‘คลิตี้’ กะเหรี่ยงสุดขอบฟ้าที่ทองผาภูมิ

บ้านคลิตี้ล่าง

เราพาทุกคนทุกท่านเดินทางฝ่าผืนป่า ข้ามผ่านถนนลูกรังทุรกันดารและโคลนตมอันยาวนานกว่าสามชั่วโมง สู่ดินแดนที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขารอยต่อป่าใหญ่ ‘บ้านคลิตี้ล่าง’ จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่... คือการเดินทางเพื่อไปสัมผัสกับ ‘หัวใจ’ ของพี่น้องกะเหรี่ยงผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อความยากลำบาก ท่ามกลางปัญหาการไร้ซึ่งน้ำสะอาด  ไฟฟ้า และเส้นทางคมนาคมที่แสนโหดสาหัส พวกเขากลับเลือกที่จะลุกขึ้นสู้และไม่ยอมแพ้ บันทึกเรื่องราวต่อไปนี้คือการเดินทางที่จะทำให้หัวใจของคุณพองโต ตามมาาา

เส้นทางอันแสนหฤโหดที่จะไปยังบ้านคลิตี้

การเดินทางไปเยือน ชุมชนคลิตี้ ทั้งคลิตี้บนและคลิตี้ล่าง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตรจากตัวอำเภอ บวกกับทางลูกรังและโคลนตมในป่าลึกอีกเกือบสามชั่วโมง ทุกการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าต้องบอกเลยว่าหลุมไม่ต้องหลบ  มันคือบททดสอบความอึดความทนด่านแรกของผู้ร่วมเดินทางทุกคน บอกได้เลยว่าไม่มีใครหลับแน่  มันคือเส้นทางเดียวที่จะทำให้เราได้พบกับเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ควบคู่กับความท้าทายในงานพัฒนาชุมชน

‘ครูเว’ (นางสาวเวย์ณิกา ทองผาภูมิปฐวี)

ในอดีต บรรพบุรุษบุกเบิกผืนดิน ที่นี่เป็นเพียงชุมชนเกษตรกรรมเล็กๆ ปลูกพืชไร่ ข้าว พริก ล่าสัตว์เพื่อเลี้ยงปากท้องจากรุ่นสู่รุ่น แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่าน และมีหน่วยงานรัฐเข้ามาดูแลบ้าง แต่วิถีชีวิตดั้งเดิมที่ผูกพันกับธรรมชาติและสายน้ำป่าก็ยังคงอยู่ เราได้พบกับแกนนำงานพัฒนาชุมชนที่เป็นหญิงเหล็กในพื้นที่ ซึ่งมีนามว่า ครูเว’ หรือนางสาวเวย์ณิกา ทองผาภูมิปฐวี ครูศูนย์การเรียนชุมชน (ศรช. บ้านคลิตี้) สังกัด สกร.อำเภอทองผาภูมิ และกลุ่มเพื่อนสาวกะเหรี่ยงของเขา ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ก้าวออกมาทำงานเพื่อชุมชน ด้วยบทบาทหน้าที่ของความเป็นครู ทำให้ ‘ครูเว’และกลุ่ม ‘เพื่อนสาวชาวกะเหรี่ยง’ ของเขาเข้าไปถึงทุกซอกทุกมุมของชุมชน นอกจากสอนหนังสือ ยังมองถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของชุมชน ทำให้ได้เห็นทุกมิติปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน ทำให้ได้เห็นปัญหาที่แท้จริงว่า ชุมชนแห่งนี้ยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะ น้ำสะอาด’ ที่ใช้บริโภค ปัจจุบันชาวบ้านยังคงต้องเผชิญกับผลกระทบจากสารตะกั่วปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติที่สะสมมานานจากการทำเหมือง ซึ่งได้ยกเลิกสัมปทานไปแล้ว

สภาพบ้านเรือนของชาวกะเหรี่ยงคลิตี้

นอกจากปัญหาของบ้านคลิตี้ล่างเรื่องแหล่งน้ำที่มีสารปนเปื้อนแล้วนั้น ก็ยังมีเรื่องของการเดินทางที่เข้ายังชุมชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ถนนชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ถนนชุมชนก็เช่นกัน ไม่มีไฟฟ้าใช้  ไม่มีน้ำประปา บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ซึ่งปลูกสร้างมาเป็นระยะเวลานานสภาพผุพังตามกาลเวลา ระบบสุขอนามัย ห้องน้ำยังเป็นรูปแบบเดิมคือนั่งราบ

