เปิดแผน 5 ปีแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย-คุณภาพชีวิต ชุมชนชายฝั่งทะเลอันดามัน 6 จังหวัด 14,388 ครัวเรือน

ชุมชนชายฝั่งทะเลอันดามันส่วนใหญ่เป็นชาวประมงพื้นบ้าน  บ้านเรือนปลูกสร้างมานาน  สภาพทรุดโทรม 

เปิดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี  ‘การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน’  6 จังหวัด  คือ  ระนอง  พังงา  ภูเก็ต  กระบี่  ตรัง  และสตูล  โดย พอช.ร่วมกับชุมชนท้องถิ่น  ตั้งเป้าดำเนินการปีนี้ 2,000 ครอบครัว  ขณะที่ ‘จุรินทร์’  รองนายกฯ เตรียมเสนอ ครม.อนุมัติโครงการเพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี  รวม 14,388 ครัวเรือน

ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย  เริ่มจากปากน้ำกระบุรี (พรมแดนไทย-พม่า) จังหวัดระนอง  ลงมายังพังงา  ภูเก็ต  กระบี่  ตรัง  และสตูล (พรมแดนไทย-มาเลเซีย)  มีความยาวทั้งหมดประมาณ  1,111 กิโลเมตร  มีชุมชนต่างๆ ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล  6 จังหวัด  ในพื้นที่  29  อำเภอ 139 ตำบล  รวม  14,388  ครัวเรือน

ชุมชนชายฝั่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน  จับปลา  ปู  กุ้ง  หอย  หมึก  เลี้ยงสัตว์  ทำสวนยางพารา  สวนปาล์ม  ฯลฯ  มีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและการทำมาหากิน  เนื่องจากส่วนใหญ่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมชายฝั่ง พื้นที่ป่าชายเลน  ป่าโกงกาง  หรืออยู่ในพื้นที่ที่หน่วยงานรัฐประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขตอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ  อุทยานแห่งชาติ  หรือพื้นที่ที่กรมเจ้าท่าดูแลอยู่  ฯลฯ  

แม้ว่าชุมชนเหล่านี้จะอยู่อาศัยต่อเนื่องมายาวนาน  บางพื้นที่อยู่อาศัยมาก่อนการประกาศพื้นที่ของทางราชการ  แต่ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน  หลายพื้นที่หน่วยงานปกครองในท้องถิ่น  เช่น  อบต. ไม่สามารถเข้าไปสนับสนุนสาธารณูปโภคที่จำเป็น  หรือส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชนได้  เพราะถือว่าเป็นชุมชนบุกรุก  หากเข้าไปสนับสนุนอาจจะมีความผิดตามกฎหมาย 

6  หน่วยงาน MoU. ปลดล็อกพัฒนาชุมชนในเขตป่า-ชายฝั่งทะเล

อย่างไรก็ดี   ปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้เริ่มคลี่คลาย   โดยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564  มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MoU. (Memorandum of Understanding) เพื่อสนับสนุนการกระจายอำนาจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ระหว่างผู้แทน 6 หน่วยงาน 

คือ  กรมอุทยานแห่งชาติ  กรมป่าไม้  กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.)  และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  โดยมีนายวิษณุ  เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

บันทึกความร่วมมือครั้งนี้   มีทั้งหมด  3 ฉบับ  คือ 1.ฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่ดินในเขตอุทยาน  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  ฯลฯ  ที่กรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า และพันธุ์พืชดูแล  2.ฉบับที่เกี่ยวข้องกับที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่กรมป่าไม้ดูแล  และ 3.ฉบับที่เกี่ยวกับที่ดินป่าชายเลนที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดูแล

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันสนับสนุนการอนุรักษ์  ฟื้นฟูป่า  ส่งเสริมอาชีพ  พัฒนาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย  พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานฯ  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  เขตป่าสงวนฯ  และป่าชายเลน  ระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี (พ.ศ.2564-2568)  

ผลจากการลงนามในครั้งนี้จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. สามารถเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น  การพัฒนาอาชีพ  รายได้  ที่อยู่อาศัย  ที่ดินทำกิน  การดูแลรักษาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ประชาชนและชุมชนที่อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ดังกล่าวมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น 

