
5 มิ.ย. 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง เมื่อพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อ : บททดสอบการแก้รัฐธรรมนูญระหว่าง "หลักการประชาธิปไตย" กับ "สมการการเมือง" มีเนื้อหาดังนี้
การที่พรรคภูมิใจไทยมีมติถอนรายชื่อออกจากร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ อาจดูเป็นเพียงเทคนิคเกมสภาในหน้าข่าวนิติบัญญัติรายวัน แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปในเชิงโครงสร้าง เหตุการณ์นี้กำลังทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความตึงเครียดครั้งสำคัญของการเมืองไทยร่วมสมัย นั่นคือ ความขัดแย้งระหว่าง "หลักการอุดมคติทางประชาธิปไตย" กับ "ความจำยอมในความจริงทางการเมือง" ในการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การแก้กฎหมายสูงสุดที่ไม่ใช่อุดมการณ์ แต่คือ "คณิตศาสตร์การเมือง"
ท่าทีของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (หัวหน้าพรรคเพื่อไทย) กลายเป็นจุดสนใจสำคัญ เพราะเป็นการออกมายอมรับสภาพความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า การขับเคลื่อนกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่สามารถอาศัยเพียง "ฉันทามติประชาธิปไตย" ได้ หากแต่ถูกผูกโยงด้วยโควตาและจำนวนเสียงในสภา
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลักการ แต่เป็นเรื่องสมการทางการเมือง"
— ประโยคสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดที่อธิบายสภาพการณ์ของสภาไทยได้ดีที่สุดในขณะนี้
ภายใต้เงื่อนไขเหล็กของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 การจะผ่านร่างแก้ไขใด ๆ ไม่ได้อาศัยแค่เสียงข้างมากของ สส. แต่จำเป็นต้องได้เสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อีกไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 การพนายามแบกกรอบอุดมการณ์เดิมที่รู้ล่วงหน้าว่าจะถูกคว่ำ จึงเป็นเพียงการแสดงจุดยืนทางการเมืองเพื่อซื้อใจมวลชน แต่ "ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม" อย่างไรก็ตาม การโอนอ่อนตามข้อจำกัดของตัวเลข ก็สุ่มเสี่ยงต่อการ "ทิ้งหลักการพื้นฐาน" ของกฎหมายสูงสุดที่ใช้คุ้มครองสิทธิประชาชนในระยะยาวเช่นกัน
ปมเงื่อนปมสำคัญ: คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568
ใจกลางของแนวคิดที่เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ในทางนิติศาสตร์ ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งของนักการเมืองเท่านั้น แต่สืบเนื่องมาจากบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญใน คำวินิจฉัยที่ 18/2568 ที่ระบุข้อความเด็ดขาดเอาไว้ว่า:
"รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง"
ประโยคสั้น ๆ แต่ทรงพลังนี้กลายเป็นข้อถกเถียงและแรงสั่นสะเทือนในวงวิชาการกฎหมายมหาชนอย่างรุนแรง เนื่องจากในคำร้องดั้งเดิม รัฐสภาเพียงแต่ถามถึง "กระบวนการและจำนวนครั้งในการทำประชามติ" แต่องค์คณะศาลกลับใส่คำตอบขยายความที่มีลักษณะเป็น "คำตอบงอก" ล็อกที่มาของ สสร. ไว้
การไม่มีคำว่า "ทั้งหมด" หรือ "บางส่วน" หมายความว่าศาลได้ปิดประตูตายสำหรับการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชน ไม่ว่าจะในสัดส่วนใดก็ตาม ส่งผลให้โมเดลแบบ "ลูกผสม" หรือสูตรสองขยักที่พรรคเพื่อไทยพยายามออกแบบมาเพื่อประนีประนอม กลายเป็นร่างที่สุ่มเสี่ยงจะขัดคำวินิจฉัยศาลในทันที และนี่คือเหตุผลแท้จริงที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมองเห็นระเบิดเวลาทางกฎหมายจนต้องรีบถอนชื่อออกเพื่อความปลอดภัย
ความย้อนแย้งของ "อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ"
ความลักลั่นในเชิงหลักการที่นักนิติศาสตร์ตั้งคำถามคือ ในคำวินิจฉัยเดิม ๆ ศาลรัฐธรรมนูญมักย้ำเสมอว่า "ประชาชนคือผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม" ซึ่งหมายถึงการเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการกำหนดกติกาการปกครองประเทศ
แต่เมื่อมีบรรทัดฐานใหม่ออกมาห้ามประชาชนกากบาทเลือกผู้แทน (สสร.) มายกร่างกติกาสูงสุดโดยตรง ย่อมนำมาสู่ความย้อนแย้งทางตรรกะที่ว่า: "หากประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่แท้จริง เหตุใดจึงไม่มีสิทธิเลือกบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแทนตนเองโดยตรง?" การล็อกกติกาเช่นนี้จึงถูกวิจารณ์ว่าเป็นการแสดงความหวาดระแวงต่อเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยทางตรง
พรรคภูมิใจไทย : ผู้กำหนดเพดาน "พฤตินัย" ของการปฏิรูป
สมการนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อมองสถานะของ พรรคภูมิใจไทย ในปัจจุบัน ที่ไม่ใช่เพียงพรรคร่วมรัฐบาลธรรมดา แต่มีฐานะเป็นพรรคที่ครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และกุมบังเหียนเสียง สส. ฝ่ายรัฐบาลมากที่สุด (มากกว่า 190 เสียง) พ่วงด้วยความเชื่อมโยงกับกลุ่มก้อน สว. สายปึกแผ่นมากกว่าร้อยละ 70
ตัวเลข 74 เสียงของพรรคเพื่อไทยที่นายจุลพันธ์หยิบยกขึ้นมา เปรียบเสมือนการยอมรับว่า "พรรคภูมิใจไทยคือผู้คุมกฎและผู้กำหนดเพดานการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่แท้จริง"
เมื่อแนวทางเดียวที่จะไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลคือต้องใช้ระบบ "เลือกตั้งทางอ้อม" หรือ "ระบบสรรหา" เท่านั้น มันจึงเข้าทางโมเดลของพรรคภูมิใจไทยอย่างเบ็ดเสร็จ สิ่งที่ตามมาคือความกังวลของสังคมว่า ระบบปิดเช่นนี้จะกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิด "การฮั้วและจัดตั้งโดยเครือข่ายบ้านใหญ่และเครือข่ายสีน้ำเงิน" ได้ง่ายยิ่งกว่าการเลือก สว. ในปี 2567 เสียอีก
ทางแพร่งของสังคมไทย: เราต้องการรัฐธรรมนูญแบบใด?
ปลายทางของวิกฤตสภาสะดุดในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่คำถามว่าร่างรัฐธรรมนูญของใครจะผ่าน หรือพรรคใดจะชนะเกมอำนาจ แต่เป็นคำถามเชิงประวัติศาสตร์ว่า ประเทศไทยกำลังจะเดินไปสู่รัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรมแบบใด?
1.ฝั่งหลักการประชาธิปไตย (พรรคประชาชน / เพื่อไทยดั้งเดิม)
ที่มา สสร.: พยายามดันระบบเลือกตั้งโดยตรงเพื่อความยึดโยงประชาชน
• เป้าหมาย: ได้รัฐธรรมนูญของประชาชนที่สง่างามทางอุดมการณ์
• ความเสี่ยง: ร่างถูกปัดตกตั้งแต่แรกเริ่ม หรือถูกศาลวินิจฉัยคว่ำ
2. ฝั่งความเป็นจริงทางการเมือง (พรรคภูมิใจไทย / เพื่อไทยปัจจุบัน)
• ที่มา สสร.: ต้องถอยไปใช้ระบบเลือกตั้งทางอ้อม หรือระบบสรรหา เพื่อหลบแนวศาล
• เป้าหมาย: ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านสภาได้จริง แม้ต้องลดเพดานลง
• ความเสี่ยง: เกิดการ "ฮั้ว" และได้กติกาใหม่ที่ชุบตัวจากพิมพ์เขียวเดิม
หากการร่างกติกาสูงสุดของประเทศต้องยอมเฉือนเนื้อและลดเพดานสิทธิของประชาชนลงไปเรื่อย ๆ เพียงเพื่อเซฟเสถียรภาพของรัฐบาลผสม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะยังคงทำหน้าที่เป็น "ฉันทามติร่วมกันของสังคม" ได้จริงหรือ? หรือจะเป็นเพียงแค่อาวุธชิ้นใหม่ในการสืบทอดดุลอำนาจเดิมในคราบเสื้อตัวใหม่เท่านั้น
เหตุการณ์ถอนชื่อของพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ข่าวการเมืองรายวัน แต่คือสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญ และคำตอบที่กลุ่มผู้ใช้อำนาจเลือกเดินในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางลมของประชาธิปไตยไทยไปอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อดีตผู้พิพากษา' ชี้ 3,621 รายชื่อ กับบทพิสูจน์ 'ระบบคุณธรรม' ของข้าราชการท้องถิ่นไทย
'อดีตผู้พิพากษา' วิเคราะห์ 3,621 รายชื่อ กับบทพิสูจน์ 'ระบบคุณธรรม' ของข้าราชการท้องถิ่นไทย เหตุใดต้องเพิกถอนผลการสอบแล้วตามด้วยเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้งได้โดยไม่ต้องรอผลคดีอาญา
อดีตผู้พิพากษาอธิบายทำไมเพิกถอน 5,814 ขรก.ได้ทั้งที่คดีอยู่ใน ป.ป.ช.
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
นิติบุคคลหมู่บ้านต้องอ่าน! คดีบ้านๆ ที่เจอคุก 11 ปีไม่รอลงอาญา
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
เพื่อไทย โหวตรับพ.ร.บ.นิรโทษฯ ตามที่สว.แก้ไข อ้าง 'เต้น' บอก ไม่มีกระทบสิทธิใดเลย
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยต่อร่างพระราชบัญ
'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส' สะท้อนคดีคุกอดีตผู้ว่าอุบลฯ 'งบภัยพิบัติ' ไม่ใช่ตู้เอทีเอ็ม 'นักการเมือง-ขรก.'
วัส ติงสมิตร อ่านคดีอดีตผู้ว่าฯ อุบลฯ คุก 27 ปี เมื่อ 'ภัยพิบัติ' ถูกใช้เป็นใบเบิกทางสู่การทุจริต
'อดีตผูพิพากษา' ถอดรหัสคำชี้แจง กกต. 'ข้ออ้างทางกฎหมาย' สวนทางกับ 'ตรรกะและความโปร่งใส'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ถอดรหัสคำชี้แจง กกต.: เมื่อ "ข้ออ้างทางกฎหมาย" สวนทางกับ "ตรรกะและความโปร่งใส" มีเนื้่อหาดังนี้

