คนจนทั่วประเทศกว่า 5 พันคน รวมพลังยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล “ที่อยู่อาศัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน” ไว้ในรัฐธรรมนูญ เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ปี 2568

ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย 11 องค์กร เดินรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก

ปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยหรือมีที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสมเป็นปัญหาที่สำคัญของผู้คนทั่วโลก  UN-Habitat  หรือ ‘โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ’  เริ่มรณรงค์ให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัญหานี้ตั้งแต่ปี 2528  โดยกำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมทุกปีเป็น ‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ หรือ ‘World Habitat Day’  เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ในโลกให้ความสำคัญกับสถานการณ์การขาดแคลนที่อยู่อาศัย  ตลอดจนตระหนักถึงสิทธิพื้นฐานของการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของประชากรทุกคนบนโลก

ยื่นหนังสือการแก้ไขปัญหาฯต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ปีนี้วันที่อยู่อาศัยโลกตรงกับวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม  UN – HABITAT กำหนดคำขวัญ Urban crisis response “การรับมือกับวิกฤตการณ์ในเมือง”  ทั้งนี้ที่ผ่านมา  ภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGOs  ทั่วโลก  จะจัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกทุกปี  เพื่อให้รัฐบาลในประเทศนั้นๆ  แก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย  รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจน

เครือข่ายคนจนเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่สำนักงาน UN ประจำประเทศไทย

เครือข่ายคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย 11 องค์กร รวมพลังแก้ปัญหาที่ดินอยู่อาศัย

ส่วนในประเทศไทย  ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย 11 องค์กร ได้แก่ เครือข่ายสลัม4ภาค , เครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบรถไฟ , เครือข่ายริมรางเมืองย่าโม , ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม , เครือข่ายบ้านมั่นคงชุมชนริมรางรถไฟ , เครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตย , เครือข่ายภาคประชาสังคม , เครือข่ายพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย 5 ภาค , เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง ขบวนสภาริมรางเมืองขอนแก่น,สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย ประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ  กว่า 5,000 คน ร่วมเดินรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก World Habitat Day ได้รวมตัวกันเดินทางไปยื่นหนังสือข้อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาที่หน้าสำนักงาน UN ประจำประเทศไทย   และให้กับทำรัฐบาล

ติดตามการแก้ไขปัญหาฯบริเวณตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล  

โดยเริ่มเดินรณรงค์จาก ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ไปตามเส้นทางถนนดินสอ ผ่านแยกสะพานผ่านฟ้า มายังถนนราชดำเนินนอก  มารวมกัน ณ เพื่ออ่านแถลงการณ์และข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยของคนจนทั่วประเทศ  เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ประจำปี 2568

แถลงการณ์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ประจำปี 2568 หน้าสำนักงาน UN ประจำประเทศไทย

แถลงการณ์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก ประจำปี 2568

ตามที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศให้ “วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ของทุกปี ให้เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day)” เพื่อให้ประชาคมโลกตระหนักถึงความสำคัญต่อสิทธิที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ที่ขาดมิได้  ในประเทศไทยเองยังมีคนจำนวนมาก ที่ยังไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงที่  อยู่อาศัยที่มั่นคง เนื่องจากปัจจัยสำคัญด้านที่ดินที่มีมูลค่าสูง และรัฐยังไม่มีแนวนโยบายในการจัดการที่ดินในเชิงสิทธิที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้ และเนื่องในโอกาสที่วันที่อยู่อาศัยโลก ในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568  ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย 11 องค์กร ได้แก่ เครือข่ายสลัม4ภาค , เครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบรถไฟ , เครือข่ายริมรางเมืองย่าโม , ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม , เครือข่ายบ้านมั่นคงชุมชนริมรางรถไฟ , เครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตย , เครือข่ายภาคประชาสังคม , เครือข่ายพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัย 5 ภาค , เครือข่ายพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อมคูคลอง ขบวนสภาริมรางเมืองขอนแก่น,สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย ประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ  กว่า 5,000 คน เริ่มต้นขบวนรณรงค์ ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ เพื่อติดตามข้อเสนอ และข้อทักท้วงต่อรัฐบาลในการดำเนินนโยบายที่อยู่อาศัย ที่ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐบาลไว้เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 โดยขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย ต้องการให้รัฐบาลตระหนักถึงสถานการณ์ปัญหาที่อยู่อาศัย และไม่ดำเนินนโยบายที่เป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์การเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย หนักยิ่งขึ้น โดยมีข้อทักท้วง และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลดังต่อไปนี้

