สศก. ชี้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในข้าวนาปี ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไร หนุนเกษตรคาร์บอนต่ำ

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และแนวโน้มข้อกำหนดทางการค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภาคเกษตรไทยจำเป็นต้องปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกสินค้าพืชเศรษฐกิจ (ข้าวนาปี)” เพื่อประเมินศักยภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตข้าวนาปี และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการกำหนดนโยบายการผลิตข้าวนาปีอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง BCG Economy Model

การศึกษาครั้งนี้ สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 - 12 (สศท.1 - 12) รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรปีการผลิต 2567/68 ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปีสำคัญ 37 จังหวัดทั่วประเทศ กลุ่มตัวอย่างรวม 534 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรทั่วไป 267 ราย และเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน 267 ราย โดยนำแนวคิดต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดก๊าซเรือนกระจก (Marginal Abatement Cost: MAC) มาใช้วิเคราะห์เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างเกษตรกรทั้ง 2 กลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปียังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความผันผวนและความไม่แน่นอนของราคาข้าว ปัญหาโรคข้าวและแมลงศัตรูพืช สภาพภูมิอากาศ ภัยแล้ง น้ำไม่เพียงพอ รวมถึงต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีและเมล็ดพันธุ์ที่มีราคาสูง ดังนั้น การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จากการเปรียบเทียบระหว่างเกษตรกรทั่วไปและเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน พบว่า การวิเคราะห์ดินก่อนการใส่ปุ๋ย ช่วยให้เกษตรกรประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยลงได้เฉลี่ย 145.62 บาทต่อไร่ โดยเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินมีต้นทุนรวม 4,400.78 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิต 553.57 กิโลกรัมต่อไร่ ได้รับผลตอบแทน 6,105.88 บาทต่อไร่ (ทั้งนี้ คำนวณจากราคาข้าวเปลือกเจ้านาปี ณ ความชื้น 15% เฉลี่ยประมาณ 11,030 บาทต่อตัน ณ วันสำรวจช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2568) และมีกำไร 1,705.10 บาทต่อไร่ หรือ 3.08 บาทต่อกิโลกรัมเมื่อเทียบกับเกษตรกรทั่วไป พบว่า มีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ปุ๋ยทั่วไป ร้อยละ 5.24 ได้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่า ร้อยละ 3.41 และได้กำไรต่อกิโลกรัมสูงกว่าถึงร้อยละ 31.06 สะท้อนว่าแนวทางดังกล่าวสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

ด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า เกษตรกรทั่วไปมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ย 854.64 kgCO₂e ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินปล่อยเฉลี่ย 787.98 kgCO₂e ต่อไร่ หรือลดลง 66.66 kgCO₂e ต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 7.80 เมื่อพิจารณาการใช้ปุ๋ยเคมี พบว่า การใส่ปุ๋ยยูเรียทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) โดยเกษตรกรทั่วไปปล่อยเฉลี่ย 12.68 kgCO₂e ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินปล่อยเพียง 7.41 kgCO₂e ต่อไร่ น้อยกว่าร้อยละ 41.56 ส่วนการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนส่งผลต่อการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N₂O) โดยเกษตรกรทั่วไปปล่อยเฉลี่ย 52.07 kgCO₂e ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินปล่อยเพียง 33.20 kgCO₂e ต่อไร่ น้อยกว่าถึง 18.87 kgCO₂e ต่อไร่ หรือร้อยละ 36.24 เนื่องจากการเลือกใช้สูตรและปริมาณปุ๋ยที่สอดคล้องกับความต้องการของพืช

เมื่อพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม พบว่า การวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ยมีค่าต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดก๊าซเรือนกระจก (MAC) เท่ากับ -6.67 หมายความว่า เมื่อเกษตรกรเปลี่ยนจากการผลิตข้าวนาปีแบบทั่วไปมาใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดการลดก๊าซเรือนกระจก 1 kgCO₂e ได้ 6.67 บาท กล่าวคือ เกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ยังได้รับผลตอบแทนสุทธิสูงขึ้น พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในเวลาเดียวกัน

จากผลการศึกษาจะเห็นได้ว่า การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดการใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N₂O) สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ และมีโอกาสต่อยอดสู่การสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ในระยะต่อไป ควรเร่งขยายผลผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) แปลงใหญ่ และแปลงเรียนรู้ เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรเห็นผลจริงในพื้นที่ สนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงบริการตรวจวิเคราะห์ดินได้สะดวกขึ้น ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เพื่อพัฒนาแนวทางเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ตลาดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี (สศท.6) โทรศัพท์ 0 3835 1398 ในวันและเวลาราชการ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สศก. เดินหน้า “Single Map” พืชเศรษฐกิจ ลดข้อมูลพื้นที่ทับซ้อน หนุนวางแผนผลิต–ตลาดแม่นยำขึ้น

นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่ยืนต้นพืชเศรษฐกิจ เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับติดตามสถานการณ์การผลิต

สศก. เปิดให้บริการ “ปฏิทินการเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร” รู้ล่วงหน้า ข้อมูลไหนออกเมื่อไหร่ ใช้งานง่ายในที่เดียว

นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการ สศก. ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร

สศก. ยกระดับ 1,010 ศกอ. เชื่อมข้อมูลพื้นที่สู่การวางแผนเกษตร ชูทักษะดิจิทัล วิเคราะห์สถานการณ์ ถ่ายทอดความรู้

นายครองศักดิ์ สงรักษา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจการเกษตรอาสา หรือ ศกอ. เป็นเครือข่ายภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง สศก.

สศก. ดันโมเดล ASP จับคู่บริการเครื่องจักรกลเกษตรช่วยเกษตรกร รับมือแรงงานสูงวัย

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรับมือกับข้อจำกัดด้านแรงงานภาคเกษตรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยเฉพาะการส่งเสริมการใช้ เครื่องจักรกลทางการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนา ผู้ให้บริการทางการเกษตร (Agricultural Service Provider: ASP)

สศก. ร่วมกับ กสก. ลุยต่อเนื่อง ปิดจ๊อบฐานข้อมูลเกษตร 75,000 หมู่บ้าน ดึง อกม. สำรวจพื้นที่คงเหลือ 18,000 หมู่บ้านผ่าน Frame-asa ปี 2569

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์

สศก. เร่งวางแผนโลจิสติกส์เกษตร ปี 2571-2575 รับมือ Climate Change หนุน Green Logistics ยกระดับสินค้าเกษตรไทย

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ระบบโลจิสติกส์ ภาคการเกษตร เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาด ตั้งแต่การรวบรวม ขนส่ง แปรรูป กระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งออก หากมีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุน รักษาคุณภาพผลผลิต เพิ่มโอกาสทางการตลาด และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรไทย