
กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เร่งขับเคลื่อน โครงการขับเคลื่อนแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2568 - 2570) และโครงการสำคัญตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2568 - 2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นกรอบแนวทางประสานความร่วมมือในการบริหารงานยุติธรรม ระหว่างหน่วยงานของรัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานยุติธรรม ให้เป็นไปอย่างสอดคล้องและมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบและเกิดความยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.กิจฐเชต ไกรวาส หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า โครงการขับเคลื่อนแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2568 - 2570) มีเป้าหมายสำคัญในการมุ่งเน้นขั้นตอนและกระบวนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม โดยมีการทบทวนมาจากยุทธศาสตร์ที่ 5 ในเรื่องการบริหารงานยุติธรรมด้วยดิจิทัล ของแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 โดยมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานในแต่ละมิติดังนี้
มิติที่ 1 มุ่งให้ความสำคัญกับการให้บริการประชาชนที่มีประสิทธิภาพ (User Experience)
มิติที่ 2 พัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมสู่ความเป็นเลิศ (Operation Excellence)
มิติที่ 3 ระบบมีความมั่นคงปลอดภัยจากการถูกโจมตี หรือจากความผิดพลาดของผู้ปฏิบัติงาน (Cyber Security)

ทั้งนี้ภายในกระบวนการทำงานมีขั้นตอนในการทำงานที่สำคัญหลายด้านในการขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าว รวมทั้งได้มีการจัดสัมมนาเพื่อระดมความคิดเห็น (Focus Group) ในรูปแบบบูณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อมีเป้าหมายเดียวกัน ในการช่วยกันขับเคลื่อนแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2568 - 2570) ให้เป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์แก่หน่วยงาน และประชาชนให้ได้รับบริการอย่างสะดวก รวดเร็ว
ด้านพันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม กล่าวว่า พระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2549 มาตรา 18 กำหนดให้ คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ จัดทำแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติขึ้น เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางประสานความร่วมมือในการบริหารงานยุติธรรม ระหว่างหน่วยงานของรัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม ได้จัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2568 - 2570) ขึ้น ซึ่งเป็นแผนระดับที่ 3 ตามนัยยะของมติคณะรัฐมนตรี โดยมีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ซึ่งเป็นแผนระดับ 1 และแผนปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งเป็นแผนระดับ 2 ควบคู่กับการพิจารณาความสัมพันธ์กับแผนระดับ 3 อื่น ที่เกี่ยวข้อง สำหรับสาระสำคัญของแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศกระบวนการยุติธรรม ฉบับที่ 4 เน้นขั้นตอนและกระบวนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม เชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถนำไปสู่การบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความยั่งยืนต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'นายกสมาคมทนาย' โวยแทน 'ทักษิณ' ติด EM ขัดเจตนารมณ์ ยธ.
'นายกสมาคมทนาย' ค้านติดกำไล EM พักโทษ 'ทักษิณ' ชี้มติอนุกรรมการฯ ขัดเจตนารมณ์กฎกระทรวงเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีทำความดี โดนคดีจากรัฐประหาร
คปท.แฉราชทัณฑ์อ้างกฎหมายผิด! จี้ยุติธรรมระงับพักโทษ 'ทักษิณ'
คปท.บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นหนังสือระงับพักโทษ 'ทักษิณ' แฉกรมราชทัณฑ์อ้างกฎหมายผิดฝาผิดตัว บิดเบือนคำสั่งศาลฎีกาฯ 3 ประเด็น จับตาหลังพ้นโทษแทรกแซงการเมืองทำไทยมีนายกฯ อีก 2 คน
คดีแม้วพ่นพิษ!ปปช.ฟันสุภา
กสม.เผยผลตรวจสอบคุกวีไอพี ชี้เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์โดยมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน “ทักษิณ” เตรียมเฮได้ปลดกำไลอีเอ็มระหว่างคุมประพฤติ
กสม. เปิดผลสอบ 'คุก VIP' เอื้อนักโทษจีน-มาเฟีย ชง ป.ป.ช. ฟัน
กสม.ชี้ คุก VIP เอื้อนักโทษจีน-คนมีอิทธิพล เลือกปฏิบัติ-ละเมิดสิทธิมนุษยชน เตรียมส่งรายงานให้ ป.ป.ช. สอบต่อ จี้ กระทรวงยุติธรรม ขันน็อต คกก.สอบสวนเร่งสอบ แนะตรวจขยายผลคุกอื่นๆ กัน จนท.เลือกปฎิบัติ
'ศรีสุวรรณ' ยื่น ป.ป.ช. สอบราชทัณฑ์-ยุติธรรม ให้พักโทษ 'ทักษิณ' โดยมิชอบ
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางมายื่นคำร้องเพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิดกรรมการและอนุกรรมการพักโทษระดับกรมราชทัณฑ์และระดับกระท
การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาเพื่อคุ้มครองเด็กและบุคคลจากความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาประโยชน์ทางเพศและการกระทำต่อเสรีภาพ
โดยที่ในปัจจุบันการกระทำการอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางเพศและการคุกคามต่อเสรีภาพในความเป็นอยู่ส่วนบุคคลในรูปแบบต่าง ๆ มีเพิ่มมากขึ้น การล่อลวงเด็กให้เกิดความไว้วางใจเพื่อหวังที่จะล่วงเกินต่อเด็ก การส่งภาพหรือสื่อทางเพศที่ไม่เหมาะสมให้กับเด็ก การข่มขู่แบล็กเมลในเรื่องทางเพศ รวมไปถึงการคุกคามโดยการเฝ้าติดตามและการกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่น ล้วนแต่เป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายทั้งต่อตัวผู้เสียหายเองและครอบครัว

