'อดีตผูพิพากษา' ถอดรหัสคำชี้แจง กกต. 'ข้ออ้างทางกฎหมาย' สวนทางกับ 'ตรรกะและความโปร่งใส'

19 มิ.ย.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง ถอดรหัสคำชี้แจง กกต. : เมื่อ "ข้ออ้างทางกฎหมาย" สวนทางกับ "ตรรกะและความโปร่งใส" มีเนื้อหาดังนี้

จากเอกสารชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 กรณีมีการเผยแพร่ภาพและเสียงของ กกต. และเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 แม้เปลือกนอกจะดูเป็นเอกสารราชการที่เต็มไปด้วยการอ้างตัวบทกฎหมายและคำพิพากษาของศาลอย่างแน่นหนา แต่เมื่อนำมา "ผ่าพิสูจน์" ด้วยแว่นตาทางตรรกศาสตร์ กฎหมายมหาชน และศาสตร์การสื่อสารวิกฤตแล้ว จะพบว่าคำชี้แจงฉบับนี้กลับเผยให้เห็นถึงช่องโหว่และความย้อนแย้งที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่ง

เรามาเจาะลึก 4 ปมสำคัญ ที่ทำให้คำชี้แจงนี้กลายเป็นเพียง "คำแก้ต่างเชิงเทคนิค" ที่สอบตกในการสร้างความกระจ่างแก่สาธารณชน

ประเด็นที่ 1: พกโพยเข้าได้ แต่ กกต. มีสิทธิยึด? — ความย้อนแย้งเชิงอำนาจที่มีตรรกะวนไปวนมา

"ผู้สมัครไม่ผิดกฎหมายที่พกเอกสารมา แต่ กกต. ก็มีสิทธิยึดเพราะผิดมติ กกต." นี่คือตรรกะที่สร้างความสับสนให้แก่สังคมมากที่สุด

• คำพิพากษาที่ กกต.ออ้าง: กกต. ยกคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (คดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568) มายันว่าการนำโพยหรือเอกสารจดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก "ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย" เพราะไม่มีบทบัญญัติใดห้ามไว้โดยตรง เป็นคำพิพากษาของศาลเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 แต่เหตุการณ์เลือก สว. เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 อันเป็นเวลาก่อนศาลจะมีคำพิพากษา จึงไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามพิพากษาของศาล

• จุดอ่อนทางตรรกะ (Internal Contradiction): ในคำชี้แจงข้อ 3 กกต. กลับระบุว่าตนเองมีมติห้ามนำเอกสารเข้า และกรรมการ กกต. มีสิทธิไล่ "เก็บ/ยึดเอกสาร" เหล่านั้นไว้

• คำถามที่ไร้คำตอบ: ในทางนิติศาสตร์ หากศาลวินิจฉัยแล้วว่ากฎหมายไม่ได้ห้าม และถึงขั้นระบุว่า "การห้ามมิให้ผู้สมัครนำเอกสารใดเข้าในสถานที่เลือก คณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมกระทำมิได้" แล้ว มติของ กกต. ในวันเลือก สว. เอาฐานอำนาจใดมาหักล้างคำพิพากษา? การทำเช่นนี้เข้าข่ายการเลือกหยิบยกคำพิพากษาเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง (Cherry-picking) แต่ละเลยหลักการสำคัญที่กระทบต่อสิทธิของผู้สมัครหรือไม่?