การลงนาม MoU. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 

ใช้หลักการ ‘บ้านมั่นคง’ พัฒนาชุมชนชายฝั่งอันดามัน   

ธนภณ  เมืองเฉลิม  ผู้อำนวยการภาค  สำนักงานภาคใต้  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  บอกว่า  เมื่อมีการปลดล็อกให้ อปท. และหน่วยงานต่างๆ  สามารถเข้าไปส่งเสริมการพัฒนาชุมชนในเขตป่าและชายฝั่งทะเลได้  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช. ได้จัดทำ ‘โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทกลุ่มจังหวัดอันดามัน’ ขึ้นมา

เพราะที่ผ่านมา  แม้ว่าหน่วยงานรัฐที่ดูแลที่ดินในเขตป่าและชายฝั่งทะเล   จะผ่อนปรนการอยู่อาศัยและทำกินของประชาชน  เช่น  อนุญาตให้อยู่อาศัยและทำกิน   ควบคู่กับการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง  ฟื้นฟูระบบนิเวศน์   ดิน  น้ำ  ป่า  แต่พบว่ายังมีพื้นที่ที่มีปัญหาอีกจำนวนมาก 

พอช. จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา  เพื่อร่วมมือกับชุมชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ประชาสังคมภาคเอกชน  ภาคีต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อจะร่วมมือกันสร้างความมั่นคงด้านที่ดินที่อยู่อาศัย  ส่งเสริมวิถีชุมชนเพื่อร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  รวมทั้งพัฒนาระบบเศรษฐกิจ  สังคม  และชุมชนฐานรากอย่างยั่งยืน”  ธนภณบอกถึงความเป็นมาของโครงการ  

โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ กลุ่มจังหวัดอันดามัน  เริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงปลายปี  2564  เป็นต้นมา   โดยจะเริ่มจากชุมชนชาวประมงหรือชายฝั่งทะเลก่อน  เพราะสภาพพื้นที่ 6 จังหวัดอันดามันมีชุมชนชายฝั่งหรือชุมชนในเขตป่าชายเลนจำนวนมาก  ข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระบุว่า  มีชุมชนเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ 29 อำเภอ 139 ตำบล  รวม  14,388  ครัวเรือน 

ส่วนรูปแบบและวิธีการทำงานนั้น พอช.จะร่วมกับหน่วยงานในจังหวัด ท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย  สถาบันการศึกษา และชุมชน  จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา  เช่น  มีคณะทำงานระดับจังหวัด  คณะกรรมการเมือง เพื่อประสานงานด้านนโยบายและสนับสนุนการทำงาน  มีคณะทำงานระดับพื้นที่ตำบล/เทศบาล  โดยใช้องค์กรในชุมชนที่มีอยู่แล้วเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่  เช่น  สภาองค์กรชุมชนตำบล  กองทุนสวัสดิการชุมชน  ฯลฯ    

“เราจะใช้กระบวนการขั้นตอนการทำงานตามแนวทางของโครงการ ‘บ้านมั่นคง’ ที่ พอช. ดำเนินงานทั่วประเทศมาเป็นแนวทางสำคัญ  เพราะ ‘บ้านมั่นคง’ ไม่เพียงแต่จะแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัยเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมอาชีพ  รายได้  และการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ ทุกมิติ  ตามที่ชุมชนต้องการ  โดยชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา พอช.และหน่วยงานภายนอกเป็นฝ่ายสนับสนุน ซึ่งแนวทางการพัฒนาแบบนี้จะทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้”  ธนภณบอก

บูรณาการทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาชุมชน

จีรศักดิ์  พูลสง  หัวหน้างานปฏิบัติการชุมชน  พอช.ภาคใต้  บอกถึงความคืบหน้าว่า ‘โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับผู้มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทกลุ่มจังหวัดอันดามัน’ นั้น  ขณะนี้มีการขับเคลื่อนโครงการแล้วในหลายจังหวัด  โดยมีการจัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจในระดับนโยบาย  และนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดขึ้นมา  เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานและบูรณาการทุกภาคส่วนให้มาทำงานร่วมกัน

เช่น  ที่จังหวัดพังงา  นายจำเริญ  ทิพญพงศ์ธาดา  ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา   ได้แต่งตั้ง ‘คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยชุมชนชายฝั่งจังหวัดพังงา’ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  สถาบันการศึกษา  ภาคประชาสังคม  และชุมชน  จำนวน 25 คน  ร่วมเป็นคณะกรรมการ  โดยมี ผวจ.พังงาเป็นประธาน  มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดทิศทาง  จัดทำแผน  และขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมาย

ส่วนการทำงานในระดับพื้นที่จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเมือง มีคณะทำงานระดับตำบลหรือเทศบาล มีกระบวนการทำงาน  เช่น  1.ชี้แจงสร้างความเข้าใจชาวชุมชน  เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน  2.จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นการรวมคน  รวมเงิน  สร้างฐานการเงินของชุมชน  เรียนรู้ระบบการจัดการการเงินร่วมกัน   3.แบ่งหน้าที่  ความรับผิดชอบ  4.สำรวจข้อมูลชุมชน  ความเดือดร้อน  ความต้องการ  จัดทำแผนที่ชุมชน  5.นำข้อมูลมาวางแผนการทำงาน-การแก้ไขปัญหา  6.เสนอโครงการและงบประมาณ   7.ปฏิบัติงานตามแผน  ฯลฯ

การจัดประชุมผู้นำและชาวชุมชนเพื่อสร้างความเข้าในใจการพัฒนาชุมชนร่วมกัน

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการ  อาจารย์จากสถาบันต่างๆ  ร่วมสนับสนุนการทำงานในพื้นที่  เช่น  คณะวิศวกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.ตรัง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จ.ชลบุรี  ลงพื้นที่สำรวจชุมชน ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาชุมชน การบำบัดน้ำเสียก่อนลงสู่ทะเล  งานฐานราก  แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อปรับปรุงหรือก่อสร้างที่อยู่อาศัย  รวมทั้งจะช่วยฝึกอบรมช่างชุมชนให้มีความรู้เรื่องการถอดแบบรายการก่อสร้าง  ประเมินราคาวัสดุ  การตรวจสอบงวดงาน  ฯลฯ

“การซ่อมแซมบ้านเรือนและก่อสร้างสาธารณูปโภคในชุมชนต่างๆ นั้น  พอช.จะสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม  เช่น  ใช้ช่างก่อสร้าง  แรงงานในชุมชน  หรือแรงงานจิตอาสา  หรือร่วมกับสถาบันฝีมือแรงงานในท้องถิ่นจัดอบรม  เพื่อพัฒนาให้ช่างชุมชนยกระดับเป็นช่างฝีมือเพื่อใช้ประกอบอาชีพต่อไปได้”  จีรศักดิ์บอก

รูปธรรมที่ตรังและพังงา

นายภาคภูมิ  สมันหลี  รองประธานคณะทำงานที่อยู่อาศัยบ้านดุหุน  ตำบลบ่อหิน  อ.สิเกา  จ.ตรัง บอกว่า  ตำบลบ่อหินมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลตั้งแต่ปี 2552 จึงใช้สภาฯ ขับเคลื่อนโครงการนี้  เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา   เช่น  ร่วมกับเจ้าหน้าที่ พอช.จัดประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจโครงการกับผู้นำชุมชนและชาวบ้าน จัดตั้งคณะทำงานในแต่ละหมู่บ้านขึ้นมา  ตั้งกลุ่มออมทรัพย์  ร่วมกันสำรวจข้อมูลชุมชน  ครัวเรือนที่มีความเดือดร้อนเรื่องบ้าน  เรื่องที่ดิน  และปัญหาต่างๆ ในหมู่บ้าน-ตำบล  จัดทำแผนที่ทำมือ  ฯลฯ  เพื่อนำมาวางแผนงานแก้ไขปัญหาทั้งตำบล  เป็นแผนระยะ 3 ปี

ชาวบ้านที่อำเภอสิเกา จ.ตรัง  สำรวจข้อมูลชุมชนเพื่อนำมาทำแผนที่ทำมือและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา

จากการสำรวจข้อมูลปัญหาและแนวทางแก้ไข  พบว่า  ชาวบ้านมีปัญหาต่างๆ  เช่น  มีรายได้น้อย  มีหนี้สินอาชีพไม่มั่นคง  ไม่มีทุนประกอบอาชีพ  ไม่ที่ดินปลูกบ้าน  อยู่ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์  บ้านเรือนทรุดโทรมคับแคบ   ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง  น้ำประปาไม่พอใช้  ปัญหาขยะ  ถนนเป็นดินลูกรัง ฝนตกจะเฉอะแฉะ  น้ำท่วมขัง ฯลฯ โดยชาวบ้านต้องการจะแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้