ผู้แทน UN ประจำประเทศไทยอ่านสาส์นเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก

ในปี 2568 นี้ องค์การสหประชาชาติได้กำหนดหัวข้อรณรงค์ในวันที่อยู่อาศัยโลกไว้ว่า urban crisis response “การตอบสนองต่อวิกฤตในเมือง” มุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเมือง เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้ง การส่งเสริมเครื่องมือ และแนวทางการรับมือกับวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ เน้นย้ำถึงความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการสร้างสภาพแวดล้อมในเมืองที่มีความยืดหยุ่น ทนทาน และฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยทุกคน จะได้รับการพัฒนาที่เท่าเทียม และยั่งยืน ซึ่งเราตระหนักว่า เป็นเรื่องสำคัญ เป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกคนเผชิญร่วมกัน โดยเฉพาะคนจนจะได้รับผลกระทบต่อวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด และยังไม่เห็นมาตรการ และนโยบายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลที่จะรับมือต่อวิกฤตนี้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม ไม่มีความยั่งยืน ส่งผลให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุดเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก โดยเฉพาะโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนสร้างผลกระทบต่อความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ทำให้คนจนต้องถูกไล่รื้อ ถูกขับไล่ออกจากที่ดิน หรือแม้กระทั่งการจะเข้าถึงที่ดิน และที่อยู่อาศัย ก็เกินกำลังความสามารถที่คนจนจะเข้าถึงได้ เนื่องจากที่ดิน และที่อยู่อาศัย มีราคาสูง เพราะรัฐบาลปล่อยให้เป็นเรื่องกลไกตลาด และยังไม่มีรัฐบาลใดตระหนักถึงปัญหา และให้ความสำคัญ ที่จะกำหนดให้ที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นหลักประกันที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้  จึงเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ใน 7ประเด็น ดังนี้

นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล รับข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาฯพี่น้องคนจน 11 องค์กร

ประเด็นที่ 1 การกำหนดกติกาประเทศ แก้ไขรัฐธรรมนูญ

1.รัฐบาลต้องจัดทำประชามติเพื่อให้เกิดกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากประชาชนโดยตรง

2.รัฐธรรมนูญจะต้องให้ความสำคัญต่อที่อยู่อาศัยโดยการบรรจุเนื้อหา “ที่อยู่อาศัย คือสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน” ไว้ในรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ 2 การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนในย่านคลองเตย

กระทรวงคมนาคมต้องมีนโยบายการแบ่งปันที่ดิน และแนวทางการจัดที่อยู่อาศัยสำหรับชาวชุมชนคลองเตย โดยให้มีการแบ่งปันที่ดินร้อยละ 20 ของที่ดินการท่าเรือแห่งประเทศไทยภายใต้ชื่อ “บ้าน สวน คนเมือง แบ่งปัน เพื่อความยั่งยืน” พร้อมทั้งจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับผู้แทนเครือข่ายที่อยู่อาศัยคลองเตยหลังจบการเจรจาหารือทันที

ประเด็นที่ 3 การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย

1.รัฐบาลต้องสานต่อนโยบายการนำที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยมาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

2.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องดำเนินการจัดทำสัญญาเช่าที่ดิน จำนวน 28 แปลง 1,381 ครัวเรือน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2569 เพื่อให้ทันการใช้งบระมาณโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. ในปีงบประมาณ 2569

3.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องดำเนินการต่ออายุสัญญาเช่าที่ดินให้กับชุมชนเป็นสถานะปัจจุบันตามที่ชุมชนได้ชำระค่าเช่ามาให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2568

4.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องดำเนินการส่งมอบพื้นที่เช่า จำนวน 10 แปลง ที่ได้เซ็นสัญญาเช่าที่ดินกับบริษัทลูกของ รฟท. (SRTA) ที่คงค้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2568 และหาแนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับพื้นที่ที่ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ให้กับชุมชน

5.ให้มีการสั่งการถึงกระทรวงคมนาคมต้องกำหนดวันหารือแนวการแก้ไขเนื้อหาสัญญาเช่าที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์มติคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 ภายในเดือนตุลาคม 2568

6.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องนำเรื่องชุมชนพระราม 6 ที่ได้ข้อยุติร่วมกันแล้วเสนอให้คณะกรรมการ รฟท.พิจารณาอนุมัติ ภายในเดือนตุลาคม 2568