‘วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ยังใช้เบ็ดไม้ไผ่ในการตกปลา’

การจะรักษา ‘บ้าน’ และ ‘วิถีชีวิต’ ดั้งเดิมไว้ท่ามกลางโลกที่หมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว กลับไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้งกรอบเกณฑ์และกฎระเบียบของรัฐกลายเป็นกำแพงที่ปิดกั้นตัวตนของพวกเขา จนกระทั่งการมาถึงของจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างโครงการ ‘บ้านมั่นคงชาติพันธุ์’ จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ที่ให้ชุมชนลุกขึ้นมาออกแบบอนาคตชุมชน  และจัดการทรัพยากรด้วยตัวของเขาเองนี่คือเรื่องราวของการอยู่อาศัยร่วมกับป่าเขา เรามาทำความรู้จักกับเรื่องราว‘บ้านมั่นคงชาติพันธุ์’นี้ไปด้วยกัน

วิถีการหาอยู่กินหาได้ในไร่ที่อุดมสมบูรณ์

เมื่อการเข้ามาของโครงการ‘บ้านมั่นคงชาติพันธุ์’  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก พอช.   ที่นี่ ถือว่าชุมชนแรกและเป็นโครงการแรก ที่มีการออกแบบโครงการโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และความภูมิใจในรากเหง้าของพี่น้องชาติพันธุ์ ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ และบริบทจริงของพื้นที่ สิ่งที่น่าสนใจคือ พอช. ไม่ได้ใช้วิธีจิ้มเลือกพื้นที่ตามใจชอบ หรือนำกรอบสำเร็จรูปเดิมๆ อย่างโครงการบ้านมั่นคงชนบททั่วไปมาใช้ เนื่องจากรูปแบบเดิมอาจมีเงื่อนไขและฟังก์ชันที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตบนดอยหรือในป่าลึก เริ่มต้นจากการทำงานผ่านเครือข่ายพัฒนาที่มีอยู่  กรณีของชุมชนบ้านคลิตี้ ที่เริ่มต้นจากการทำโครงการคนรุ่นใหม่คืนถิ่นร่วมกับ สสส. และ พอช. จนกระทั่งต่อยอดมาสู่การร่วมกันพูดคุยเพื่อออกแบบโครงการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนให้เหมาะกับพื้นที่

ครกกระเดื่องนวดแป้งอันนี้หล่ะใช้กันทั้งหมู่บ้านคลิตี้

โครงการ‘บ้านมั่นคงชาติพันธุ์ชุมชนคลิตี้’ หรือจะเรียกอีกชื่อว่า  ‘คลิตี้โมเดล’  อย่างที่บอกไปในข้างต้น   พอช. ไม่ได้เข้าไปทำให้ หรือไปกำหนดทิศทางว่าชุมชนต้องเดินไปทางไหน แต่เข้ามาทำหน้าที่ พี่เลี้ยง ร่วมกับแกนนำชุมชนในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตก สนับสนุนให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันทำกลุ่มออมทรัพย์ ลุกขึ้นมาสำรวจปัญหา วิเคราะห์ต้นทุนที่มีอยู่ ทั้งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ วัฒนธรรมประเพณีอันงดงามอย่างพิธีผูกข้อไม้ข้อมือ ภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ และพลังของคนรุ่นใหม่ที่กระตือรือร้นอยากพัฒนาบ้านเกิด

