามีความสุขในการทำงานเพิ่มจาก 71.28% ในปี 2566 เป็น 82.09% ในปี 2568
นอกจากตัวเลขด้านสุขภาพแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นภายในองค์กรยังรวมถึงการสร้าง “นักสร้างสุของค์กร” จำนวน 53 คน และผู้นำสุขภาวะระดับวิทยากรอีก 25 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากภายใน
เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐสภาจึงไม่ได้มีเพียงการเพิ่มกิจกรรมออกกำลังกายหรือปรับเมนูอาหาร แต่เป็นการเปลี่ยน “สุขภาพ” ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารองค์กร
จาก Healthy Canteen ที่ทำให้การเลือกอาหารสุขภาพอยู่ใกล้ตัว จากกิจกรรมเดิน วิ่ง แอโรบิก และการนับก้าวที่ทำให้คนทำงานมีโอกาสเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ไปจนถึง Healthy Meeting ซึ่งเป็นการนำแนวคิดสุขภาพเข้าไปอยู่ในกระบวนการประชุม ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดเดียวกันว่า สภาพแวดล้อมมีส่วนสำคัญต่อพฤติกรรมของคน
ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนา “ผู้นำยุคใหม่กับการสร้างองค์กรสุขภาวะ” โดยมี ศ.นพ.พรชัย สิทธิศรัณย์กุล กรรมการบริหารแผน คณะที่ 4 สสส. น.ส.ศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ พ.ต.ท.ดร.พีระพัฒน์ มังคละศิริ อาจารย์คณะตำรวจศาสตร์และรองผู้อำนวยการศูนย์วิทยากรอาชญากรรม โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องบทบาทผู้นำกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาวะ
ขณะเดียวกัน บรรยากาศภายในงานยังสะท้อนการนำเรื่องสุขภาพมาสู่ชีวิตประจำวัน ผ่านนิทรรศการ “5 วิธีเสริมสร้างความสุขในการทำงาน” พร้อมบูธตรวจสุขภาพแบบอัจฉริยะ บริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นจากภาคเอกชน กรมอนามัยและกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนำองค์ความรู้เรื่องการกินเป็นและการใช้สมุนไพรไทย
สสส.ยังนำเสนอองค์ความรู้ด้านอาหารผ่านแนวคิด “กินดีตามธงโภชนาการ” รวมถึงแนวทางลดเค็มด้วยหลัก “ลดซด ปรุง จิ้ม” ต่อเนื่อง 21 วัน ซึ่งมุ่งให้ผู้บริโภคค่อยๆ ลดการรับรสเค็ม เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเรื่องบ้านปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงคู่มือการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทยสำหรับประชาชน
ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพของ “รัฐสภาองค์กรสุขภาวะ” ไม่ได้หยุดอยู่ที่คำประกาศบนเวที แต่พยายามนำเรื่องสุขภาพเข้าไปอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ขององค์กร ตั้งแต่โรงอาหาร โต๊ะประชุม กิจกรรมออกกำลังกาย ระบบข้อมูลสุขภาพ ไปจนถึงการพัฒนาคนให้เป็นผู้นำด้านสุขภาวะ
ดร.ประกาศิตระบุว่า สสส.มีเป้าหมายที่จะนำบทเรียนจากการพัฒนารัฐสภาตลอดกว่า 10 ปี มาถอดเป็นองค์ความรู้และโมเดลที่สามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรอื่นตามบริบทของแต่ละแห่ง โดยให้ความสำคัญกับกลไก ระบบข้อมูล การสร้างผู้นำสุขภาวะ การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และการติดตามผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนจาก “กิจกรรมสุขภาพ” ไปสู่ “ระบบสุขภาพในองค์กร” เพราะการจัดกิจกรรมหนึ่งวันอาจสร้างแรงกระตุ้นได้ แต่การทำให้คนเลือกอาหารที่ดีได้ทุกวัน มีพื้นที่ให้ขยับร่างกาย มีระบบติดตามความเสี่ยง มีผู้นำสุขภาวะ และมีวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการดูแลตัวเอง คือสิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงมีโอกาสดำเนินต่อไปได้
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีบุคลากรหลายพันคน การดูแลสุขภาพจึงไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน สถานที่ทำงาน ไปจนถึงอาหารที่อยู่บนโต๊ะ และกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างวัน
“สัปปายะสภาสถาน” จึงอาจไม่ได้มีความหมายเพียงในมิติของสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ หรือเป็นสถานที่รวมงานด้านนิติบัญญัติของประเทศเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่กำลังทดลองว่า อาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีคนจำนวนมากใช้ชีวิตร่วมกัน จะสามารถออกแบบให้เป็น “สถานที่ทำงานที่เอื้อต่อสุขภาพ” ได้อย่างไร