7.ให้มีนโยบายถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการขออนุญาตพัฒนาพื้นที่ด้านสาธารณูปโภคต่างๆ ให้แล้วเสร็จไม่เกิน 30 วัน

8.ให้มีนโยบายถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องอำนวยความสะดวกในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในการเชื่อมต่อกับพื้นที่ที่ชุมชนเช่าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆกับทางชุมชน หรือหน่วยงานที่ดำเนินการ

9.ให้มีการสั่งการถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องประสานเจ้าของที่ดินข้างเคียงเพื่อดำเนินการชี้แนวเขตพื้นที่เช่าให้ชัดเจน สำหรับการดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัยไม่ให้เกิดข้อพิพาทระหว่างกัน

10.ให้มีนโยบายถึงการรถไฟแห่งประเทศไทยในกรณีการเข้าพื้นที่เพื่อพัฒนาตามนโยบายโครงการบ้านมั่นคง หากพบปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินโครงการพัฒนาได้ การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องดำเนินการแก้ปัญหาอุปสรรคดังกล่าว และหลังจากมีการพัฒนาพื้นที่แล้วเกิดปัญหาอุปสรรคในการบริหารสัญญาเช่าที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องมาร่วมเป็นโจทก์ในการดำเนินการทางคดีด้วย

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้คำมั่นสัญญากับขบวนคนจนฯในการแก้ไขปัญหา

ประเด็นที่ 4 การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และที่ทำกินของประชาชนในที่ดินสาธารณประโยชน์

1.รัฐบาลต้องมีนโยบายการนำที่ดินสาธารณประโยชน์มาแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ให้กับประชาชน

2.กระทรวงมหาดไทยต้องมีมาตรการคุ้มครอง และชะลอการดำเนินคดีกับชุมชนที่อยู่ในที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดิน

3.กระทรวงมหาดไทย ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ดินสาธารณประโยชน์ที่เป็นปัจจุบันและสามารถนำมาจัดสรร เพื่อการทำกินและที่อยู่อาศัยได้ โดยประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว และให้มีข้อสั่งการไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดทุกจังหวัดสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลที่ดินสาธารณประโยชน์ทั่วประเทศ

4.กระทรวงมหาดไทย ต้องพิจารณาระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปลี่ยนสภาพที่ดินอันเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2568 เพื่อขยายขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะที่หมดความจำเป็นแล้ว ให้สามารถนำมาจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกินได้

5.กระทรวงมหาดไทย ต้องพิจารณาอนุมัติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการจัดทำทะเบียนบ้านชั่วคราวและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในชุมชนในที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา

6.กระทรวงมหาดไทย ต้องมีข้อสั่งการให้ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเสนอพื้นที่ ชุมชนบึงลำไผ่ เขตมีนบุรี เป็นพื้นที่นำร่อง ภายใน 30 วัน

7.เสนอให้ กระทรวงมหาดไทย มีการทบทวนสัดส่วน บทบาทหน้าที่ ขั้นตอนการขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณประโยชน์ ของคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช. จังหวัด)

8.กระทรวงมหาดไทย ต้องมีคำสั่งให้มีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน ของชุมชนในที่ดินสาธารณประโยชน์ ระดับจังหวัดทุกจังหวัด ที่มีกลุ่มผู้เดือดร้อนที่ต้องการมีสิทธิในที่ดิน และที่อยู่อาศัย

ประเด็นที่ 5 การแก้ปัญหาการรวมกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ในรูปแบบสหกรณ์

1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องพิจารณาจัดตั้งรูปแบบประเภทสหกรณ์ ประเภทที่ 8 เคหสถานบ้านมั่นคง โดยแก้ไข เพิ่มเติมในพระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับ พ.ศ. 2542

2.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทบทวนกฎกระทรวง ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ คำแนะนำ ว่าด้วยการจัดตั้งสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง โดยต้องเกิดการพิจารณาร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อให้สอดคล้องการบริหารสหกรณ์เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยลักษณะแปลงรวม

3.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทบทวนและมีแนวทางแก้ไขเรื่องการยกเลิกสหกรณ์บ้านมั่นคง จำนวน 33 สหกรณ์ ให้ที่ดินและที่อยู่อาศัยบริหารโดยชุมชนดังเดิม

4.กรมส่งเสริมสหกรณ์ ต้องมีคำสั่งให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง

ประเด็นที่ 6 การขับเคลื่อนนโยบายโฉนดชุมชน

1.รัฐบาลต้องยืนยันแนวทางการแก้ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ในรูปแบบโฉนดชุมชน ให้เป็นหนึ่งในรูปแบบการจัดการที่ดิน

2.ให้จัดทำระเบียบสำนักนายกว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. .... ฉบับที่ 3 / ฉบับปรับปรุงแก้ไข ในการนำเสนอมาตรการและแนวทางการยกระดับโฉนดชุมชน เพื่อให้การดำเนินการโฉนดชุมชนเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดที่ดิน ตามมาตรา 10(4) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562

3.ให้กำหนดวันประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน ภายในเดือนตุลาคม เพื่อกำหนดเป้าหมายและแผนการขับเคลื่อนงานของสำนักงานประสานงานจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) และเริ่มดำเนินงานทันทีหลังการประชุม

ประชุมการแก้ปัญหาการรวมกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ในรูปแบบสหกรณ์

ประเด็นที่ 7 การแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านและผู้เช่าห้องราคาถูก

1.ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ติดตามและมีมติลงนาม รับรองระเบียบและข้อหารือนโยบาย “โครงการห้องเช่าคนละครึ่ง” และ “โครงการการขยายสิทธิระบบครอบครัวอุปถัมภ์ให้ศูนย์พักพิงคนไร้บ้านเข้าเงื่อนไขการเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ได้”

2.ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ติดตามและมีมติลงนามใน 2 กลไก

2.1 การแต่งตั้งกลไกคณะทำงานในระดับจังหวัด ที่มีองค์ประกอบหลัก 3 ฝ่าย คือ สมาชิกคนไร้บ้าน/ตัวแทนสมาพันธ์คนไร้บ้านในพื้นที่ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัด และ องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ที่มีความเข้าใจและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง

2.2 คณะทำงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพชีวิตคนไร้บ้านในระดับชาติ เพื่อเป็นกลไกร่วมกันในการตัดสินใจทางนโยบายทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชน

ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย คาดหวังว่า รัฐบาลปัจจุบันที่มาจากการเลือกตั้งจะมุ่งเน้นเห็นความสำคัญต่อปัญหาที่อยู่อาศัย อย่างเอาจริงเอาจังให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย 11 องค์กร แสดงพลังมวลชนบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นิกร โสมกลาง ลงพื้นที่เกาะลันตา หนุนคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเล

นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. ลงพื้นที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมในงาน "Charming of the Sea - Let's see Mountain 2026" พร้อมตรวจเยี่ยมชุมชนโต๊ะบาหลิว อ.เกาะลันตา ผลักดันโครงการ "บ้านมั่นคง" โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) งบประมาณ 6.74 ล้านบาท หนุน 100 ครัวเรือนชาวเลอูรักลาโว้ย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติผู้สูงอายุเข้มแข็งและบุคคลต้นแบบ มุ่งเป้าสร้างความเสมอภาคและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามนโยบายรัฐบาล

‘คลิตี้’ กะเหรี่ยงสุดขอบฟ้าที่ทองผาภูมิ

เราพาทุกคนทุกท่านเดินทางฝ่าผืนป่า ข้ามผ่านถนนลูกรังทุรกันดารและโคลนตมอันยาวนานกว่าสามชั่วโมง สู่ดินแดนที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขารอยต่อป่าใหญ่

“รมว.พม.” นำทัพลงพื้นที่ภาคใต้ มอบโฉนด-สัญญาเช่าที่ดิน-งบพัฒนากว่า 51 ล้าน เปิด “บ้านมั่นคงพะตง” ต้นแบบบ้านมั่นคงริมรางภาคใต้ เร่งรัดการจัดสรรสิทธิ์ในที่ดินเพื่อยกระดับต้นทุนชีวิต

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ร่วมด้วยนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.

"นิกร โสมกลาง" เยือนสระแก้ว ก่อตั้ง “บ้านมั่นคงชุมชนตาหลังใน” มอบหมาย พอช. ศึกษา “บ้านมั่นคงชายแดน” ฟื้นฟูชุมชน สร้างเสริมความปลอดภัย

นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน จังหวัดสระแก้ว มอบงบประมาณบ้านมั่นคงและพลังงานทางเลือก

“ยศชนัน ควง นิกร” คิกออฟโครงการต้นแบบ “หนุนพลังงานทางเลือก” พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตบ้านมั่นคง

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์