
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดกิจกรรมรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 “ปีใหม่ปลอดภัย ร่วมใจลดอุบัติเหตุทางถนน” จัดโดยมูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุเมาไม่ขับ ภาครัฐ และภาคเอกชน โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก รักษาการรองปลัดกระทรวงคมนาคม ประธานกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม โดยมี นายสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ และรองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2565 ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ
.
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยกำหนดเป้าหมายเพื่อลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุทางถนน อันเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปีที่มีประชาชนเดินทางจำนวนมาก ซึ่งจากสถิติในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2565 ที่ผ่านมาพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และขับขี่ขณะมึนเมา ง่วงแล้วขับ ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ไม่สวมหมวกนิรภัย และการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ซึ่งกว่าร้อยละ 85 ของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุเป็นรถจักรยานยนต์

ในช่วงปีใหม่ 2566 นี้ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำหนดนโยบายในการอำนวยความสะดวกการบริการขนส่งสาธารณะ และโครงข่ายคมนาคมอย่างบูรณาการ ภายใต้นโยบายสำคัญ “ส่งพี่น้องเดินทางช่วงปีใหม่ 2566 ถึงที่หมายอย่างสะดวกและปลอดภัย ทั้งไปและกลับ” ได้มอบให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เตรียมความพร้อม กำกับดูแลการให้บริการการขนส่งสาธารณะ ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย และแจ้งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญในการเดินทางให้แก่ประชาชนทราบล่วงหน้า รวมถึงปรับปรุงท้องถนนให้มีความสะดวกและปลอดภัย ทำการปิดจุดกลับรถจุดเสี่ยง จัดทำป้ายเตือนพื้นที่ก่อสร้าง ทางโค้ง ทางแยกอันตรายให้ชัดเจน เฝ้าระวังจุดตัดรถไฟกับถนน และคืนพื้นผิวจราจรบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง ติดตั้งป้ายสัญญาณเตือน และไฟฟ้าส่องสว่าง รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งสินค้าหลีกเลี่ยงการใช้งานรถบรรทุกในช่วงเทศกาล เพื่อบรรเทาปัญหาด้านการจราจร และลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทางถนน
.
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการรณรงค์รักษากฎจราจร ขับขี่มีน้ำใจ คาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกนิรภัยตลอดการเดินทาง และที่สำคัญคือ เมาไม่ขับ ง่วงต้องพัก นอกจากนั้นแล้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกุล ได้ฝากความห่วงใยมายังประชาชน โดยขอเชิญชวนให้ประชาชนยังคงมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด สวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่าง กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และที่สำคัญ คือ ขอให้ไปฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นฟรี ณ โรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุขได้ทั่วประเทศ
.
ในส่วนของ รฟท. คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางโดยรถไฟเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ตั๋วโดยสารของขบวนรถที่ให้บริการเป็นประจำถูกจองเต็มหมดทุกชั้นทุกขบวนแล้ว และยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ ดังนั้นเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการ รฟท. จึงเปิดให้บริการขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารเพิ่มอีก จำนวน 6 ขบวน ไป – กลับ ในเส้นทางสายเหนือ 2 ขบวน และสายตะวันออกเฉียงเหนือ 4 ขบวน ซึ่งเป็นรถนั่งชั้น 3 จำนวน 54 คัน รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มประมาณ 8,000 คน/วันขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสาร จำนวน 6 ขบวน ประกอบด้วย

เที่ยวไป วันที่ 29 ธันวาคม 2565 จำนวน 3 ขบวน
- สายเหนือ 1 ขบวน ได้แก่ ขบวนรถที่ 955 กรุงเทพ - ศิลาอาสน์
- สายตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ขบวน ได้แก่ ขบวนรถที่ 967 กรุงเทพ - อุดรธานี และขบวนรถที่ 977 กรุงเทพ - อุบลราชธานี
เที่ยวกลับ วันที่ 2 มกราคม 2566 จำนวน 3 ขบวน
- สายเหนือ 1 ขบวน ได้แก่ ขบวนรถที่ 962 ศิลาอาสน์ - กรุงเทพ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ขบวน ได้แก่ ขบวนรถที่ 934 อุบลราชธานี - กรุงเทพ และขบวนรถที่ 936 อุดรธานี - กรุงเทพ
.
นอกจากนี้ รฟท. ได้มีการพ่วงตู้โดยสารของรถทุกขบวนให้เต็มหน่วยลากจูง เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชน ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 - 4 มกราคม 2566 โดยจะทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 100,000 คนต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อการเดินทาง และไม่มีผู้โดยสารตกค้าง รวมทั้งได้จัดตั้งศูนย์ปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค สำหรับอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยการเดินทางแก่ประชาชน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ สารเสพติดของพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถ และประจำสถานีก่อนปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงห้ามจำหน่าย และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนขบวนรถ และบริเวณสถานีรถไฟ
.
สำหรับกิจกรรมในวันนี้ (29 ธันวาคม 2565) มีการให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องการป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 และอันตรายจากการเมาแล้วขับ พิธีปล่อยแถวตำรวจรถไฟเพื่อให้บริการดูแลความสะดวกปลอดภัยประชาชน และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันแจกหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สติกเกอร์ แผ่นพับคู่มือการปฏิบัติตนเองในการเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 อย่างไรให้ปลอดภัย และมีการจัดเสวนา “ฉลองปีใหม่อย่างไร ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อจากอุบัติเหตุ” โดยมีเหยื่อเมาแล้วขับร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ทรงศักดิ์' ลุยฟ้องคลิปเสียงเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ไม่รู้จัก 'ส้ม – กิจ'
“ทรงศักดิ์” ไม่ทน สั่งฝ่ายกฎหมายรวบรวมหลักฐานฟ้อง ปมคลิปเสียงเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ทำเสียหาย ยัน ไม่รู้จัก "ส้ม-กิจ" เชื่อ ความจริงจะปรากฏ ปัด มท.ป่วนเพราะขัดแย้งขย่มเก้าอี้
'ไอติม' ข้องใจ 'ภท.' รีบปฏิเสธข้อมูลใหม่เลือกตั้ง สสร. ถามหรือมีธงอยู่แล้วใช่หรือไม่
ประธานวิปฝ่ายค้าน ชี้หาก 'ภูมิใจไทย' จริงใจที่จะหาแนวทางให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สสร. เสนอว่าเราทุกฝ่ายควรหารือร่วมกันอย่างจริงจัง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