ขณะเดียวกัน  ชาวบ้านได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการพัฒนาชุมชน  มีสมาชิกแรกเข้า 102 ครัวเรือน  (บ้านดุหุนมีทั้งหมดประมาณ 250 ครัวเรือน)  ร่วมกันออมเงินเข้ากลุ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  ครัวเรือนละ 120 บาท  แบ่งเป็นออมเพื่อที่อยู่อาศัย 50 บาท  เพื่อจัดสวัสดิการช่วยเหลือกัน 30 บาท  ออมเพื่อสะสม  20 บาท  ฯลฯ  และบางกลุ่มยังออมเพื่อเป็นทุนในการประกอบอาชีพด้วย

อารีดีน  อินตัน  นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลกำพวน  อ.สุขสำราญ  จ.ระนอง  บอกว่า  ชุมชนในเขตเทศบาลมีทั้งหมด  7 หมู่บ้าน  จำนวน 1,630  ครัวเรือน  ในจำนวนนี้มี 463 ครัวเรือนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในที่ดินป่าชายเลนและพื้นที่ชายฝั่งที่กรมเจ้าท่าดูแล  ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน  สภาพบ้านเรือนทรุดโทรมเพราะปลูกสร้างมานาน  แต่ที่ผ่านมาทางเทศบาลไม่สามารถเข้าไปพัฒนาชุมชนได้อย่างเต็มที่  เนื่องจากติดขัดข้อกฎหมายและงบประมาณมีจำกัด

“เมื่อทางรัฐบาลมีนโยบายให้ อปท.สามารถเข้าไปพัฒนาชุมชนได้  เทศบาลจึงร่วมกับ พอช. เพื่อจะพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ  เช่น  ปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเรือนที่ผุพังทรุดโทรม  สร้างสะพาน  ทางเดินเท้าในชุมชน  ปรับปรุงท่าเรือประมง  สร้างลานแกะปู  คัดปลา  การจัดการขยะ  บำบัดน้ำเสียในครัวเรือนและชุมชน   รวมทั้งทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชนด้วย  เพราะในตำบลมีแหล่งท่องเที่ยว  มีหาดทรายที่สวยงามหลายแห่ง  ถ้าปรับปรุงท่าเรือแล้ว  นักท่องเที่ยวก็มาลงเรือที่นี่ได้  ชาวบ้านจะได้มีรายได้จากการท่องเที่ยวด้วย”  นายกเทศมนตรีฯ บอกถึงแผนงานพัฒนาชุมชน

ส่วนปัญหาเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัยนั้น  ทางเทศบาลจะทำหนังสือถึง ผวจ.ระนอง  และอุทยานแห่งชาติแหลมสนเพื่ออนุญาตให้ชาวบ้านใช้ที่ดินอุทยานฯ เป็นที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามแนวทางของ คทช. (คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ที่ให้ อปท.ทำเรื่องขอใช้ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยของชุมชนเสนอต่อจังหวัดและหน่วยงานเจ้าของที่ดินได้ ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านมีความมั่นคงในเรื่องที่ดินที่อยู่อาศัยต่อไป

สภาพชุมชนชายฝั่งทะเล

รองนายกฯ จุรินทร์ หนุนแผนพัฒนาชุมชนอันดามัน

ส่วนงบประมาณสนับสนุนชุมชนนั้น   พอช.จะสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านเรือนที่มีสภาพทรุดโทรม  บ้านเรือนที่มีความคับแคบ  หรือเป็นครอบครัวขยาย  ตามโครงการบ้านมั่นคงเมือง (ชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง) ไม่เกินครัวเรือนละ 30,000 บาท  และสนับสนุนด้านสาธารณูปโภคส่วนกลาง เช่น  ถนน  ทางเดิน  การจัดการขยะ  น้ำเสีย  ฯลฯ  ไม่เกินครัวเรือนละ 30,000 บาท  เช่น  ชุมชนบ้านท่ากลาง  เทศบาลตำบลกำพวน  อ.สุขสำราญ  จ.ระนอง  เสนอแผนงานระยะเวลา 3 ปี  งบประมาณรวม 11.5 ล้านบาท 