ประเด็นที่ 2: กรณี พ.ต.อ. มนัส นครศรี — การปฏิเสธบนความคลุมเครือ และกำแพงหลักฐานที่ปิดทึบ

กรณีที่ พ.ต.อ. มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง ออกมาแฉว่าได้แจ้งเบาะแสการฮั้วต่อเลขาธิการ กกต. แต่ได้รับคำตอบว่า "ปล่อยเขาไปเถอะ..." คำชี้แจงของสำนักงาน กกต. ในส่วนนี้มีลักษณะเป็น "การตั้งรับเพื่อปกป้ององค์กร" (Defensive) มากกว่าการพิสูจน์ความจริงหรือไม่

• ภาษาศาสตร์ที่ซ่อนเงื่อน: กกต. ใช้คำว่า "ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้" จากการตรวจกล้องวงจรปิดและบันทึกปฏิบัติงาน ซึ่งในทางกฎหมาย คำนี้มีความหมายต่างจากคำว่า "ไม่เคยเกิดขึ้นจริง" อย่างสิ้นเชิง มันหมายความเพียงแค่ระบบของ กกต. บันทึกไว้ไม่ได้ (เช่น กล้องเห็นว่าคุยกันจริงแต่ไม่มีเสียง)

• การเบี่ยงเบนประเด็นด้วยเงื่อนเวลา (Red Herring): คำชี้แจงพยายามเน้นย้ำว่า พ.ต.อ. มนัส ยื่นรายงานล่าช้าไป 2 วัน เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้แจ้งเหตุ แต่ในความเป็นจริง การยื่นเอกสารช้าไม่ได้แปลว่าการเดินไปบอกด้วยวาจาในวันงานไม่เคยเกิดขึ้น

• วิกฤตความโปร่งใส (Transparency Crisis): กกต. อ้างว่าตรวจกล้องวงจรปิดแล้วไม่พบ แต่กลับไม่เปิดเผยภาพหรือหลักฐานดังกล่าวต่อสาธารณะ การอ้างลอย ๆ ว่า "ฉันตรวจแล้วไม่เจอ เชื่อฉันเถอะ" ย่อมไม่ใช่วิธีการสร้างความเชื่อมั่นในยุคปัจจุบัน

ประเด็นที่ 3: การตีความมาตรา 59 — ลัทธิขยายอำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายแม่บท
นี่คือจุดที่เปราะปางที่สุดในเชิงหลักนิติธรรม (Principle of Legality)

• เจตนารมณ์ของกฎหมาย: มาตรา 59 ของ พ.ร.ป. ได้มาซึ่ง สว. 2561 ให้อำนาจ กกต. ในการ "ระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ หรือนับคะแนนใหม่" ซึ่งทั้งหมดนี้คืออำนาจในการบริหารจัดการ "กระบวนการเลือกตั้ง"

• การทึกทักเอาเอง (Arbitrary Power): กกต. กลับนำมาตรานี้มาตีความขยายขอบเขต เพื่อรองรับอำนาจในการ "ออกข้อห้ามใหม่หน้างาน" และ "ยึดเอกสารส่วนตัว" ของผู้สมัคร ซึ่งตามหลักกฎหมายมหาชน รัฐจะทำได้เฉพาะสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้ชัดเจนเท่านั้น หากไม่มีกฎหมายแม่บทสั่งให้ยึดได้ มติ กกต. ก็ไม่มีอำนาจไปใช้สิทธินั้น

ประเด็นที่ 4: สิ่งที่คำชี้แจงจงใจไม่ตอบ — "กำแพงควัน" ที่เบี่ยงเบนประเด็นหลักของสังคม

แก่นแท้ของความเคลือบแคลงใจในสังคมไทย ไม่ใช่เรื่องเทคนิคที่ว่า “พกกระดาษแผ่นหนึ่งเข้าห้องเลือก สว. ผิดมาตราไหน” หรือ “รายงานส่งช้าไปกี่วัน”

แต่คำถามที่สังคมอยากรู้ที่สุด และคำชี้แจงนี้ "ไม่ได้ตอบ" เลยก็คือ:

1)ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ กกต. รับรู้หรือไม่ว่าเกิดขบวนการจัดตั้ง การจับกลุ่มทำโพย และการลงคะแนนอย่างเป็นระบบ (บล็อกโหวต)?

2) หากรับรู้ เหตุใด กกต. จึงไม่ใช้ "อาวุธหนัก" ตามมาตรา 59 ในการสั่งระงับ ยับยั้ง หรือตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. ที่มีข้อพิรุธนั้นทันที?

การที่ กกต. เลือกที่จะชี้แจงเฉพาะเรื่องเทคนิคการยึดโพย จึงเท่ากับการสร้าง "กำแพงควัน" เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถามเรื่องความสุจริตและเที่ยงธรรมในภาพรวมของการได้มาซึ่ง สว.

บทสรุป: คำแก้ต่างเชิงกฎหมายที่สอบตกในชั้นศาลของสาธารณชน

โดยภาพรวม เอกสารชี้แจงฉบับนี้หากอ่านผิวเผิน ดูเหมือนจะ "สอบผ่าน" ในแง่การเป็นเอกสารราชการ เพื่อใช้ปกป้องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในทางคดีความ (เพราะอ้างอิงคำพิพากษาของศาลและเลขมาตราของกฎหมาย)

แต่ในทาง "การสื่อสารต่อสาธารณะ" คำชี้แจงนี้สอบตกอย่างสิ้นเชิง เพราะมันไม่ได้แสดงถึงความจริงใจในการปราบปรามการทุจริต ไม่ได้ให้ความโปร่งใส และไม่ได้ทำให้ประชาชนมั่นใจเลยว่า กกต. ได้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรมในกาเลือก สว. อย่างเต็มความสามารถ ยิ่งชี้แจงด้วยตรรกะที่ย้อนแย้งแบบนี้ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรอิสระต้องเสื่อมเสียไป จนยากที่ประชาชนจะหวังให้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ร้องฝ่ายค้านสอบเส้นเงิน ฮั้ว สว. อำนาจเจริญ-สุราษฎร์ อ้างโอนให้ กกต. เกือบล้าน

นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ายื่นหลักฐานต่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)

อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสกม.ฮั้วสว. เหตุใดตัดสิทธิทางการเมือง จึงไม่ควรอิงมาตรฐานเดียวกับคดีอาญา

การส่งหลักฐานอันควรเชื่อได้ไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อปกป้องระบบ มิใช่การทำหน้าที่เป็นศาลที่พิจารณาคดีอาญาเพื่อลงโทษตัวบุคคล

'กรวีร์' ชี้ฝ่ายค้านใช้ข้อมูลเก่าปั่นคดีฮั้ว สว. หวังกดดัน กกต. เร่งชี้ขาด

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดีฮั้ว สว. ที่ฝ่ายค้านพยายามหยิบขึ้นมาพูดในช่วงนี้ มองว่าจะไปถึงขั้นการยุบพรรคหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่ได้กังวล เพราะทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

'วันวิชิต' ชี้ระบบเลือก สว. เปิดช่องล็อบบี้ทุกกลุ่ม ส่วนปมฮั้วต้องมีหลักฐานเส้นเงิน ล็อกโหวต กำหนดผล ชี้ข้อสันนิษฐาน สร้างกระแส แต่ไร้ Impact ทางกฎหมาย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง นักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ว่า กระบวนการเลือก สว. ตามระบบปัจจุบันเปิดให้ผู้สมัครต้องแนะนำตัว แลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานการสนับสนุนระหว่างกัน โดยเฉพาะการเลือกในรอบไขว้ ซึ่งหากผู้สมัครไม่พูดคุยหรือสร้างความรู้จักกับผู้อื่นเลย โอกาสได้รับเลือกย่อมน้อยลง

'เทพไท' จี้ กกต.นำข้อมูลแฮ็ก CCTV รวมสำนวนคดีฮั้วสว.

“เทพไท” เรียกร้อง กกต.ตรวจสอบและนำข้อมูลแฮ็กภาพจาก CCTV ที่ถูกเผยแพร่มาประกอบสำนวนคดีฮั้ว สว. หากยังไม่เคยถูกรวบรวมไว้ พร้อมระบุว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่สะท้อนการลงคะแนนตามโพย และควรเร่งสรุปสำนวนส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งโดยเร็ว