อดีตผู้พิพากษาฯ ชำแหละเปิดสำนวน ‘ฮั้ว สว.’ ผิดกฎหมายหรือไม่

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กาง 6 กฎหมายวิเคราะห์ปมเปิดข้อมูลสำนวน “ฮั้ว สว.” ของ DSI-กกต. ชี้ต้องแยก “ความลับในราชการ-ชั้นความลับ-ข้อห้ามเปิดเผย” ออกจากกัน การเปิดเผยบางส่วนอาจผิดได้ แต่ไม่ใช่ผิดอาญาโดยอัตโนมัติ ต้องดูที่มา ประเภทข้อมูล สถานะผู้เปิดเผย และองค์ประกอบกฎหมายเป็นรายกรณี

6 กันยายน 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เปิดสำนวน ‘ฮั้ว สว.’ ผิดกฎหมายจริงหรือ? หรือสังคมกำลังถูกหลอกด้วยคำว่า ‘เอกสารลับ’?” ระบุว่า

กรณีการเปิดเผยข้อมูลจากสำนวนที่เกี่ยวข้องกับคดี “ฮั้ว สว.” กำลังเป็นประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ เพราะข้อมูลที่ถูกนำมาเปิดเผยไม่ได้มีเพียงข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีพิเศษที่ 24/2568 แต่ยังเกี่ยวพันกับข้อมูลและสำนวนการสืบสวนและไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย

หลายวันที่ผ่านมา มีกูรูให้ความเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลหรือเอกสารทางราชการ แม้เพียงบางส่วน หากเป็นข้อมูลที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจมีความผิดได้

หลักคิดเรื่องการคุ้มครองข้อมูลของทางราชการย่อมมีเหตุผล แต่การจะสรุปว่าใคร “มีความผิด” หรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่า ข้อมูลมาจาก DSI หรือ กกต. เป็นข้อมูลประเภทใด ได้มาอย่างไร อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับใด และผู้เปิดเผยมีหน้าที่รักษาความลับหรือไม่ เพราะ “ความลับในราชการ” กับ “ข้อมูลข่าวสารลับของทางราชการ” ไม่ใช่คำที่ใช้แทนกันได้ทุกกรณี

นายวัสระบุว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องมี 6 ฉบับ ได้แก่

1. พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 3 (1), 26, 27, 79 และ 80

กฎหมายนี้คุ้มครอง “ข้อมูลส่วนบุคคล” ไม่ใช่เอกสารราชการทุกชนิด โดยวางข้อจำกัดพิเศษต่อข้อมูลอ่อนไหว เช่น ความคิดเห็นทางการเมือง ประวัติอาชญากรรม และข้อมูลสุขภาพ ตามมาตรา 26 ห้ามผู้ควบคุมข้อมูลใช้หรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ตามมาตรา 27

กฎหมายกำหนดโทษกรณีผู้ควบคุมข้อมูลฝ่าฝืนเกี่ยวกับข้อมูล เอาผิดผู้ที่ล่วงรู้ข้อมูลส่วนบุคคลจากการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ. แล้วนำไปเปิดเผย โดยมีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น การเปิดเผยตามหน้าที่ หรือเพื่อการสอบสวนและพิจารณาคดี หรือ “เพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ” (Important Public Interest)

ดังนั้น ไม่ใช่ข้อมูลในสำนวนทุกอย่างจะตกอยู่ภายใต้ PDPA และไม่ใช่การเปิดเผยทุกกรณีจะเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทใด ใครเป็นผู้ควบคุมหรือผู้ล่วงรู้ และการเปิดเผยเข้าองค์ประกอบมาตราใดหรือไม่

2. พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15, 20 และ 41

กฎหมายให้อำนาจหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ “อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย” ข้อมูลบางประเภท เช่น ข้อมูลที่การเปิดเผยอาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ ข้อมูลที่กระทบความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัว หรือข้อมูลที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย ตามมาตรา 15

มาตรา 20 คุ้มครองเจ้าหน้าที่จากความรับผิดในบางกรณีที่เปิดเผยข้อมูลโดยสุจริตและถูกต้องตามระเบียบ หรือได้รับคำสั่งให้เปิดเผยเพื่อประโยชน์ที่สำคัญยิ่งกว่า และอาจกำหนดเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลได้ ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้มิได้วางหลักว่า “ข้อมูลราชการที่ไม่เปิดเผย = ความลับที่ห้ามเปิดเผยทุกกรณี” และมาตรา 41 ก็ไม่ใช่บทลงโทษทั่วไปสำหรับการเปิดเผยเอกสารลับ แต่เป็นบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา 20

3. พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 74

กฎหมายห้าม “ผู้ใด” ดักรับ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความ ข่าวสาร หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลักสำคัญจึงอยู่ที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคม และการดักรับ ใช้ หรือเปิดเผยเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ว่าข้อมูลใดก็ตามที่ปรากฏอยู่ในสำนวน หรือมีต้นทางจากการสื่อสารทางโทรศัพท์จะมีความผิดโดยอัตโนมัติ

4. พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 41

กฎหมายกำหนดให้ กกต. ต้องสืบสวนหรือไต่สวนเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยและมีหลักฐานหรือข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม และกำหนดข้อห้ามสำคัญว่า ห้ามบุคคลใดเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้ระบุตัวผู้แจ้ง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรา 41 มาตรา 32 (3) หรือมาตรา 47 เว้นแต่เปิดเผยเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจ ตามกฎหมาย หรือตามคำสั่งศาล

ดังนั้น สำหรับ “สำนวนฮั้ว สว.” ของ กกต. ต้องพิจารณาโดยเฉพาะว่า ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากกระบวนการตามมาตรา 41 หรือไม่ และผู้เปิดเผยมีอำนาจหรือข้อยกเว้นตามกฎหมายหรือไม่

5. พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 มาตรา 25 และ 26

ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า เอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ส่งผ่านไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี DSI เป็นหนังสือก่อน แล้วจึงยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เพื่อขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ได้มาซึ่งข้อมูลดังกล่าว ตามมาตรา 25

มาตรา 26 ห้ามเปิดเผยข้อมูลที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการดังกล่าว เว้นแต่เข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ควรตีความว่าข้อมูลทุกชิ้นในสำนวน DSI เป็นข้อมูลที่ห้ามเปิดเผยโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาก่อนว่าข้อมูลนั้นได้มาเนื่องจากกระบวนการพิเศษนี้หรือไม่

6. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164

มาตรา 164 เป็นความผิดเฉพาะสำหรับ “เจ้าพนักงาน” ที่รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ แล้วกระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ จนทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น มีโทษทางอาญา

ดังนั้น มาตรานี้ไม่ได้บัญญัติให้บุคคลทั่วไปทุกคนที่นำข้อมูลราชการไปเผยแพร่มีความผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาให้ครบว่า ผู้กระทำเป็น “เจ้าพนักงาน” หรือไม่ รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการหรือไม่ และการเปิดเผยนั้น “มิชอบด้วยหน้าที่” หรือไม่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด

บุคคลภายนอกจะมีความผิดได้ก็ต่อเมื่อเข้าข่ายเป็น “ผู้ใช้” ตามมาตรา 84 หรือ “ผู้สนับสนุน” ตามมาตรา 86 ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีเจตนาชักจูงหรือช่วยเหลือนำเอกสารหลุดออกมา ไม่ใช่เพียงแค่เป็นผู้รับข้อมูลที่รั่วไหลมาแล้วนำไปพูดต่อ เพราะต้องพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ทั้งสถานะของผู้กระทำ ความเป็นความลับ การรู้หรืออาจรู้ และการกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่

นายวัสกล่าวต่อถึงประเด็น “ลับ–ลับมาก–ลับที่สุด” ว่า ระบบการกำหนดชั้นความลับของข้อมูลข่าวสารของทางราชการอยู่ภายใต้ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และกำหนด “ข้อมูลข่าวสารลับ” และชั้นความลับไว้ 3 ระดับ คือ ลับ ลับมาก และลับที่สุด

จึงควรแยกคำว่า “ข้อมูลข่าวสารลับของทางราชการ” ออกจากคำว่า “ความลับในราชการ” ที่สำคัญคือ การที่ข้อมูลไม่ได้ถูกกำหนดชั้น “ลับ–ลับมาก–ลับที่สุด” ไม่ได้หมายความว่าเปิดเผยได้เสมอไป เพราะอาจมีกฎหมายเฉพาะกำหนดข้อห้ามหรือหน้าที่รักษาความลับไว้

นายวัสระบุว่า “ไม่ใช่เอกสารลับ” ไม่ได้แปลว่า “เปิดเผยได้” ข้อมูลในสำนวน กกต. อาจอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตาม พ.ร.ป. กกต. มาตรา 41 ขณะที่ข้อมูลของ DSI หากเป็นข้อมูลที่ได้มาจากกระบวนการตามมาตรา 25 ก็ต้องพิจารณามาตรา 26

