
'คณะกรรมการตรวจสอบช่องโหว่คดีกักตุนน้ำมัน' เผยมติสำคัญ หากตรวจสอบพบหน่วยงานรัฐ-เจ้าหน้าที่รัฐละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เอื้อประโยชน์ ร่วมขบวนการกักตุนน้ำมัน ซ้ำเติมทุกข์ประชาชนช่วงวิกฤติตะวันออกกลาง พร้อมชงนายกฯ ตั้งกก.สอบวินัยร้ายแรงและโทษอาญา ย้ำชัด ต้องสร้างระบบใหม่ในเรื่องกำกับดูแลพลังงาน เพื่อป้องกันเหตุน้ำมันขึ้นราคาในอนาคต แต่กลับมีไอโม่งคอยตุนเก็งกำไร
22 พ.ค.2569 - ที่กระทรวงยุติธรรม เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ครั้งที่ 1 พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) และนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เลขาธิการฯ ศอ.บต.) และคณะกรรมการฯ เข้าร่วม ซึ่งภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้ใช้เวลาประชุมหารือ 1 ชม. จากนั้นกรรมการทั้งหมดได้ทยอยเดินออกจากห้องประชุม 10-01
โดยผู้สื่อข่าวได้เฝ้ารอสัมภาษณ์กรรมการที่บริเวณโถงชั้น 2 อาคารกระทรวงยุติธรรม และพยายามสอบถามนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เลขาธิการฯศอ.บต.) ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และพยายามสอบถามนายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในฐานะกรรมการ แต่ปรากฏว่าทั้งคู่ไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด บอกเพียงแค่ว่า “ให้ทางกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้แถลงแทน”
ขณะที่มีรายงานภายในที่ประชุมคณะกรรมการฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติมอีก 4 คณะ เนื่องจากต้องตรวจสอบในหลายมิติการทำงานของหน่วยงานเกี่ยวข้องต่าง ๆ ซึ่งสาระสำคัญในการหารือวันนี้ คณะกรรมการฯ จะเน้นในเรื่องการสร้างนโยบายมาตรการสำคัญเพื่อคานอำนาจถ่วงดุลข้อมูลหน่วยงานที่สอบสวนเรื่องการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด เพราะปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นค่อนข้างกระทบต่อชีวิตพี่น้องประชาชน ก็ต้องย้อนกลับไปดูทั้งหมดว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลตรวจสอบ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเต็มที่หรือไม่ เพราะถ้าหากไม่เกิดวิกฤติพลังงานสงครามตะวันออกกลางดังกล่าว ก็คงไม่ทำให้ได้เห็นภาพปัญหาต่าง ๆ ที่คนไทยต้องเผชิญ หรือ แม้กระทั่งการเกิดขึ้นของขบวนการลักลอบนำน้ำมันออกจากระบบ จนทำให้ประชาชนไม่มีน้ำมันเติมที่ปั๊ม ดังนั้น การรื้อระบบใหม่ในเรื่องจัดการพลังงานต้องเข้มข้นมากขึ้น และต้องระบุหน้าที่ให้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รายใดรับผิดชอบในเรื่องใดบ้าง
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ก็มีความประสงค์ให้ดำเนินการอย่างโปร่งใสมากที่สุด เพราะต้องยอมรับว่าแต่ละหน่วยงานก็จะมีตัวเลขข้อมูลของตัวเองที่จะใช้ชี้แจงในเรื่องของการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่คณะกรรมการฯ ก็ไม่สามารถเชื่อข้อมูลของหน่วยงานได้ทั้งหมดโดยปราศจากข้อสังเกต เพราะที่ผ่านมา เมื่อเรียกดูข้อมูล แต่ข้อมูลกลับไม่สอดคล้องกัน