ขนมทองโย๊ะ กว่าจะได้กินต้องมีงานบุญสำคัญในชุมชน

ในมุมของการท่องเที่ยว ชุมชนคลิตี้ล่างเปรียบเสมือนเพชรเม็ดงามที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าทุงใหญ่นเรศวร ซึ่งพร้อมจะเปิดบ้านต้อนรับนักเดินทางผู้รักธรรมชาติ ให้เข้ามาเรียนรู้วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม อากาศเย็นสบายไม่ต้องเปิดแอร์  น้ำตกธรรมชาติที่สวยงาม  และสัมผัสความคลาสสิคของผู้คน กรรมวิธีในการปรุงอาหารพื้นถิ่นที่ยังคงไว้ในแบบฉบับเดิมหลากหลายชนิด  “ขนมทองโย๊ะ” ที่ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุก เมล็ดงาดำคั่ว และเกลือเล็กน้อย นำงาคั่วมาตำให้ละเอียดกับเกลือ จากนั้นใส่ข้าวเหนียวนึ่งสุกรูปร่างร้อน ๆ ลงไปตำรวมกันจนเนียนและเข้ากันดี โดยใช้ครกกระเดื่องในการตำแล้วนำมาทอดจิ้มกินกับนมข้นหวาน มีลักษณะคล้ายกือโป๊ะของทางภาคใต้  ถือเป็นขนมมงคลและอาหารพื้นเมืองดั้งเดิมที่นิยมทำในงานสำคัญ "รำตง" ของชาวกะเหรี่ยงคลิตี้ การร่ายรำที่สนุกสนานกับเครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้นของกะเหรี่ยง เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่ผสมผสานระหว่างการร้องเพลง การร่ายรำ และการทำจังหวะ เน้นท่วงท่าที่เรียบง่ายแต่มีความพร้อมเพรียงอย่างงดงาม นิยมจัดแสดงในงานเทศกาลหรือพิธีกรรมสำคัญของหมู่บ้าน เพื่อแสดงความรัก ความสามัคคี และสืบทอดอัตลักษณ์  การแต่งกายที่ยังคงไว้ที่แสดงออกถึงความเป็นชาติพันธุ์ รวมไปถึงการผูกข้อมือรับขวัญ การทอผ้า การตีมีด การสืบทอดภาษากะเหรี่ยงของลูกหลาน ซึ่งโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนบ้านคลิตี้ล่าง นำไปบรรจุเป็นวิชาการเรียน โดยผู้เฒ่าในชุมชนเป็นผู้มาสอน เพื่อให้ เด็ก เยาวชน ไม่ลืมภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง

เด็กในโรงเรียน ตชด. บ้านคลิตี้ล่าง เรียนรู้ภาษากะเหรี่ยง

เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาออกแบบแผนการพัฒนาจัดการตนเองได้แล้ว อีกหนึ่งบทบาทของ พอช. คือการเป็น “ข้อต่อ” เชื่อมโยงหน่วยงานภาคีต่างๆ ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านที่ดิน หรือสาธารณสุข ให้เข้ามาร่วมพัฒนาชุมชนในมิติต่างๆควบคู่กันไปกับการดำเนินงานโครงการ‘บ้านมั่นคงชาติพันธุ์ชุมชนคลิตี้’  โดยมีตัวแทนชุมชนเป็นแกนหลัก

นี่แหละ"รำตง"

สำหรับพี่น้องชาวกะเหรี่ยง บ้านคลิตี้ล่าง การมี "บ้านมั่นคง" คือการได้อยู่ร่วมกับผืนป่าและรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ให้ลูกหลาน หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการให้คนในชุมชนเป็น "พระเอก" ตัวจริงในทุกขั้นตอน ผ่านกระบวนการ 9 ขั้นตอนที่เริ่มต้นตั้งแต่การนั่งล้อมวงคุยกัน จัดตั้ง "กลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคงชนบทบ้านคลิตี้" เพื่อสร้างกองทุนและวินัยทางการเงินร่วมกัน

แต่นี่คือ”รำเอียง”

มีการแบ่งหน้าที่กัน ทั้งฝ่ายข้อมูล ฝ่ายก่อสร้าง และฝ่ายการเงิน พร้อมกับสำรวจความเดือดร้อน ออกแบบผังชุมชนและตัวบ้านร่วมกับสถาปนิก วิศกร จากพอช.และหน่วยงานท้องถิ่น มีงบดูแลครอบคลุมทั้งงบพัฒนากระบวนการและที่อยู่อาศัย งบปรับปรุงสาธารณูปโภค เช่น ประปาภูเขาและไฟฟ้า รวมถึงงบบริหารจัดการชุมชน วงเงินประมาณ 64,500 บาทต่อครัวเรือน