จากหลัก 2:1:1 บนโต๊ะอาหาร การดื่มน้ำ การเดินและออกกำลังกาย ไปจนถึงการดูแลสุขภาพใจ การสร้างความสัมพันธ์ในองค์กร และการพัฒนาปัญญา ทุกองค์ประกอบกำลังถูกนำมาร้อยเข้าด้วยกันภายใต้แนวคิด Happy Workplace
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการสร้างองค์กรสุขภาวะอาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้ทุกคนมีสุขภาพเหมือนกัน หรือไม่มีใครเจ็บป่วยเลย แต่คือการทำให้องค์กรมีสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนสามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้น และมีระบบที่ทำให้เรื่องสุขภาพไม่ถูกมองเป็นภาระของบุคคลเพียงลำพัง
เพราะสำหรับคนวัยทำงาน สุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงพยาบาล แต่เกิดขึ้นทุกวันที่โต๊ะทำงาน ในห้องประชุม ในโรงอาหาร และในพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำซ้ำอยู่ทุกวัน
หากรัฐสภาสามารถเปลี่ยนพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมให้คน “กินดี ขยับตัว ดูแลใจ และเรียนรู้ร่วมกัน” ได้อย่างต่อเนื่อง บทเรียนจากสัปปายะสภาสถานก็อาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในรั้วรัฐสภา แต่สามารถถูกนำไปต่อยอดในหน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน โรงเรียน ชุมชน และองค์กรอื่นๆ ที่กำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน นั่นคือทำอย่างไรให้คนทำงานมีสุขภาพดี มีความสุข และยังสามารถทำงานได้อย่างมีคุณค่าในระยะยาว
จากอาคารที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ จึงกำลังเกิดอีกหนึ่งภารกิจที่มีความหมายไม่แพ้กัน นั่นคือการสร้าง “คนทำงานที่มีสุขภาวะ” เพราะองค์กรที่ขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเข้มแข็ง ย่อมต้องเริ่มจากคนที่มีแรงกาย แรงใจ และสภาพแวดล้อมที่พร้อมจะทำงานไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“รองนายกฯ ทรงศักดิ์” เห็นชอบแผนปี 70 สสส. เน้นเคลื่อนงานสร้างสุขภาพระดับจังหวัด สร้างความรอบรู้ ลดพฤติกรรมเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า” ใน 1 ปี
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 8/2569 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนการดำเนินงาน ประจำปี 2570 ตามกรอบนโยบายที่ผ่านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการกองทุนฯ กรรมการบริหารแผน และภาคีเครือข่ายฯ โดยปีนี้ สสส.
CAR FREE DAY ประธาน กมธ.2 สภาฯ ชวนคนไทย “ลดใช้รถ ลดมลพิษ ลดโลกร้อน ลดเสี่ยงโรค” ชู EV–โซลาร์เซลล์เป็นทางเลือกพลังงานสะอาด
ที่อาคารรัฐสภา บริเวณลานยื่นหนังสือ ชั้น 1 (ศาลาแก้ว) - สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักประชาสัมพันธ์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยโครงการสื่อสารนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ
ดัน 16 องค์กรต้นแบบ ปั้น “พี่เลี้ยง HHA”ดูแลกาย-ใจ-เงิน รับมือภัยเงียบในโลกการทำงาน
คนวัยทำงานกำลังเผชิญ “ภัยเงียบ” ที่ไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพกาย แต่ลุกลามไปถึงสุขภาพจิตและสถานะทางการเงิน ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ
เตือนภัยแก๊งค้ายาออนไลน์งัดกลยุทธ์เจาะนักเสพหน้าใหม่
เปิดผลวิจัย พบแก๊งค้ายาออนไลน์ ใช้โค๊ดลับ ขาย-ส่ง ยาเสพติดผ่านอีคอมเมิร์ซ ส่งผ่านไรเดอร์ เก็บเงินปลายทาง ห่วงเด็ก เยาวชน เป็นเหยื่อนักเสพหน้าใหม่
“รมว.พัฒนา” ยัน รัฐบาลไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า 100% มอบนโยบายจัดตั้งคณะทำงานกำหนด KPI ร่วม สสส. - สธ. เห็นชอบแผนเลิกยาสูบ-นิโคติน แบบไร้รอยต่อ
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 7/2569
สสส. พร้อมร่วมงาน รพ.ชุมชน ตามนโนบาย รมว.สาธารณสุข ยึดเป้าหมายเดียวกัน สร้างเสริมสุขภาพ-ป่วย-เจ็บ น้อยลง อายุคาดเฉลี่ยเพิ่ม ลดงบรักษา
จากกรณีที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานประชุมวิชาการโรงพยาบาลชุมชน ให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชุมชน และระบบบริการปฐมภูมินั้น นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ยินดีทำงานร่วมกับ รพ.ชุมชน ได้หารือเบื้องต้นกับ