รายงานภายในที่ประชุมคณะกรรมการฯ เผยอีกว่า คณะกรรมการฯ จะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในแต่ละสัปดาห์ เพื่อที่จะดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่กำกับดูแลตรวจสอบเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนใดบ้าง และมีช่องโหว่ หรือข้อสังเกตส่วนใดหรือไม่ที่ต้องนำไปขยายผลเพิ่มเติม และหากมีข้อสงสัยในประเด็นใดที่อาจเข้าข่ายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทางคณะกรรมการฯ ก็สามารถเรียกเชิญหน่วยงานนั้น ๆ มาให้การชี้แจงได้เช่นเดียวกัน และยิ่งในกรณีหากพบความผิดปกติจากการปฎิบัติหน้าที่ของหน่วยงานนั้น ๆ ที่ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบ หรือชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงตามหลักฐาน คณะกรรมการฯ ก็สามารถประชุมและมีมติขอให้ดำเนินคดีอาญาและตั้งกรรมการสอบสวนวินัยกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐได้ โดยจะเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนายกรัฐมนตรีจะได้มอบหมายให้มีมาตรการดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อไป ฉะนั้น ระบบการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ จะช่วยบอกได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อยับยั้งความเสียหายของพี่น้องประชาชน
รายงานภายในที่ประชุมคณะกรรมการฯ เผยต่อว่า ในการทำงานของคณะกรรมการฯ จะเน้นการตรวจสอบช่องโหว่ในคดีการสืบสวนสอบสวนการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจะไม่ไปก้าวก่ายสำนวนการสอบสวนที่เป็นโทษทางอาญา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกรมธุรกิจพลังงาน
รายงานภายในที่ประชุมคณะกรรมการฯ เผยด้วยว่า เพื่อความยั่งยืนในเรื่องการกำกับดูแลป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากในอนาคตยังคงประสบภาวะวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งก็อาจมีในเรื่องของการปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง คณะนี้ก็จะได้ช่วยประมวลข้อมูล เสนอแนะ วิธีแก้แก้ไขปัญหา นโยบายมาตรการต่าง ๆ ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อออกระเบียบ หรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง หรือกำกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดในด้านพลังงาน ไม่ให้มีน้ำมันขาดแคลนกระทบต่อชีวิตพี่น้องประชาชนอีก ฉะนั้น ในตอนนี้คณะกรรมการฯ จะมอนิเตอร์ในส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบการกัหตุนน้ำมันเชื้อเพลิง และรายงานนายกรัฐมนตรีรับทราบเพื่อแก้ไขปัญหา หรือมีคำสั่งมาตรการต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดไทม์ไลน์พิรุธสอบวินัย 'ผอ.ยักษ์' กังขาสปีดฟ้าผ่า 'ปลัด ยธ.'
กางไทม์ไลน์พิรุธสอบวินัย 'ผอ.ยักษ์' สปีดฟ้าผ่า 'ปลัดปิยะศิริ' เซ็นตั้ง กก. ใน 2 วัน สวนทางเรื่องเดิมค้าง 8 เดือนสมัย 'พงษ์สวาท' จี้เปิดแฟ้มเคลียร์ให้ชัด มีพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ เหตุใดไร้ไต่สวนรอบด้าน
ปากพาซวย! ปลัด ยธ.ตั้ง กก.สอบ 'ผอ.ยักษ์' จ้อคดีแตงโม
'รุทธพล'แจงปมปลัดยุติธรรมตั้งกรรมการสอบ 'ผอ.ยักษ์' หลังให้สัมภาษณ์คดีแตงโมโดยไม่ได้รับอนุญาต ชี้เป็นการดำเนินการระเบียบหลังมีเรื่องร้องเรียนซ้ำ ยันไร้เกมการเมืองสกัดขาขึ้นรองอธิบดี
ตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรง 2 ปลาซิวดีเอสไอพันโกงสอบท้องถิ่น
'รุทธพล' เผยดีเอสไอตั้ง คกก.สอบวินัยร้ายแรง 2 จนท.เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ก๊วนนายกเฮง
เจอกันที่ศาล! 'รุทธพล' หนุน 'ทนายอั๋น' ฟ้องหมิ่นประมาท
'รุทธพล' เห็นด้วย 'ทนายอั๋น' ฟ้องหมิ่นประมาท ชี้เป็นเรื่องดี เอาข้อเท็จจริงไปสู้กันที่ชั้นศาล โอดคำสัมภาษณ์ถูกตัดบางช่วง
'รมว.ยธ.' บอกคดีฟอเร็กซ์ส่งอัยการ ก.ย.นี้
'รุทธพล' เผย พนักงานสอบสวนวางกรอบส่ง 'คดี Forex-3D' ให้อัยการภายใน ก.ย.นี้ ย้ำไม่ทราบรายละเอียดสำนวน
ดีเอสไอออกหมายเรียก 'สมชาติ' แจง 7 ก.ย.นี้
'รุทธพล' เผย 'สมชาติ' ได้หมายเรียกคดีนอมินีอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตแล้วดีเอสไอนัด 7 ก.ย.