จึงมีหลักง่าย ๆ ว่า “ไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารลับ” ไม่เท่ากับ “เปิดเผยได้โดยเสรี” แต่ในทางกลับกัน “เป็นข้อมูลข่าวสารลับ” ก็ไม่เท่ากับ “ผู้เปิดเผยทุกคนมีความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ”

สำหรับประเด็น “เปิดเผยบางส่วน” นายวัสเห็นว่าอาจผิดได้ แต่ไม่ใช่ผิดโดยอัตโนมัติ ความเห็นที่ว่า การเปิดเผยเพียงบางส่วนก็อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่กฎหมายห้ามเปิดเผยนั้นรับฟังได้ เพราะการนำข้อมูลต้องห้ามออกมาเพียงบางส่วนไม่ได้ทำให้ข้อจำกัดทางกฎหมายหายไป

แต่ไม่ควรขยายความเป็นว่า “เปิดเผยบางส่วน = มีความผิดอาญาแล้ว” เพราะยังต้องพิสูจน์ว่า ข้อมูลมาจากไหนและได้มาโดยชอบหรือไม่ เป็นข้อมูลประเภทใดและมีกฎหมายใดห้ามเปิดเผย ใครเป็นผู้เปิดเผยและมีหน้าที่รักษาความลับหรือไม่ มีอำนาจหรือข้อยกเว้นให้เปิดเผยหรือไม่ และการกระทำครบองค์ประกอบความผิดตามมาตราที่กล่าวหาหรือไม่ โดยเฉพาะมาตรา 164 ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้กระทำเป็น “เจ้าพนักงาน” และการเปิดเผยเป็นการกระทำ “โดยมิชอบด้วยหน้าที่” หรือไม่

ส่วน การเปิดเผยข้อมูลทางจอทีวี นายวัสระบุว่า ต้องแยกบทบาทและที่มาของข้อมูล ไม่ควรสรุปจากข้อเท็จจริงเพียงว่า “มีการเผยแพร่ข้อมูลจากสำนวน” แต่ต้องตรวจสอบว่า ข้อมูลส่วนใดมาจาก DSI ข้อมูลส่วนใดมาจาก กกต. และแต่ละบุคคลมีบทบาทอย่างไรในการได้มาและการเปิดเผย

หากเป็นข้อมูล DSI ต้องพิจารณามาตรา 25–26 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ หากเป็นข้อมูลจากกระบวนการของ กกต. ต้องพิจารณามาตรา 41 แห่ง พ.ร.ป. กกต. และหากเป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลการสื่อสารทางโทรคมนาคม ก็ต้องพิจารณากฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ดังนั้น ในชั้นนี้ การกล่าวว่าผู้เปิดเผย “มีความรับผิด” หรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติ

นายวัสยังกล่าวถึง เอกสิทธิ์ของ สส. ว่า การนำข้อมูลไปอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร กับการนำข้อมูลเดียวกันไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เป็นคนละประเด็นที่ต้องแยกพิจารณา หากเป็นการอภิปรายภายใต้การปฏิบัติหน้าที่ของ สส. ย่อมต้องพิจารณาหลักเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วย แต่ไม่ควรตีความโดยอัตโนมัติว่า เอกสิทธิ์ในสภาจะครอบคลุมการเผยแพร่เอกสารหรือข้อมูลต่อสาธารณะทุกช่องทาง

สำหรับทางออกตามหลักนิติธรรม นายวัสระบุว่า การที่ข้อมูลเกี่ยวกับคดี “ฮั้ว สว.” เป็นเรื่องสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ได้หมายความว่าทางออกมีเพียงการนำสำนวนที่หลุดออกมาเผยแพร่ ยังมีช่องทางตามกฎหมาย เช่น การตรวจสอบผ่านรัฐสภา การขอข้อมูลตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือการตรวจสอบผ่านหน่วยงานและศาลที่มีอำนาจ

อย่างไรก็ตาม การขอสำนวนตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับสำนวนทั้งหมด เพราะยังมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่มีกฎหมายเฉพาะห้ามเปิดเผย

นายวัสระบุอีกว่า อย่าเอา “ความลับ” “ชั้นความลับ” และ “ข้อห้ามเปิดเผย” มาปนกัน กรณีสำนวน “ฮั้ว สว.” ทั้งของ DSI และ กกต. สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “ความลับในราชการ” “ข้อมูลข่าวสารลับของทางราชการ” และ “ข้อมูลที่กฎหมายเฉพาะห้ามเปิดเผย” ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน

ข้อมูลหนึ่งอาจเป็นความลับตามกฎหมายเฉพาะโดยไม่ต้องมีตรา “ลับ” ขณะที่ข้อมูลอีกประเภทหนึ่งอาจเป็น “ข้อมูลข่าวสารลับ” ที่มีชั้น ลับ–ลับมาก–ลับที่สุด

ดังนั้น คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เพียง “สำนวนฮั้ว สว. เป็นเอกสารลับหรือไม่?” แต่ต้องถามว่า “ข้อมูลส่วนใดมาจากหน่วยงานใด ได้มาโดยวิธีใด อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับใด ใครมีหน้าที่รักษาความลับ และการเปิดเผยนั้นมีกฎหมายให้อำนาจหรือข้อยกเว้นหรือไม่?”

“การ ‘ไม่เห็นตราลับ’ ไม่ได้แปลว่าเปิดเผยได้เสมอไป แต่ในทางกลับกัน ‘เห็นว่าเป็นข้อมูลลับ’ ก็ไม่ได้แปลว่าผู้เปิดเผยทุกคนมีความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ”

นายวัสสรุปว่า กรณีสำนวน “ฮั้ว สว.” กำลังสะท้อนการปะทะกันระหว่าง “การรักษาความลับตามกระบวนการของรัฐ” เพื่อไม่ให้กระทบต่อรูปคดี กับ “สิทธิการรับรู้ของประชาชน (Right to Know)” ในคดีทุจริตระดับชาติ

การใช้กฎหมายขู่ให้สังคมตื่นตระหนกด้วยการอ้างบทลงโทษจำคุก โดยไม่พิจารณาองค์ประกอบความผิดและสถานะของบุคคล อาจถูกมองได้ว่าเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปาก (SLAPP) ในทางกลับกัน การเปิดเผยข้อมูลก็ต้องทำอย่างระมัดระวังไม่ให้กระทบต่อสิทธิของผู้บริสุทธิ์

“ดังนั้น คำถามที่ถูกต้องในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘เอกสารนี้ลับหรือไม่?’ แต่คือ ‘การเปิดเผยความจริงครั้งนี้ ทำเพื่อปกป้องใคร และเพื่อประโยชน์ของสาธารณะใช่หรือไม่?’ องค์กรกระบวนการยุติธรรมและศาลไทยพึงเป็นผู้ดึงดุลยภาพนี้ให้กลับมาเที่ยงตรงตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง” นายวัส ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มติ กกต.14 ก.ย. คดีฮั้ว สว.จบแบบไหน?

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประชุมลงมติในคำร้อง"คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา"หรือ"คดีฮั้วสว."ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และคาดว่ามติของกกต.ไม่ว่าจะออกมาอย่างใด จะมีผลทางการเมืองและต่อองค์กรอิสระอย่างกกต.ตามมาแน่นอน

บก.ปปป.ยืนยัน ไร้‘นักการเมือง’ พันโกงท้องถิ่น!

กกต.ฟันอาญาผู้สมัครสมาชิก อบจ.และนายก 99 ราย ปมรู้อยู่แล้วขาดคุณสมบัติยังสมัครชิงเก้าอี้ “บก.ปปป.” ย้ำโกงสอบท้องถิ่นไร้นักการเมืองเอี่ยว “ปชป.” ขู่เกาะติดหาตัวการใหญ่ จ่อร้อง ป.ป.ช.

'ศิริกัญญา' เชื่อ 'ภูมิใจไทย' เล่นเกมลากยาว ขวางฝ่ายค้านอภิปราย 'โกง สว.' ในสภาฯ

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เพจพรรคภูมิใจไทยออกมาโพสต์เตือนการอภิปรายรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.) ที่อาจจะกลายเป็นการซักฟอกองค์กรอิสร

'ศุภชัย' จวกฝ่ายค้านตรวจสอบหรือกดดัน กกต. ไม่ควรใช้สภาฯชี้นำคดีฮั้ว สว.

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีการอภิปรายที่จะมาถึงของฝ่ายค้าน ตั้งคำถามว่า ‘ตรวจสอบ กกต. หรือกำลังกดดัน กกต.?’ การตรวจสอบองค์กรอิสระเป็นหน้าที่ของรัฐสภา แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างการตั้งคำถามต่อการทำงาน กับการชี้นำผลลัพธ์ของกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด

กกต. ฟันอาญา ผู้สมัคร ส.อบจ.-นายก อบจ. 99 ราย ลงเลือกตั้งโดยขาดคุณสมบัติ

ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการพิจารณาดำเนินคดีอาญาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดและนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ตามมาตรา 120 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ.ศ. 2562