
กรุงเทพฯ (18 มีนาคม 2569) – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความสำเร็จของโครงการ “OPOAI-C NEXT STEPs” (โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค) โดยระบุว่า กระทรวงฯ มุ่งยกระดับเกษตรกรไทยจากการเป็นผู้ขายวัตถุดิบ ให้กลายเป็น “นักธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม” เพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตการณ์โลกและสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืนทั้งนี้ กระทรวงฯ ไม่ได้สอนแค่ให้เกษตรกรแปรรูปเป็น แต่กำลังสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งผ่านนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งผลลัพธ์ในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดด มีผู้ประกอบการเข้าร่วมถึง 2,052 ราย เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 229 รายการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 200 ล้านบาท ที่สำคัญเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 27.72% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้เกือบ 3 เท่า โดยในมิติของการตลาด กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่ตลาดสมัยใหม่ (Modern Trade) โดยประสบความสำเร็จในการนำสินค้า 5 แบรนด์เข้าสู่ 7-Eleven และล่าสุดจากการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่าง ป๊อปคอร์นดอย และกล้วยอบกรอบตราปันคำ ได้รับการตอบรับจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำ อาทิ Tops, PT, King Power และ 3M โดยเฉพาะ Tops ที่พร้อมจะเป็น Strategic Partner ในการปั้นผู้ประกอบการหน้าใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการวางจำหน่ายบนห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) โดยช่วยให้ผู้ประกอบการเกือบครึ่งหนึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้เฉลี่ย 31.16% ผ่านการปรับปรุงระบบหลังบ้าน การใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย และการบริหารจัดการโลจิสติกส์สีเขียวที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงาน

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 กระทรวงอุตสาหกรรม
จะเดินหน้าโครงการ OPOAI-C ต่อเนื่องด้วยงบประมาณ 20.8 ล้านบาท เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการอีกกว่า 1,900 คน นอกจากนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมยังได้เตรียมทัพโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมรวมกว่า 10 โครงการหลัก งบประมาณรวมกว่า 89.9 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ด้านสำคัญ คือ การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการส่งเสริมการประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 5.0 อย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ ภายในงานได้มีพิธีมอบรางวัล Best Practices เพื่อเป็นแบบอย่าง (Role Model) ในการพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างต่อเนื่อง รวม 15 รางวัล ดังนี้ รางวัลสุดยอดผู้ประกอบการ (3 รางวัล) โดยมีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากผู้ประกอบการ 110 กิจการทั่วประเทศ โดยผู้ชนะเป็นตัวแทนความสำเร็จใน 3 มิติ ได้แก่ 1.วิสาหกิจชุมชนภูมิไทย จ.แม่ฮ่องสอน (ป๊อปคอร์นดอย) ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบและสร้างเอกลักษณ์สินค้า บนพื้นที่สูง 2.วิสาหกิจชุมชนกล้วยเบรกแตกพ่อผู้ใหญ่ จ.นครราชสีมา ตัวอย่างจากสินค้าชุมชนสู่ตลาดต่างประเทศ พัฒนาศักยภาพการแข่งขันและส่งออกระดับสากล และ 3.วิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชผักสมุนไพรและผลไม้
จ.ลำพูน (ผลไม้ฟรีซดราย) ผู้นำด้านการใช้เทคโนโลยีแปรรูปขั้นสูง (Freeze Dry) เพื่อการแข่งขันในตลาดโลก

สำหรับรางวัลผู้ประกอบการดีเด่น (6 รางวัล) คัดเลือกจากผู้เข้าร่วมโครงการ 229 ราย ผ่านการประเมินศักยภาพรอบด้านและสัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ 1.นายสุขเกษม อินดูไทย จ.สระแก้ว: เครื่องดื่มไข่ผำผสมน้ำนมโอ๊ต ตอบโจทย์เทรนด์ Plant-based 2.วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเพื่อสุขภาพเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์: ผลิตภัณฑ์ Radiant Sleeping Mask จากเมล็ดมะขามด้วยเทคโนโลยีนาโน 3.วิสาหกิจชุมชนว่านสมุนไพรคำกา จ.เพชรบูรณ์ น้ำมันสมุนไพรกลิ่นเลมอนที่มีงานวิจัยและผลทดสอบทางคลินิกรองรับ 4.จันทร์เจ้าเฮิร์บแอนด์บิวตี้ จ.นครศรีธรรมราช Body Oil จากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเชื่อมโยงภูมิปัญญาสู่ตลาดความงาม 5.วิสาหกิจชุมชนยาสีฟันสมุนไพรเอนไซม์เฮิร์บ บุปผาวัน จ.นครสวรรค์ เซรั่มจากดอกบัวออร์แกนิคระดับพรีเมียม และ 6.วิสาหกิจชุมชนข้าวแต๋นน้ำแตงโม จ.สมุทรสาคร การยกระดับขนมไทยดั้งเดิมให้ทันสมัยและแข่งขันได้ นอกจากนี้ มีการมอบรางวัลให้กับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดดีเด่น 6 แห่ง โดยพิจารณาจากบทบาทเชิงรุกในการคัดเลือกและติดตามสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่จนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ได้แก่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, สมุทรปราการ, กาญจนบุรี, สระแก้ว และเพชรบูรณ์
“รางวัลและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือเครื่องหมายรับรองศักยภาพว่าสินค้าเกษตรไทยมีนวัตกรรมและพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก เราจะใช้กลไกของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศ เป็นทัพหน้าในการเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นรายได้ในกระเป๋าของผู้ประกอบการ เพื่อกระจายความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม” นายณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กระทรวงอุตฯ ดัน 'GMT SMEs' By DIPROM ยกระดับ SMEs ไทยด้วยมาตรฐานระดับสากล พร้อม ผนึก 'ส.อ.ท.' ต่อยอดรับแรงแข่งขันการค้าโลก
กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ด้วยมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ผ่านการผลักดัน “Good Manufacturing of Thailand for SMEs : GMT SMEs (GMT By DIPROM)” มาตรฐานการผลิตสำหรับ SMEs ไทย ครอบคลุมการประเมิน 5 ด้านสำคัญ

