‘สมชาย’ แฉพฤฒิกรรม ‘ปิยบุตร’ หมกมุ่นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

24 พฤษภาคม 2569  นายสมชาย แสวงการ อดีตวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครยังสงสัยว่าปิยะบุตร แสงกนกกุล แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบมาแล้ว2ครั้ง ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้ออ้างปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างไร ต้องย้อนดูแนวคิดและร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาเสนอ เมื่อ10 สิงหาคม 2564 จะรู้ตื้นลึกชัดเจนว่าเขาคิดจะทำอะไรอย่างไร ต่อ สถาบันกษัตริย์ที่อยู่ควบคู่การปกครองไทยในระบอบประชาธิปไตยอ้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในเวลานี้ครับ

ลองอ่านให้ละเอียดและพิจารณาดู

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ของปิยะบุตร10 ประเด็น แต่ส่วนตัวเห็นว่า ชัดเจนว่าไม่น่าจะถูกต้องมีดังนี้

1) กำหนดพระราชสถานะประมุขของรัฐ ศูนย์รวมจิตใจ และความเป็นกลางทางการเมือง ในประเด็นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ด้วยเหตุที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งรับรู้ในสังคมไทยตามประวัติศาสตร์ชาติและจารีตประเพณีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย ซึ่งในเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองนั้น ก็มิใช่แค่พระมหากษัตริย์ที่จะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการไม่เข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปัจจุบันอยู่แล้วในลักษณะจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญ ที่ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้เป็นตัวอักษรแต่ประการใด

การนำประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นเรื่องแรก ดูจะเป็นความพยายามกลบเกลื่อนเจตนาที่แฝงเร้น

2)กำหนดพระราชอำนาจ ขอบเขตของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจน  คือ “กำหนดขอบเขตของพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐได้เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอำนาจเหนือสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นของรัฐ

การกระทำของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ต้องได้รับคำแนะนำและความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้เสียก่อน

และต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ หากการกระทำใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นโมฆะ  ”

“การกระทำอื่นใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์หรือในฐานะประมุขของรัฐย่อมไม่อยู่ภายใต้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน”

3) เปลี่ยนกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ สภาฯ แก้ไขได้

“ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยนำกฎมณเฑียรบาลฯ ที่ใช้อยู่ มาพิจารณาประกอบด้วย ทำให้การสืบทอดตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ก็จะเป็นไปตามหลักการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยมีกระบวนการพิจารณาและการประกาศใช้เช่นเดียวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ เหตุที่ต้องกำหนดให้เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็เพราะว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เฉกเช่นเดียวกันกับคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และศาล”

4)เปลี่ยนแปลงกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์การเสนอพระนามองค์รัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ

การกำหนดเช่นนี้ย่อมขัดแย้งต่อหลักการขึ้นครองราชย์ที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทยที่ชอบแล้วและขัดแย้งต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งพระรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป

5) กำหนดให้พระมหากษัตริย์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้เสนอเกี่ยวกับกระบวนการเข้ารับตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน

ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย

***โดยกำหนให้พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณต่อสภาผู้แทนราษฎร ด้วยถ้อยคำว่า “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศด้วยความซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ”

6)เสนอให้ “ยกเลิกองคมนตรี” โดยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับองคมนตรีซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ได้แก่ มาตรา 10 ถึงมาตรา 14 และแก้ไขบทบัญญัติอื่นๆ ที่องคมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตัดคำว่า “องคมนตรี” ออกจากมาตรา 183 ซึ่งกำหนดเรื่องเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีตำแหน่งองคมนตรีอยู่ด้วย

7)กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หากจะปฏิบัติพระราชภาระไม่ได้/ไม่อยู่ในประเทศ

“ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่สามารถจะทรงแต่งตั้งได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เสนอให้ส.ส. ที่มีอายุสูงสุดสามคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว”

8) เปิดทางให้แก้กฎหมายเกี่ยวกับ “ส่วนราชการในพระองค์”

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กำหนดว่ามีการกระทำใดบ้างที่พระมหากษัตริย์กระทำโดยมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแล้วพระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิด ซึ่งไม่ได้รวมถึงพระราชอำนาจในการจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ด้วย จึงหมายหมายความว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 15 แล้ว พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งหรือปลดข้าราชการในพระองค์โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ผู้ที่เสียหายก็สามารถฟ้องร้องต่อพระมหากษัตริย์ได้ ”

9) สภาฯ กำหนดวงเงิน และอนุมัติ “เงินรายปี” ให้พระมหากษัตริย์ องค์กรอื่นตรวจสอบการใช้จ่ายได้

“สภาผู้แทนราษฎร จะมีหน้าที่และอำนาจกำหนดวงเงินและอนุมัติเงินรายปีในทุกสี่ปีอย่างสมพระเกียรติและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ตามสมควร โดยต้องพิจารณาถึงสภาวะทางเศรษฐกิจ สถานะทางการคลังของประเทศ ตลอดจนความจำเป็นเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของหน่วยรับงบประมาณอื่นประกอบ ด้านกลไกการตรวจสอบการใช้จ่าย คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินรายปีของพระมหากษัตริย์และรายงานให้สภาผู้แทนราษฎรทราบทุกปี”

10) ยกเลิกการลงพระปรมาภิไธยในพระบรมราชโองการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า ให้คงไว้เพียงการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น อันได้แก่ รัฐมนตรี ตุลาการศาลยุติธรรม ผู้พิพากษา ตุลาการศาลปกครอง และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ข้อเสนอนี้นับว่าเป็นการทำลายสายสัมพันธ์ในความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับข้าราชการระดับสูงที่มีอยู่ในระบบราชการไทยนับตั้งแต่อดีตที่มีการสร้างระบบราชการมาในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน

พสกนิกรผู้จงรักภักดีและประชาชนไทยในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ลองพิจารณาดูนะครับว่า เขาเสนอแนวคิดแบบนี้เพื่ออะไร ใช่การปฏิรูปที่ดีงามตามที่เขาพูดจริงๆหรือเป็นการบั่นทอนสถานะของพระมหากษัตริย์ไทยกันแน่???

ขอนำบทความแนวคิดของปิยะบุตร มาตีแผ่ทบทวนอีกครั้งเมื่อ เขากลับมาเสนอแนวคิด ยกเลิกองคมนตรีอีกครั้ง

สมชาย แสวงการ

อดีตสมาชิกวุฒิสภา

24 พค 2569

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สมชาย' ข้องใจ 'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม' สอดไส้ล้างผิด 'คดีฮั้ว สว.'

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ส่วนตัวสนับสนุนหลักการของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข

อดีตสว.สมชาย จี้การรถไฟฯเคลียร์ที่ดินเขากระโดงปู่ชัย ชิดชอบ

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า กรมที่ดินชี้แจงเรื่องบันทึกการประชุมเรื่องเขากระโดงแล้ว ต้องรับฟังครับ

สรรพากรทำได้แค่นี้? อดีตสว.สมชาย ข้องใจปมภาษี 1.76 หมื่นล้านของทักษิณ

“สมชาย แสวงการ” ตั้งข้อสงสัยการดำเนินการของกรมสรรพากรกรณีภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทของ “ทักษิณ ชินวัตร” โดยถามเหตุใดจึงไม่ใช้มาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากรเรียกมาสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินคดี พร้อมตั้งคำถามว่าหน่วยงานรัฐได้ใช้ทุ

ไทยถึงทางสองแพร่ง! บี้ผู้นำเลือกปราบโกงชาติ หรือยอมจำนน

นายสมชาย แสวงการ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและการปราบปรามทุจริต (GAF) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเทศไทยถึงทางสองแพร่ง ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันหรือยอมจำนน?

กระทุ้ง 'ผู้นำไทย' โชว์เจตจำนงปราบโกง ทำได้แน่ไม่แพ้ชาติอื่น

นายสมชาย แสวงการ รองประธานมูลนิธิสนับสนุนการป้องกันและการปราบปรามทุจริต (GAF) และอดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า มองจีนปราบปรามทุจริตแล้วย้อนดูตัว