
22 มิ.ย.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง งบภัยพิบัติไม่ใช่ตู้เอทีเอ็มของนักการเมืองและข้าราชการ! อ่านคดีอดีตผู้ว่าฯ อุบลฯ คุก 27 ปี: เมื่อ “ภัยพิบัติ” ถูกใช้เป็นใบเบิกทางสู่การทุจริต โดยมีเนื้อหาดังนี้
คำพิพากษาล่าสุดจาก ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่สั่งจำคุกอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเวลาถึง 27 ปี พร้อมภรรยาและพวก ในคดีทุจริตงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืชปมจัดซื้อสารเคมี ไม่ใช่คดีจัดซื้อธรรมดา และไม่ใช่แค่เรื่อง “ซื้อของแพง” หรือ “ทำเอกสารไม่เรียบร้อย”
แต่นี่คือคดีที่ชี้ให้เห็นภาพอันน่ากลัวที่สุดของคอร์รัปชันไทย: การเอาความเดือดร้อนของเกษตรกรมาเป็นฉากหน้า เพื่ออุปโลกน์งบประมาณ แล้วแปลงเงินหลวงเป็นผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้อง!
หากข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลรับฟัง คดีนี้กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยว่า ในระบบราชการไทยนั้น “ภัยพิบัติ” อาจถูกบิดให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินของผู้มีอำนาจ หากปราศจากการตรวจสอบที่เข้มแข็งพอ
1) แก่นของคดี: ไม่ใช่ “สารเคมี” แต่คือ “การสร้างเหตุเพื่อเปิดงบ”
สาระสำคัญของคดีตามที่สื่อรายงาน คือการใช้งบ “เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ด้านพืช)” เพื่อจัดซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่อำเภอเขมราฐ และพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างปี 2553-2555
แต่ความบิดเบี้ยวไม่ได้หยุดอยู่ที่ปลายทางของการซื้อ… มันเริ่มตั้งแต่วิธีการได้มาซึ่งงบประมาณต่างหาก!
ข้อกล่าวหาสำคัญระบุว่า มีการประกาศหรือรับรองพื้นที่ประสบภัยพิบัติด้านพืชซ้ำๆ หลายครั้ง ทั้งที่บางพื้นที่ไม่ได้มีสถานการณ์การระบาดรุนแรงผิดปกติจากสภาพตามฤดูกาลเลย! เมื่อมีการแต่งตัวเลขสร้าง “ภัยพิบัติบนหน้ากระดาษ” สำเร็จ ประตูระบายงบฉุกเฉินก็เปิดออกทันที
พูดให้ตรงที่สุดคือ: ภัยพิบัติกลายเป็น “ใบอนุญาตทางการเมืองและการคลัง” ให้คนบางกลุ่มเข้าถึงเงินหลวงได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว
2) ร้ายแรงเกินกว่าคำว่า “ผิดระเบียบ” แต่คือ “ทุจริตเป็นขบวนการ”
ศาลไม่ได้มองคดีนี้เป็นเพียงความบกพร่องในการทำงาน แต่ลงโทษจำเลยแต่ละรายตามระดับพฤติการณ์ในหลายฐานความผิดหนักล้มล้างระบบราชการ: ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม): เจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์โดยมิชอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม): เจ้าพนักงานมีหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์ของรัฐ แต่ใช้อำนาจโดยทุจริตทำให้รัฐเสียหาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม): ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (กฎหมายฮั้วประมูล)
การลงโทษพร้อมกันหลายฐานความผิดเช่นนี้ สะท้อนชัดว่านี่คือ “ห่วงโซ่การทุจริตครบวงจร” ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ: สร้างเหตุเปิดงบด้วยภัยพิบัติปลอม ล็อกสเปก/จัดซื้อไม่เป็นธรรม เอื้อประโยชน์เอกชน รับเงินสินบนทุจริต
3) โทษคุก 27 ปีของอดีตผู้ว่าฯ: ไม่ใช่แค่ปล่อยปละละเลย แต่คือแกนกลางความผิด
ประเด็นที่สังคมต้องทำความเข้าใจคือ โทษจำคุก 27 ปี ของจำเลยที่ 10 (อดีตผู้ว่าฯ) ไม่ได้เกิดจากความสะเพร่าหรือการเป็นผู้บังคับบัญชาที่เซ็นเอกสารตามน้ำ แต่ศาลลงโทษใน มาตรา 149 ฐาน “รับสินบน/รับผลประโยชน์โดยมิชอบ” ร่วมด้วย!
