
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (รวค.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเปิดให้บริการและการบริหารโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) และสถานีกลางบางซื่อ ครั้งที่ 4/2565 เพื่อติดตามผลการดำเนินการรถไฟสายสีแดง เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการขนส่งทางราง ผ่านการประชุมทางไกล (Video Conference) โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง) นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (รักษาการรองปลัดกระทรวง ด้านอำนวยการ) นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร นายพิเชษฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง หัวหน้าหน่วยงานและผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อ โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) ว่า “นครวิถี” โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) ว่า “ธานีรัถยา” และสถานีกลางบางซื่อ ว่า “สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์” โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย จะดำเนินการติดตั้งป้ายชื่อพระราชทานในบริเวณสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ต่อไป
.
และนับแต่วันที่กระทรวงคมนาคมได้เริ่มเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 จนถึงเดือนกันยายน 2565 พบว่ามีผู้ใช้บริการรวมทั้งสิ้น 3,983,493 คน (เฉลี่ยประมาณเดือนละ 331,958 คน) แบ่งเป็นสายเหนือ ช่วงสถานีกลางบางซื่อ – สถานีรังสิต 3,705,961 คน (เฉลี่ยประมาณเดือนละ 308,830 คน) และสายตะวันตก ช่วงสถานีกลางบางซื่อ – สถานีตลิ่งชัน 277,532 คน (เฉลี่ยประมาณเดือนละ 23,128 คน) โดยมีความตรงต่อเวลาและความน่าเชื่อถือในการให้บริการ ในสายเหนือและสายตะวันตกที่ร้อยละ 99.70 และ 99.90 ตามลำดับ และในทุกสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดง จะมีรถโดยสารประจำทางหมวด 1 หมวด 3 และหมวด 4 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และภาคเอกชนรวมทั้งหมด 77 เส้นทางเพื่อรองรับการเชื่อมต่อการเดินทางของประชาชน

ในด้านการให้บริการบัตรโดยสาร ปัจจุบันบัตรโดยสาร EMV สามารถใช้กับระบบรถไฟฟ้าสายสีแดงได้แล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 และ รฟท. ยังได้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่าง ๆ ของรถไฟฟ้าสายสีแดงและได้เปิดรับฟังความเห็นของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อนำมาปรับปรุงการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
.
ทั้งนี้ นายศักดิ์สยาม ได้สั่งการให้เพิ่มประสิทธิภาพระบบเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดง (Feeder) โดยให้เร่งดำเนินการรถเมล์ไฟฟ้า เข้ามาให้บริการเชื่อมต่อสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และนำระบบตั๋วแบบแพกเกจมาใช้ในการให้บริการ และให้ รฟท. ดำเนินการป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินราชการในบริเวณสถานีอย่างเคร่งครัด และประชาสัมพันธ์การเปิดอุโมงค์เชื่อมเส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์กับถนนเทอดดำริ ให้ประชาชนรับทราบต่อไป รวมทั้งให้จัดทำแผนการดำเนินการปรับการเดินรถไฟทางไกลเข้ามาใช้สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ พิจารณาผลกระทบทั้งด้านมลพิษ เสียง และความร้อนที่เกิดขึ้นในสถานี และการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