ส่วนชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตชนบท  พอช. สนับสนุนการซ่อมบ้านไม่เกินครัวเรือนละ 40,000 บาท  และสาธารณูปโภคไม่เกินครัวเรือนละ 12,000 บาท

โดยในปี 2565 มีเป้าหมายจะดำเนินครัวเรือนทั้งหมดที่อยู่ในแผนพัฒนาประมาณ 2,080 ครัวเรือน  ส่วนเป้าหมายที่เหลือจะดำเนินการในปีต่อไป  ตามแผนระยะ 5 ปี (2565-2569)  ในพื้นที่ชุมชนเขตป่าชายเลนฝั่งทะเลอันดามัน  29  อำเภอ  139 ตำบล  6 จังหวัด   คือ  ระนอง  พังงา  ภูเก็ต  กระบี่  ตรัง  และสตูล  รวม 14,388 ครัวเรือน  โดย พอช. และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  จะนำเสนอแผนงานเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติที่มีนายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  ในเร็วๆ นี้

ขณะที่ นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี  ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ   ได้กล่าวเมื่อไม่นานนี้ว่า

“ผมมีแผนที่จะเสนอผลการดำเนินงานและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยของประชาชนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดอันดามันระยะ 5 ปี  ต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี  เพื่อให้เกิดการสนับสนุนแผนงานและงบประมาณ  โดยมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามแผน  เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง  และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น !!

รองนายกฯ จุรินทร์  มอบงบประมาณซ่อมสร้างบ้านให้ชุมชนชาวเล จ.ภูเก็ตเมื่อเร็วๆ นี้

 

เรื่องและภาพ : สำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร   สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ครัวอ่าข่า’ อาหารปรับสมดุลร่างกาย ‘ดิน น้ำ ลม ไฟ’ พัฒนาสินค้าจากป่าสู่เมือง-ต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (2)

“คนอ่าข่ามีความเชื่อและภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อๆ กันมาว่า วิธีการรักษาโรคที่ดีที่สุด คือ การป้องกันก่อนที่จะเป็นโรค โดยกินอาหารต่างๆ ตามธรรมชาติ

‘อ่าข่าโฮย้า’ ภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพของชาวอ่าข่า ต่อยอดพัฒนาสินค้า-อาหารพื้นบ้าน-การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (1)

เชียงราย / ชาวอ่าข่าใช้ภูมิปัญญา สมุนไพรพื้นบ้าน และความรู้ที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษนำมาใช้ดูแลสุขภาพ เปิด ‘อ่าข่าโฮย้า’ รักษาอาการปวด เมื่อย

กองทุนสวัสดิการชุมชนฯ บ้านส้อง จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าทฤษฎี ‘ขากิ้งกือ’ เตรียมจัดงานระดมทุนสร้างกองทุนให้เติบโตยั่งยืน 10 ก.พ.นี้

สุราษฎร์ธานี / กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลบ้านส้อง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี ผู้คิดค้นนวัตกรรม ‘ทฤษฎีกิ้งกือหลายขา’

‘คนป่าอ้อ’ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างพื้นที่สีเขียว-แหล่งอาหาร-หนุนผู้ประกอบรุ่นใหม่ ‘Madame Cocoa’

จ.อุทัยธานี / คนตำบลป่าอ้อ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เดินหน้าโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างพื้นที่สีเขียว สร้างแหล่งอาหาร ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงเป็ด ไก่ หมู ปลา

ฟ้าหลังฝนของ ‘ชาวกะเหรี่ยงภูเหม็น’ จ.อุทัยธานี เดินหน้าแก้ปัญหาที่ดินทำกิน-สร้างบ้านสร้างชีวิตมั่นคง

บ้านภูเหม็น อำเภอห้วยคต อยู่ห่างจากตัวจังหวัดอุทัยธานีไปทางทิศตะวันตกประมาณ 70 กิโลเมตร และอยู่ไม่ไกลจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมากนัก สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง เป็นชุมชน ‘กะเหรี่ยงโปว์’ หรือ ‘โผล่ว’ นับถือศาสนาพุทธ

‘ดร.กอบศักดิ์’ ประธานบอร์ด พอช. ให้แนวทาง ‘การทำงาน พอช.แนวใหม่’ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำ

สระบุรี / ระหว่างวันที่ 26-28 มกราคมนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์