อาหารของชาวกะเหรี่ยงคลิตี้

บ้านของที่นี่มาจากวิถีชีวิตดั้งเดิม ใต้ถุนสูงโปร่ง เอาไว้เก็บฟืน เครื่องมือทำเกษตร หรือให้สัตว์เลี้ยงตัวเล็กหลบแดดหลบฝน พื้นที่เปิดโล่งอเนกประสงค์ ไว้นั่งคุยกันหลังกลับจากไร่ ทอผ้า หรือต้อนรับแขกแบบอบอุ่น ใช้เสาปูนหรือไม้เนื้อแข็งเพื่อความแข็งแรงระยะยาว แต่ฝาบ้านยังคงกลิ่นอายด้วยไม้ไผ่สับฟากหรือไม้กระดานตามข้อตกลงป่าชุมชน ส่วนการดำเนินการซ่อมแซมหรือปรับปรุงบ้าน  ชุมชนนี้ใช้ระบบเครือญาติและความสัมพันธ์มา "ลงแขกสร้างบ้าน"  หรือที่เรียกกันว่า “ช่างชุมชน” แทนการจ้างช่างภายนอก ช่วยประหยัดเงินและสร้างความสามัคคีในชุมชน โครงการบ้านมั่นคงชาติพันธุ์คลิตี้ล่าง อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความเคารพในภูมิปัญญา และหัวใจที่ร่วมมือกันของคนในชุมชน

ผูกข้อมือรับขวัญให้กับลูกหลานในชุมชน

สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือ การลุกขึ้นมาของคนในชุมชน ชาวบ้านคลิตี้ไม่ได้นั่งรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ‘ครูเว’ บอกว่า "วันนี้นักท่องเที่ยวหรือหน่วยงานอาจจะลืมเรา แต่เราจะไม่รอให้ใครมาช่วย เราจะวิ่งไปหาโอกาสด้วยตัวเอง"  มันคือความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการบริหารจัดการกันเอง การอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า รวมถึงความต้องการพื้นฐานที่เรียบง่ายอย่างถนนหนทางที่ปลอดภัยในยามเจ็บป่วยยามวิกฤต ไม่ต้องเสี่ยงคลอดลูกหรือเสียชีวิตระหว่างทาง และระบบไฟฟ้าที่ไม่ต้องพึ่งพาเสาไฟแรงสูง แค่มีแผงโซล่าเซลล์ส่องสว่างยามค่ำคืนให้เด็กๆ ได้อ่านหนังสือ ก็เพียงพอแล้ว

“และนี่คือเสียงหัวใจของคนตัวเล็กๆ ในป่าใหญ่ ที่อยากให้ผู้คนภายนอกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมามองเห็น”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“รมว.พม.” นำทัพลงพื้นที่ภาคใต้ มอบโฉนด-สัญญาเช่าที่ดิน-งบพัฒนากว่า 51 ล้าน เปิด “บ้านมั่นคงพะตง” ต้นแบบบ้านมั่นคงริมรางภาคใต้ เร่งรัดการจัดสรรสิทธิ์ในที่ดินเพื่อยกระดับต้นทุนชีวิต

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ร่วมด้วยนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.

อาลัย 'ป้าเกล็น' แห่งเหมืองสมศักดิ์ จากไปอย่างสงบในวัย 88 ปี

ปิดฉากเรื่องราวหญิงแกร่งแห่งขุนเขาปิล๊อก “ป้าเกล็น” เจ้าของเหมืองสมศักดิ์ เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 88 ปี ครอบครัวเตรียมพิธีไว้อาลัยตามศาสนาคริสต์ ก่อนฌาปนกิจ 29 สิงหาคม และนำอัฐิไปรวมกับสามีตามคำสั่งเสีย

"นิกร โสมกลาง" เยือนสระแก้ว ก่อตั้ง “บ้านมั่นคงชุมชนตาหลังใน” มอบหมาย พอช. ศึกษา “บ้านมั่นคงชายแดน” ฟื้นฟูชุมชน สร้างเสริมความปลอดภัย

นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน จังหวัดสระแก้ว มอบงบประมาณบ้านมั่นคงและพลังงานทางเลือก

“ยศชนัน ควง นิกร” คิกออฟโครงการต้นแบบ “หนุนพลังงานทางเลือก” พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตบ้านมั่นคง

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นิกร โสมกลาง มอบนโยบายเชิงรุก ปลุกพลังขบวนองค์กรชุมชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เชิงรุก นำคณะตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการบริหารงานแก่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เน้นย้ำการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ยกระดับคุณภาพชีวิต และสนับสนุนพลังการจัดการตนเองขององค์กรชุมชนทั่วประเทศเพื่อความยั่งยืนจากฐานราก