
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Project Matching Connecting Opportunities การพัฒนาเครือข่ายโครงการเกษตรพันธมิตร สู่โอกาสตลาดการค้าเสรี” ณ โรงแรมดวงตะวัน จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีหน่วยงานภาคีเครือข่าย 14 หน่วยงาน ที่กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ลงนาม MOU ร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าให้มีศักยภาพในการแข่งขัน ประกอบด้วย 1) กรมปศุสัตว์ 2) กรมส่งเสริมสหกรณ์ 3) องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย 4) สภาเกษตรกรแห่งชาติ 5) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 6) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 7) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย 8) สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน และ 9) บริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด และที่เพิ่งลงนามความร่วมมือเพิ่มเติมล่าสุดอีก 5 หน่วยงาน 10) กรมการข้าว 11) กรมวิชาการเกษตร 12) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 13) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และ 14) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มาร่วมจัดกิจกรรม โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยเกษตรกร ข้าราชการ หน่วยงานภาคเอกชน วิทยากร และเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 200 คน

โอกาสนี้ เลขาธิการ สศก. ได้ร่วมบรรยายพิเศษ CEO Talk “The Next Chapter Project Matching Connecting Opportunities มุมมองการสร้างความร่วมมือ พัฒนาเครือข่ายโครงการเกษตรพันธมิตร สู่โอกาสตลาดการค้าเสรี” นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายเรื่อง “เจาะลึกสถานการณ์ภาคเกษตรยุคดิจิทัล ในตลาดการค้าเสรี:การเปลี่ยนแปลง ผลกระทบ ความท้าทาย และการปรับตัว” โดย รศ.ดร. เริงชัย ตันสุชาติ ผู้อำนวยศูนย์ความเป็นเลิศเศรษฐมิติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำหรับช่วงบ่าย เป็นเสวนาเรื่อง “Success Stories from Local to Global:ไขเคล็ดลับโครงการต้นแบบของกองทุน FTA” โดยผู้แทนเกษตรกรและผู้รับผิดชอบจากโครงการที่ประสบผลสำเร็จ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อสุรินทร์วากิวครบวงจรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้เกษตรกร (กรมปศุสัตว์) 2) โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตกาแฟของกลุ่มเกษตรกรทำสวนเขาทะลุ (กรมส่งเสริมสหกรณ์) 3) โครงการนำร่องต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล EU/NOP ด้วยวิธีการบริหารจัดการน้ำเพื่อการทำเกษตรอินทรีย์ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) และ 4) โครงการจัดตั้งฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง (อ.ส.ค.) พร้อมด้วยกิจกรรมพิเศษ Fast Track Project Matching กิจกรรมจับคู่โครงการที่มีศักยภาพระหว่างหน่วยงานเครือข่าย MOU กองทุนFTA และเกษตรกร เพื่อสร้างโอกาสการเสนอโครงการที่มีความเป็นได้ในการขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA ตลอดจนนิทรรศการผลดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือ MOU และโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุน FTA ทั้งหมด 18 บูธร่วมกิจกรรม

ที่ผ่านมา เกษตรกรบางส่วนยังมีศักยภาพการผลิตอยู่ในระดับต่ำ สินค้าเกษตรมีคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของตลาด ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการประกอบอาชีพ การไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ขาดแคลนเงินทุนในการทำการเกษตร ขาดความรู้และเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ทันสมัยในการผลิต รวมทั้ง ข้อกีดกันทางการค้าต่างๆ จากประเทศคู่ค้า นำไปสู่การเจรจาการเปิดเสรีทางการค้าทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งการพัฒนาภาคการเกษตรให้ประสบผลสำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ทั้งกลุ่มเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร มาร่วมกันดำเนินงานในกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของไทย เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสินค้าเกษตรในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

“วันนี้กองทุน FTA เรามีภาคีเครือข่าย MOU ร่วมกัน 14 หน่วยงาน การสัมมนาในวันนี้ จึงเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะร่วมกันสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการที่มาขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน FTA และเพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านต่างๆ กับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรดังกล่าว และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยที่ต้องการขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน FTA มานำเสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรดังกล่าวเข้ามาด้วยเชื่อมั่นว่า การสัมมนาครั้งนี้ จะทำให้มีโครงการที่เสนอขอรับเงินสนับสนุนมายังกองทุน FTA เพิ่มขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม ภาคเกษตรของไทยมีความเข้มแข็งและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ สศก. กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สศก. เปิดเวทีวิชาการ 2569 ชู 8 งานวิจัย มองภาคเกษตรไทยผ่าน 'คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์' จากสังคมสูงวัย ข้าวคาร์บอนต่ำ และ AI-SAR สู่การแข่งขันทุเรียน โอกาสของโกโก้ไทย และปาล์มน้ำมันยั่งยืน
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดงานสัมมนาวิชาการ “การเสนอผลงานวิชาการด้านเศรษฐกิจการเกษตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และนิทรรศการนวัตกรรมข้อมูลภาคเกษตร” หรือ Academic Open House & Agricultural Economics Forum 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ ห้องไดมอนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี
สศก. เดินหน้า “Single Map” พืชเศรษฐกิจ ลดข้อมูลพื้นที่ทับซ้อน หนุนวางแผนผลิต–ตลาดแม่นยำขึ้น
นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่ยืนต้นพืชเศรษฐกิจ เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับติดตามสถานการณ์การผลิต
สศก. เปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” รู้ล่วงหน้า ข้อมูลไหนออกเมื่อไหร่ ใช้งานง่ายในที่เดียว
นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการ สศก. ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร
สศก. ยกระดับ 1,010 ศกอ. เชื่อมข้อมูลพื้นที่สู่การวางแผนเกษตร ชูทักษะดิจิทัล วิเคราะห์สถานการณ์ ถ่ายทอดความรู้
นายครองศักดิ์ สงรักษา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ. เป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง สศก.
สศก. ดันโมเดล ASP จับคู่บริการเครื่องจักรกลเกษตรช่วยเกษตรกร รับมือแรงงานสูงวัย
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรับมือกับข้อจำกัดด้านแรงงานภาคเกษตรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ เครื่องจักรกลทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนา ผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP)
สศก. ร่วมกับ กสก. ลุยต่อเนื่อง ปิดจ๊อบฐานข้อมูลเกษตร 75,000 หมู่บ้าน ดึง อกม. สำรวจพื้นที่คงเหลือ 18,000 หมู่บ้านผ่าน Frame-asa ปี 2569
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์

