โลกเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย ! ชี้ ไทยเข้าสู่งสังคมสูงวัยสมบูรณ์ ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน ห่วงผู้ป่วยระยะประคับประคองล้นโรงพยาบาล

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในเวทีประชุมข้างเคียงของการ ประชุมนานาชาติรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Awards Conference หรือ PMAC 2026) ในหัวข้อ “เมื่อสังคมสูงวัย: การออกแบบระบบสุขภาพที่เคารพต่อชีวิต ความตาย ความหมาย และมิติด้านจิตวิญญาณของการดูแล” ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลง ขณะที่จำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น 20% ของประชากรทั้งหมด หรือราว 14 ล้านคน ส่งผลให้มีผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยด้วยโรคประจำตัวและโรคเรื้อรังในระยะประคับประคองเพิ่มขึ้น สสส. มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาวะดีทั้ง 4 มิติ ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต จึงสานพลังภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านการตายดี สุขภาวะทางปัญญา และระบบดูแลผู้สูงอายุทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด และแนวทางการพัฒนานโยบาย ตลอดจนร่วมกันออกแบบระบบการตายดีที่มีสุขภาวะทางปัญญา ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพในสังคมผู้สูงวัย เพื่อให้การอยู่ดีและการตายดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

“การประชุมเชิงปฏิบัติการประเด็นการออกแบบระบบสุขภาพที่เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในครั้งนี้ คือการถอดบทเรียนกระบวนการดูแลสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยระยะท้าย ผู้ดูแล และครอบครัวโดยมีประเด็นที่สำคัญ 3 ด้าน 1.สร้างความเสมอภาคในการดูแลระยะท้าย โดยออกแบบระบบสุขภาพที่คนยากจนและประชากรกลุ่มเปราะบางมีโอกาสในการเลือกที่จะอยู่ดีและตายดีได้อย่างมีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับทุกคน 2.สร้างระบบความตายที่เอื้ออาทร ออกแบบระบบการตายดีโดยต้องไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในโรงพยาบาล แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชน มีองค์ความรู้เรื่องการตายดี เพื่อสร้างให้เกิดการใส่ใจดูแลกันและกันในชุมชน และหนุนเสริมการทำงานระบบสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ 3.สร้างค่านิยมในการให้เกียรติมิติด้านจิตวิญญาณในระยะท้าย ต้องบูรณาการการดูแลจิตวิญญาณเข้าไปในหัวใจของระบบสุขภาพ เพื่อให้เกียรติต่อความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

รศ.ดร.เคอร์รี นูนัน ผู้ก่อตั้ง Death Literacy Institute และรศ.พิเศษ สาขาสาธารณสุข ด้านการดูแลประคับประคอง มหาวิทยาลัยลาโทรป ออสเตรเลีย กล่าวว่า ปัจจุบันมนุษย์เรียนรู้เรื่องการรับมือกับความตาย จากประสบการณ์จริงเมื่อมีคนใกล้ชิดในครอบครัวเสียชีวิต ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ขาดการเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ล่วงหน้า ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขและชุมชน จึงต้องสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันความตายและรับมือกับสถานการณ์การสูญเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวและคนในชุมชนอย่างเป็นกระบวนการ เพราะความตายและวาระสุดท้ายของชีวิตไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับผู้ที่เสียชีวิตจากไปเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงครอบครัว ผู้ดูแล บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรวิชาชีพที่มีหน้าที่รับผิดชอบกิจกรรมและกิจการต่างๆ ในวาระสุดท้ายของชีวิตด้วย

น.ส.วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้จัดการโครงการเมืองกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี กลุ่ม Peaceful Death กล่าวว่า การสร้างความตระหนักรู้ด้านการรู้เท่าทันความตาย และการส่งเสริมความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง ให้แก่ผู้ดูแลและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก ระบบสาธารณสุขและการให้ความรู้ทางการสาธารณสุขในปัจจุบันควรต้องส่งเสริมและพัฒนาระบบเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการตายดีได้อย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นความจำเป็นทั้งสำหรับบุคคล ชุมชน และสังคม

นางจารุปภา วะสี ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา กล่าวว่า ศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา ร่วมกับ สสส. นำประเด็น “Good death หรือการตายดี” มาเป็นโจทย์สำคัญในการหารือด้านการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของการประชุม PMAC ประจำปี 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการตายดีได้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีความเข้าใจ เคารพศักดิ์ศรี และสิทธิในการตัดสินใจของทุกคนที่ต่างก็เป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง เพราะการได้ตายอย่างดีควรเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานสำหรับทุกคนโดยเท่าเทียมและทั่วถึง นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ Pause Space by สติ Space พื้นที่ที่ชวนทุกคนได้กลับมาทบทวนหัวใจของตัวเอง ท่ามกลางการทำงานและความเร่งรีบในการใช้ชีวิตประจำวัน เปิดโอกาสให้สังเกตลมหายใจ ร่างกาย ความคิด และความรู้สึกของตัวเองโดยไม่ต้องตัดสิน ซึ่งการกลับมาอยู่กับปัจจุบันจะช่วยให้เกิดการรับรู้คุณค่าในตัวเองและใช้ชีวิตได้อย่างมีสติและเข้มแข็ง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สสส.ชูแผนสร้างเด็กเข้มแข็ง ผ่านแนวคิด “ชุมชนนำ” –“เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน”

เด็กไทยเกือบครึ่งมีชีวิตเปราะบาง จากปัญหาครอบครัวไม่พร้อมหน้า สสส.ระดมเครือข่ายสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต ชุมชนนำ-เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน

เด็กไทย 72.6% ใช้จอเกิน 1 ชม. รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” มอบ สสส. สรุปบทเรียน "ลดเวลาหน้าจอ" ต้องบูรณาการออกกฎเหล็กคุมเข้มอนาคตชาติ

วันที่ 21 มิถุนายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 5/2569 ว่า จากการที่ สสส. ดำเนินงานเพื่อป้องกันภัยออนไลน์ พบว่า คนไทยเฉลี่ย 93.10%

“อายุยืนแต่อย่าป่วยนาน” สังคมสูงวัยรอบรู้คู่สุขภาพ

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น หากเป็นคำถามสำคัญว่า คนไทยจะสามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีคุณภาพเพียงใด เ

“20 ปี กับการส่งเสริมสุขภาวะมุสลิม” จุฬาราชมนตรี-สสส. เดินหน้าผนึกกำลัง MOU สานต่อยอดความสำเร็จ มัสยิดปลอดบุหรี่ 847 แห่ง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 มิ.ย.69 ที่โรงแรมอัล มีรอซ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ สำนักจุฬาราชมนตรี ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานประชุมวิชาการ “การส่งเสริมสุขภาวะมุสลิมในประเทศไทย” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)

รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” ปลื้ม 2 แนวคิด “ชุมชนนำ” - “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ของ สสส.-ภาคีเครือข่าย ได้ผล ช่วยสร้างนิเวศการเติบโตของเด็กเข้มแข็ง

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 มิ.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ”

“รองนายกฯทรงศักดิ์” ปลื้ม 2 แนวคิด “ชุมชนนำ” - “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ของ สสส.และภาคีเครือข่ายได้ผล ช่วยสร้างนิเวศการเติบโตของเด็กเข้มแข็ง มีเด็ก-ครอบครัวได้รับประโยชน์ 14,730 คน เด็กมีความสุขเพิ่มขึ้น 73.95 %

วันที่ 16 มิ.ย.2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ” และ “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน”