‘คดีที่ดินเขากระโดง’ บททดสอบระบบยุติธรรมไทย รอดูความศักดิ์สิทธิ์ของศาลไทย

14 มิถุนายน 2569 – นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  คดีที่ดินเขากระโดง: เมื่อศาลสั่งให้สอบสวน แต่ผลกลับจบที่ ‘ยุติเรื่อง’ ปัญหาที่คดีใหม่ 395/2568 ต้องตอบ

กรณีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื้อที่กว่า 5,083 ไร่ (เอกสารสิทธิ 995 แปลง) กำลังกลายเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ของระบบกฎหมายไทย คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินธรรมดา แต่เป็นบททดสอบสำคัญของ “หลักนิติธรรม” ว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ปฏิบัติตามเพียงในเชิง “รูปแบบ” หรือจำต้องเคารพเจตนารมณ์ของคำพิพากษาในเชิง “เนื้อหา” ด้วย?

หลังคำชี้แจงของกรมที่ดินเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ยืนยันคำสั่ง “ยุติเรื่อง” ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิแม้แต่แปลงเดียว โดยอ้างว่าพยานหลักฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังไม่ชัดเจน ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างรุนแรงว่า นี่คือการใช้ดุลพินิจโดยสุจริต หรือเป็นเกมการเมืองทางกฎหมาย (Legal Game) เพื่อเตะถ่วงเวลาภายใต้เงาอำนาจทางการเมือง

คดี 582/2566: ชัยชนะในทางรูปแบบ แต่ล้มเหลวในทางเนื้อหา

ย้อนกลับไปในคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 (หมายเลขดำที่ 2494/2564) ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาไว้อย่างชัดเจนใน 2 ประเด็นหลัก:

1.สถานะที่ดิน: ที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. มาตั้งแต่ พ.ศ. 2464 ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 3

2.การปฏิเสธข้ออ้างของกรมที่ดิน: ศาลวินิจฉัยว่าคดีนี้ ไม่ใช่ เรื่องผลผูกพันเฉพาะคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 เพราะที่ดินนี้มีสถานะเป็น “ที่ดินของรัฐ” เพื่อประโยชน์สาธารณะ ย่อมใช้ยันบุคคลภายนอกได้

จุดพลิกผัน:

ศาลปกครองกลางในขณะนั้นสั่งเพียงแค่วิธีการเชิงกระบวนการ (Form) คือ ให้อธิบดีกรมที่ดินปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ทั้งนี้ ให้อธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

กรมที่ดินจึงอาศัยช่องทางนี้ทำตามคำสั่งศาลในทางรูปแบบ (ตั้งกรรมการ) แต่ในทางเนื้อหา (Substance) คณะกรรมการกลับมีมติเป็นเอกฉันท์หักล้างแผนที่ท้ายคำพิพากษาศาลฎีกา สั่งยุติเรื่อง และกรมที่ดินมีคำสั่งลงวันที่ 21 ตุลาคม 2567 ให้ยุติเรื่องในที่สุด

วงจรอุบาทว์ทางกฎหมาย: วนลูปไม่รู้จบ (The Endless Loop)

สิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือการทำให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุด:

[ศาลฎีกา/ศาลปกครอง วินิจฉัยว่าเป็นที่ดิน รฟท.]

[กรมที่ดินอ้างดุลพินิจ/ตั้งกรรมการสอบสวนตาม ม.61]

[กรรมการฯ หักล้างศาล สั่ง “ยุติเรื่อง” ไม่เพิกถอน]

[รฟท. ต้องกลับไปฟ้องศาลใหม่ (คดี 395/2568)] → กลับสู่จุดเริ่มต้น!

กระบวนการทางปกครองเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงหลักการว่า หน่วยงานทางปกครอง (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร) มีอำนาจเหนือตุลาการในการประเมินข้อเท็จจริงใหม่ เพื่อได้ข้อสรุปที่แตกต่างจากคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดแล้วได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

กรอบเวลาตามกฎหมายที่ถูกเพิกเฉย

ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 (วรรคสี่และวรรคห้า) กำหนดกรอบเวลาไว้ชัดเจน:

คณะกรรมการสอบสวนต้องทำให้เสร็จภายใน 60 วัน (ขยายได้ตามจำเป็นไม่เกิน 60 วัน)

อธิบดีต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 15 วัน

แต่ในความเป็นจริง มหากาพย์ที่ดินเขากระโดงใช้เวลากระบวนการสอบสวนยาวนานเกินกว่ากรอบที่กฎหมายวางไว้หลายเท่าตัว แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้เป็นโมฆะหากทำเกินเวลา แต่สะท้อนถึงเจตนาในการประวิงเวลา ละเลยต่อหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และปล่อยให้ทรัพย์สินของรัฐเสียหายรายเดือน

คดี 395/2568: ศาลปกครองกลางควรสั่งอย่างไร ไม่ให้คดี “วนลูป” อีกรอบ?