นี่คือสาระที่หนักหน่วงที่สุด เพราะหมายความว่าศาลเชื่อตามพยานหลักฐานว่า อดีตผู้ว่าฯ รายนี้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในเม็ดเงินทุจริต บทบาทของเขาจึงไม่ใช่คนปลายสายที่ถูกหลอก แต่คือหนึ่งใน “แกนกลางขบวนการ”
4) งบภัยพิบัติ: พื้นที่สีแดงที่เสี่ยงต่อการคอร์รัปชันสูงที่สุดของรัฐไทย
ทำไมงบภัยพิบัติถึงกลายเป็นเหมืองทองของคนโกง? คดีนี้สะท้อน “โรคเรื้อรัง” ของระบบราชการผ่าน 3 ปัจจัยหลัก:
หนึ่ง เพราะ “เร่งด่วน”: เมื่ออ้างคำว่าภัยพิบัติ ทุกขั้นตอนจะถูกตัดลดเพื่อความรวดเร็วในการช่วยประชาชน ทำให้อำนาจการตรวจสอบถูกผ่อนคลายลง
สอง เพราะ “ใช้ดุลพินิจสูง”: การประเมินว่าสถานการณ์ไหนคือ “ภัยฉุกเฉิน” หรือ “ฤดูกาลปกติ” ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของฝ่ายปกครอง ซึ่งเอื้อต่อการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ง่าย
สาม เพราะ “ประชาชนตรวจสอบยาก”: ชาวบ้านทั่วไปไม่มีทางรู้เลยว่าสารเคมีที่ซื้อมาเท่าไหร่ ราคากลางตรงไหม หรือเอกชนรายไหนเป็นนอมินีใคร
เมื่อ “เร่งด่วน + ดุลพินิจสูง + ตรวจสอบยาก” มารวมกัน งบภัยพิบัติจึงกลายเป็นจุดเปราะบางที่สุดที่พร้อมถูกฉกฉวยตลอดเวลา
5) จุดที่มืดบอดที่สุด: เอา “ความทุกข์ของชาวบ้าน” มาเป็นหน้ากาก
คดีทุจริตทั่วไปอาจโกงจากงบสร้างถนนหรืองานวัสดุก่อสร้าง แต่นี่คือ งบช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช ซึ่งมีฉากหน้าคือเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนและไร้ที่พึ่ง
สิ่งที่ขบวนการนี้ทำลายจึงไม่ใช่แค่เงินงบประมาณหลวงจำนวน 3,496,650 บาท ที่ศาลสั่งให้ชดใช้คืนแก่จังหวัดอุบลราชธานี… แต่มันได้ทำลาย “สัญญาทางศีลธรรม” ระหว่างรัฐกับประชาชนลงอย่างย่อยยับ ในยามที่ประชาชนอ่อนแอที่สุด แต่รัฐกลับยื่นมือมาล้วงงบประมาณเข้ากระเป๋าตัวเอง
6) บทเรียนราคาแพง: คอร์รัปชันไม่ได้เริ่มตอน “เบิกเงิน” แต่มันเริ่มตั้งแต่ “นิยามความเสียหาย”
คนส่วนใหญ่มักโฟกัสการโกงที่ปลายทาง เช่น ฮั้วประมูลหรือซื้อของแพงเกินจริง แต่คดีนี้สอนเราว่า คอร์รัปชันเริ่มทำงานตั้งแต่ “ก่อนจะเกิดงบประมาณ” เสียด้วยซ้ำ
หากผู้มีอำนาจสามารถเปลี่ยน “สถานการณ์ปกติ” ให้กลายเป็น “ภัยพิบัติฉุกเฉิน” บนแผ่นกระดาษได้ ช่องทางการทุจริตก็จะถูกเสกขึ้นมาทันที!
ถ้ารัฐไทยยังไม่แก้ดุลพินิจต้นน้ำนี้ วันนี้เราเห็นการทุจริตซื้อสารเคมี วันหน้ามันก็จะเปลี่ยนหน้ากากไปเรื่อยๆ เป็น ถุงยังชีพ เครื่องสูบน้ำ หรือวัคซีนสัตว์ ตามแต่วิกฤตจะอำนวย
7) โจทย์สำคัญที่สังคมยังรอคำตอบจาก “คำพิพากษาฉบับเต็ม”
แม้ทิศทางคำพิพากษาจะเด็ดขาดและเฉียบขาดมาก แต่เพื่อให้หลักการนี้โปร่งใสและแข็งแรงที่สุด สังคมยังคงรอคำอธิบายอย่างละเอียดจากคำพิพากษาฉบับเต็มใน 3 ประเด็น:
1.ศาลมีเกณฑ์ชี้วัดอย่างไรว่า “ภัยพิบัติด้านพืช” ในขณะนั้นเป็นเพียงความเสียหายตามฤดูกาลปกติ?
2. หลักฐานเชื่อมโยงเส้นทางการเงินและการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน (ฮั้วประมูล) ชัดเจนระดับไหน?
3. พยานหลักฐานในการเอาผิดอดีตผู้ว่าฯ ตามมาตรา 149 (รับสินบน) มีความแน่นหนาอย่างไร?
“ความเร่งด่วน” ไม่ใช่ใบอนุญาตให้รัฐทุจริต!
แก่นแท้ของคดีนี้ส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังข้าราชการทั่วประเทศว่า “งบภัยพิบัติไม่ใช่เขตปลอดกฎหมาย” และ “ความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ใช่ข้ออ้างในการปิดกั้นการแข่งขัน หรือเรียกรับผลประโยชน์”
ในประเทศที่ต้องเจอน้ำท่วม ภัยแล้ง และโรคระบาดซ้ำซาก เงินงบฉุกเฉินคือเส้นเลือดใหญ่ของประชาชน หากเงินก้อนนี้ยังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นตู้เอทีเอ็มส่วนตัว ประชาชนจะไม่มีวันเชื่อมั่นในระบบรัฐได้อีกเลย
9) บทสรุป: อย่ามองแค่ “ใครติดคุกกี่ปี” แต่ต้องเปลี่ยนระบบไม่ให้โกงซ้ำ
คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 3 เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยซึ่งต้องคำพิพากษาให้จำคุกมีสิทธิอุทธรณ์ หากคดีถึงที่สุด และจำเลยต้องรับโทษจำคุกจริง ต้องไม่จบลงแค่การสะใจที่คนโกงเข้าคุก แต่มันคือการตั้งคำถามคำโตว่า “ระบบราชการแบบไหนที่ปล่อยให้เกิดช่องว่างแบบนี้ขึ้นมา?”
หากเรายังปล่อยให้การใช้อำนาจประกาศภัยพิบัติขาดการตรวจสอบ และยังปล่อยให้งบฉุกเฉินดำเนินไปโดยอ้างความเร่งด่วนจนละเลยความโปร่งใส คดีแบบนี้จะวนลูปกลับมาอีกแน่นอนในอนาคต…
…ต่างกันแค่รอบหน้า อาจไม่ใช่สารเคมี แต่อยู่ในรูปแบบอื่นที่ประชาชนไม่มีทางปฏิเสธได้ และถ้ารัฐยังไม่ปิดช่องว่างนี้อย่างเด็ดขาด คำว่า “ภัยพิบัติ” ก็คงไม่ได้หมายถึงภัยธรรมชาติอีกต่อไป แต่มันคือภัยจากน้ำมือมนุษย์ผู้มีอำนาจที่กัดกินประเทศอย่างไม่รู้จบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วัส ติงสมิตร' วิเคราะห์เมื่อคดีฮั้ว สว. บอกเราว่าปัญหาอาจไม่ใช่ 'คนโกง' แต่เป็น 'ระบบที่ชวนให้โกง'
นักวิชาการอิสระชี้ปัญหาไม่ใช่แค่ใครโกง แต่คือ ระบบถูกออกแบบมาอย่างไร จึงทำให้การโกงเป็นทางเลือกที่ได้เปรียบ ดังนั้นหากสังคมไทยต้องการปิดช่อง ฮั้ว สว. อย่างจริงจัง สิ่งที่ควรถูกหยิบขึ้นมาปฏิรูปมีอย่างน้อย 5 เรื่อง
'อดีตผูพิพากษา' ถอดรหัสคำชี้แจง กกต. 'ข้ออ้างทางกฎหมาย' สวนทางกับ 'ตรรกะและความโปร่งใส'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ถอดรหัสคำชี้แจง กกต.: เมื่อ "ข้ออ้างทางกฎหมาย" สวนทางกับ "ตรรกะและความโปร่งใส" มีเนื้่อหาดังนี้
ส่องปมร้อน 'ฮั้ว สว.' เมื่อกฎหมายกับพฤติกรรมศาสตร์สวนทางกัน!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชี้ 4 ปัจจัยทำเกราะทองคำกระทำโดยสุจริตของ กกต.เสี่ยง!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'อดีตผู้พิพากษาฯ' ยกเคส 'ศิริโชค' อธิบายชัด เปิดสำนวน ป.ป.ช. ผิดกฎหมายทันทีจริงหรือ
วัส ติงสมิตร โพสต์เปิดสำนวน ป.ป.ช. ผิดกฎหมายทันทีจริงหรือ? เมื่อข้อพิพาทไม่ได้อยู่แค่เรื่อง เอกสารลับ แต่อยู่ที่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
มหากาพย์ 'สว.สีน้ำเงิน' เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ชน มติ 5 ต่อ 2 เกราะคุ้มกันจะทะลุ หรือคุกคลองเปรมจะเปิด
'อดีตผู้พิพากษา' ชี้กลุ่มผู้สมัคร สว. แฉหลักฐานมัดตัว กกต.จะ 'เป่าคดีฮั้ว สว.' เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โอกาส 1 ใน 5,567 ล้านล้านล้าน 2 คนจะเขียนโพยฃตรงกัน ปิดประตูความบังเอิญ หาก กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 'ไม่มีมูล' เข้าข่ายมาตรา 157 เต็มๆ กลายเป็น'ใบเสร็จรับเงินคุก'

