'กระทิงดุ' ฟอร์มดีกว่า 'ฟ้าขาว' เกมนัดชิงฯ บอลโลก 2026 อาจไม่ยืดเยื้อ

เดินทางมาถึงการแข่งขันแมตช์สุดท้ายประจำทัวร์นาเมนต์ สำหรับรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลก 2026 ที่จะปิดฉากกันที่ เมต ไลฟ์ สเตเดียม เมืองอีสต์ รูเธอร์ฟอร์ด รัฐนิว เจอร์ซีย์ ความจุ 82,500 คน ท่ามกลางสักขีพยานสำคัญ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่จะเดินทางเข้ามาชมเกมแบบติดขอบสนาม

ครั้งนี้จะเป็นการดวลกันระหว่างแชมป์ยูโร 2024 อย่าง ทีมชาติสเปน พบ แชมป์เก่า และแชมป์โกปา อเมริกา 2024 อย่าง ทีมชาติอาร์เจนตินา ฟาดแข้งกันในค่ำคืนวันที่ 19 กรกฎาคม หรือตรงกับเช้าตรู่ วันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย โดยช่อง โมโนแม็กซ์ สปอร์ต หมายเลข 29 ถ่ายทอดสดให้ชมกันแบบฟรีๆ

ทีมชาติสเปน ภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ เด ลา ฟอนเต ฟอร์มการเล่นของพวกเขาถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ แม้นัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มจะทำได้แค่เสมอกับ เคปเวิร์ด ไร้สกอร์ 0-0 แต่หลังจากนั้นพวกเขาเอาชนะคู่แข่งได้ 6 นัดรวด แถมรอบน็อกเอาท์ตั้งแต่ 32 ทีมสุดท้าย อัดคู่แข่งภายในเวลา 90 นาทีได้ทั้งหมด ไม่ต้องเหนื่อยเล่นในช่วง 120 นาที แถมทั้ง 7 นัดที่พวกเขาลงทำการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์นี้ เสียไปแค่ 1 ประตู ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่พบกับ เบลเยียม

ส่วนในรอบรองชนะเลิศก็เปิดโรงเรียนสอนฟุตบอลให้กับทีมชาติฝรั่งเศส โดยทัพ “กระทิงดุ” เหนือกว่าทุกกระบวนท่า กำราบทัพ “ตราไก่” แบบหมดจด ด้วยสกอร์ 2-0 ซึ่งพวกเขาเหนือกว่าทั้งการครองบอล และการจบสกอร์ ส่งอดีตแชมป์เมื่อปี 2018 ไปชิงอันดับ 3 ซึ่งในเวิลด์ คัพ 2026 จะถือเป็นนัดชิงชนะเลิศของทีมชาติสเปน ในรอบ 26 ปี หลังจากก่อนหน้านี้พวกเขาเคยคว้าแชมป์โลกสมัยแรกมาครองในปี 2010

สภาพความพร้อมของทีมในเกมนี้ไร้ปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บ หรือติดโทษแบน นักเตะตัวหลักพร้อมลงสนามทุกคน นำทัพโดย 4 แนวรุก อย่าง ลามีน ยามาล, มิเกล โอยาร์ซาบาล, ดานี โอลโม และอเล็กซ์ บาเอนา โดยมี โรดรี กับ ฟาเบียน รุยซ์ ประสานงานในแผงมิดฟิลด์ ส่วน 4 กองหลัง ใช้ มาร์ค คูคูเรยา ในตำแหน่งแบ็คซ้าย เปโดร ปอร์โร ยืนแบ็คขวา และคู่เซ็นเตอร์ อายเมริก ลาปอร์ต กับ เปา คูบาร์ซี

ทางฝั่ง อาร์เจนตินา ของกุนซือลิโอเนล สกาโลนี แชมป์เก่าเมื่อ 4 ปีก่อน กำลังลุ้นคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4 แม้จะฝ่าฟันจนมาถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่ต้องบอกว่าฟอร์มการเล่นกระท่อนกระแท่นสุดๆ โดยในรอบแบ่งกลุ่มเก็บชัยเหนือคู่แข่งทั้ง 3 นัดรวด แต่เมื่อเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ เกือบจะไม่รอดอยู่หลายนัด แต่ก็กลับมาได้ทุกนัด เริ่มจากรอบ 32 ทีม ต้องออกแรง 120 นาที กว่าจะเอาชนะ เคปเวิรด์ 3-2 ต่อด้วยรอบ 16 ทีม โดน อียิปต์ นำไปก่อน 2-0 แต่โกงตายพลิกสถานการณ์กลับมาเฉือนคู่แข่ง 3-2 ส่วน รอบ 8 ทีม ต้องเล่น 120 นาที กว่าจะเอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เหลือ 10 คน 3-1 และในรอบตัดเชือกตกเป็นรอง อังกฤษ 0-1 แต่ในช่วง 5 นาทีสุดท้าย รวมทดเจ็บ ยิง 2 ลูกรวด แซงชนะมาได้แบบเหลือเชื่อ

สภาพความพร้อมของทีมในเกมนี้ตัวหลักทุกคนไม่มีปัญหาบาดเจ็บ หรือติดโทษแบน ทุกคนพร้อมลงสนาม นำทัพโดย ลิโอเนล เมสซี จอมทัพตัวเก่ง ซึ่งไม่ว่าผลจะจบลงอย่างไรนี่ก็จะเป็นเวิลด์ คัพ หนสุดท้ายในชีวิตของเขา โดยจะจับคู่แดนหน้าร่วมกับ ฮูเลียน อัลวาเรซ ส่วน 4 มิดฟิลด์ ประกอบไปด้วย เลอันโดร ปาเรเดส, โรดริโก เดอ ปอล, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และเอ็นโซ เฟร์นันเดซ ขณะที่ 4 แนวรับ ก็จะใช้ชุดเดิม อย่าง นาฮูเอล โมลินา, คริสเตียน โรเมโร, ลิซานโดร มาร์ติเนซ และนิโคลัส ทาเกลียฟิโก

คู่นี้ไม่ได้เจอกันบ่อยเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่จะเป็นการดวลกันในเกมอุ่นเครื่องเสียมากกว่า หนสุดท้ายที่ทั้งสองทีมโคจรมาพบกับในฟุตบอลโลก ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 1966 ในรอบแบ่งกลุ่ม เป็น อาร์เจนตินา ที่เฉือนชนะ 2-1 ส่วนการดวลกันในเกมกระชับมิตรเมื่อปี 2018 เป็น สเปน ที่ไล่ต้อนเอาชนะไป 6-1

หากมองตามฟอร์มการเล่น สเปน ดูดีกว่าแน่นอน เพราะพวกเขาไม่เคยต้องเหนื่อยเล่นในช่วง 120 นาที เลยแม้แต่เกมเดียวในรอบน็อกเอาท์ ส่วนทางกับ อาร์เจนตินา ที่ต้องเหนื่อยแทบทุกนัด เพราะรูปเกมแทบไม่ได้ดีกว่าทีมอื่น ดูแล้วเกมนี้ “กระทิงดุ” ที่มาเรื่อยๆ แต่ร้อนแรงเหลือเกิน น่าจะเป็นฝ่ายปิดจ๊อบเอาชนะไปได้ใน 90 นาที ด้วยสกอร์ 2-1

เพิ่มเพื่อน