ตัวแทนจากกลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ยื่นหนังสือ สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ร้องขอความเห็นใจและนำเสนอแนวทางการช่วยเหลือ

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) ที่สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย ตัวแทนจากกลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน นำโดย นายวิศรุธ พุฒหอม และนายจิรภัทร โสภาลัย เข้ายื่นหนังสือถึง นายศรัณย์ ทองธรรมชาติ ประธานกรรมการสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เพื่อร้องขอความเห็นใจและนำเสนอแนวทางการช่วยเหลือจากสมาคมฯ ในการปรับเงื่อนไขและผ่อนผันการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้กลุ่มผู้ขับรถยนต์รับจ้างผ่านแอปพลิเคชันไม่สามารถจดทะเบียนรถเป็นประเภท รย.18 ได้

กลุ่มผู้ขับระบุว่า ปัจจุบันยังมีคนเป็นจำนวนมากที่ต้องการจดทะเบียน รย.18 เพื่อเข้าระบบอย่างถูกต้อง แต่ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ขั้นตอนการจดทะเบียนที่ซับซ้อนและไม่ยืดหยุ่น เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และการทำประกัน ที่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงเป็นเงินจำนวนมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขที่กำหนด
โดยบริษัทลีสซิ่งและสถาบันการเงินหลายแห่ง กลุ่มผู้ขับขี่จึงรวมตัวกันในวันนี้เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยเพื่อให้พิจารณาแนวทางช่วยเหลือใน 3 ประเด็นหลัก อันได้แก่ 

1) ขอให้คงอัตราดอกเบี้ยเดิมเมื่อมีการแจ้งเปลี่ยนเป็น รย.18 โดยกลุ่มผู้ขับขอให้สมาคมฯ เจรจากับบริษัท ลีสซิ่งและสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคม ไม่ปรับเพิ่มดอกเบี้ยการผ่อนชำระ เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มผู้ขับต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการนำรถยนต์ไปจดทะเบียน

2) ขอให้มีความยืดหยุ่นในการทำประกันภัย เนื่องจากปัจจุบันบริษัทลีสซิ่งหรือสถาบันการเงินหลายรายมีการบังคับให้ทำประกันชั้น 1 สำหรับรถรับจ้าง ซึ่งมีเบี้ยประกันสูงมากตั้งแต่ 4 หมื่นบาทไปจนถึงเกือบ 7 หมื่นบาท โดยกลุ่มผู้ขับขอให้มีการพิจารณาเพื่อทบทวนและอนุญาตให้ใช้ประกันภัยชั้น 3 สำหรับรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยลดต้นทุนในการทำมาหากิน โดยยังมีความคุ้มครองที่ถูกต้องตามกฎหมายกำหนด

3) ขอให้สามารถใช้สำเนาทะเบียนรถในการดำเนินการได้ เนื่องจากขั้นตอนการเบิกเล่มทะเบียนตัวจริงมีค่าใช้จ่ายสูงและมีขั้นตอนยุ่งยาก ทำให้เสียโอกาสในการวิ่งงานเพื่อหารายได้ กลุ่มผู้ขับจึงขอให้พิจารณาอนุญาตให้ใช้สำเนาภาพถ่ายทะเบียนรถในการจดทะเบียนแทน ซึ่งทำให้เกิดความรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย

นายวิศรุธ พุฒหอม หนึ่งในตัวแทนกลุ่มผู้ขับขี่ กล่าวว่า “ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ที่ทุกคนต้องเผชิญกับภาวะสงคราม รวมถึงค่าครองชีพและราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ขณะที่พวกเราเองก็ยังต้องการมีอาชีพสุจริตเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวจากการให้บริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และสามารถมีเงินมาใช้ผ่อนชำระค่างวดรถให้ตรงตามกำหนด แต่เงื่อนไขของบริษัทลีสซิ่งและสถาบันการเงินหลายแห่งในปัจจุบันกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้พวกเราไปต่อไม่ได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการนำรถไปจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นไปจนถึง 8 หมื่นบาทต่อคัน จึงอยากขอความเมตตาจากสมาคมฯ เห็นใจคนหาเช้ากินค่ำและช่วยปลดล็อคให้กับเราด้วย”

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ระบุว่า ปัจจุบันมีรถรับจ้างผ่านแอปฯ  ที่ขึ้นทะเบียนในระบบ Driver Verify ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งเป็นระบบที่เปิดให้ผู้ขับรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน สามารถขอใบรับรองการเป็นผู้ขับรถโดยสารธารณะ เพื่อนำไปใช้เป็นเอกสารหลักฐานประกอบการจดทะเบียน รย.17 (รถจักรยานยนต์รับจ้าง) หรือ รย.18 (รถยนต์รับจ้าง) จำนวนทั้งสิ้น 36,896 ราย แต่มีจำนวนไม่ถึงครึ่ง (14,918 ราย) ที่มาขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย 

ทั้งยังมีการกำหนดเส้นตายการจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งหากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วยังพบการกระทำผิด จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยจะถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาทหากผู้ขับใช้รถส่วนบุคคลรับผู้โดยสาร (ไม่จดทะเบียน) และถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือ จำคุกไม่เกิน 1 เดือนหากขับรถสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะ

เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันเข้ามาจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ขบ. ยังได้จัดตั้ง “ศูนย์ ONE STOP SERVICE รับจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน” โดยผู้ขับขี่สามารถดำเนินการครบจบในที่เดียว ตั้งแต่การลงทะเบียน การตรวจสภาพรถ การตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และการจดทะเบียนเปลี่ยนประเภทรถ พร้อมรับชำระค่าธรรมเนียมและภาษี

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันเป็นจำนวนมากที่ต้องเผชิญความท้าทายจากการนำรถยนต์ไปจดทะเบียน ไม่เฉพาะแต่ด้านค่าใช้จ่ายจากการจดทะเบียนและเปลี่ยนประเภทรถยนต์ มูลค่าหรือราคาของรถยนต์ที่ลดลงจากการจดทะเบียน รย.18 แต่ยังรวมถึงระยะเวลาในการจดทะเบียนและจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ โดยเฉพาะใน กทม. ปัจจุบันสามารถให้บริการได้ไม่เกิน 500 คันต่อสัปดาห์ ขณะที่ยังมีคนขับนับหมื่นที่รอจดทะเบียน ซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีถึงจะดำเนินการเสร็จสิ้น ทางกลุ่มผู้ขับจึงได้เรียกร้องให้มีการทบทวนเพื่อขยายเวลาการจดทะเบียนออกไป 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

AESLA ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวงการเวชศาสตร์ความงาม ผ่านการจัดงานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมความงามระดับโลก

AESLA และ AESTELLAR ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมาตรฐาน Gold Standard จัดงาน The Convergence of Aesthetic Science Trends, Technology, and Transformation เปิดเวทีวิชาการที่รวบรวมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมความงาม

ดีอี เตือนข่าวปลอม 'กดรับเงินไทยช่วยไทยพลัส 900 บ./วัน ผ่านลิงก์ SMS' เสี่ยงสูญเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

ดีอี เร่งรัดกระบวนการคืนเงินผู้เสียหายจาก 'สแกมเมอร์' เตรียมพร้อมรับกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ 12 ส.ค.69 นี้

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมาย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตาม พ.ร.ก.มาตรา 13 ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

รมช.ดีอี สั่งการ 'AFNC' สกัดข่าวปลอม 'โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)' เตือน ปชช. ระวัง SMS-ลิงก์ปลอม หลอกลงทะเบียน

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างการลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยตนได้สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center) หรือ AFNC ดำเนินมาตรการเชิงรุก ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการแอบอ้างของมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น

รมช.ดีอี แจงรุกปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด ฟันแล้วกว่า 1,500 รายการ เตือน ปชช.ระวังโฆษณาชวนเชื่อ เช็กให้ชัวร์ก่อนใช้บริการ

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึง กรณีการปราบปรามแอปพลิเคชันสินเชื่อเงินกู้ผิดกฎหมาย และเว็บไซต์หรือ URL ที่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ว่า กระทรวงดีอี มีการทำงานอยู่ 2 แนวทาง ได้แก่

Siam Square Prideverse ตอกย้ำแลนด์มาร์ก Walking Street อันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ และศูนย์กลางพลังสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่

PMCU (สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เดินหน้าสานต่อพลังแห่งความหลากหลายและความเท่าเทียม หลังร่วมสนับสนุนการจัดงาน Bangkok Pride 2026 เปิดพื้นที่ “สยาม-สนามเทพหัสดิน” ดันเทศกาล Pride ชูศักยภาพความพร้อมของกทม. ในการเป็นเจ้าภาพ Bangkok World Pride 2030