คดีหมายเลขดำที่ 395/2568 ที่ รฟท. ยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งยุติเรื่องของกรมที่ดิน และศาลมีคำสั่งลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ให้รับฟ้องไว้พิจารณา จึงมีความสำคัญยิ่งกว่าคดีเดิม หากศาลต้องการ “เด็ดขาด” และตัดวงจรเงาการเมือง ศาลอาจเลือกใช้มาตรการดังต่อไปนี้:

1. ล็อกกรอบข้อเท็จจริงห้ามโต้แย้งซ้ำ: ศาลควรกำหนดไว้ให้ชัดเจนว่า ห้ามกรมที่ดินหยิบยกประเด็นเรื่องแนวเขตที่ดินตามแผนที่ท้ายคำพิพากษาศาลฎีกามาพิจารณาใหม่ซ้ำอีก เพราะข้อเท็จจริงเรื่องกรรมสิทธิ์ของรัฐยุติแล้ว

2. สั่งเชิงเนื้อหา (Substance) ให้มากขึ้น: ในการสั่งให้ดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน 995 แปลง ที่ออกโดยคลาดเคลื่อน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 อันเป็นการสั่งทางเนื้อหานั้น ศาลควรมีคำสั่งให้ชัดเจน

3. มาตรการบังคับคดีและกรอบเวลาเชิงรุก: ศาลควรกำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินรายงานผลการดำเนินงานต่อศาลทุก 30 วัน

บทสรุป

คดีที่ดินเขากระโดงไม่ใช่แค่เรื่องการทวงคืนที่ดินให้ รฟท. แต่เป็น “บททดสอบมาตรฐานระบบยุติธรรมไทย” ว่า ฝ่ายบริหารจะสามารถใช้กลเกมทางกฎหมายเพื่อล้มล้างคำพิพากษาของศาลได้หรือไม่ คำตอบของศาลปกครองในคดี 395/2568 จะเป็นตัวกำหนดว่า “คำพิพากษาของศาลไทย” ยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์และมีผลใช้บังคับได้จริง หรือเป็นเพียงแค่เศษกระดาษเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเครือข่ายอำนาจทางการเมือง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สมชาย' งัดเอกสารสำคัญ 'เขากระโดง' จี้รฟท.-กรมที่ดิน เร่งรัดตามกม. อย่าให้การเมืองกดดัน

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) รองประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต โพสต์เอกสารพร้อมข้อความ ระบุว่า

จับตาเคสกู้เงินโปะบัตรคนจน ผลตัดสินกำหนดอนาคตการคลังประเทศ

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ  และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  เงินกู้วิกฤตพลังงานกับบัตรคนจน: คดีสำคัญที่อาจกำหนดอนาคตวินัยการคลังไทย

นักกฎหมาย ถอดรหัสแชตไลน์ ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ถ้าผิดจริงเจอทั้งโทษวินัย และ อาญา เต็มๆ

นายวัส ติงสมิตร  นักวิชาการอิสระ  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่เขย่าแวดวงสิงห์มหาดไทยอย่างรุนแรง  เมื่อหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกกรณีแชตไลน์หลุดสะเทือนเลื่อนลั่น

ถอดรหัส 'ถอนฟ้อง' ในคดี อดีตประธานป.ป.ช.  เมื่อสิทธิของโจทก์ ต้องเผชิญกับประโยชน์สาธารณะ

หน้าประวัติศาสตร์กฎหมายและการเมืองไทยต้องจารึกไว้อีกครั้ง เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำพิพากษาครั้งสำคัญ

อดีตผู้พิพากษาถอดรหัสคำแนะนำ 'ประธานศาลฎีกา' ว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์คำแนะนำประธานศาลฎีกาฉบับใหม่ ว่าด้วยการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ชี้เป็นหมุดหมายสำคัญของก