
28 กรกฎาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึง กรณี “หมอสรณ” ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่? เมื่อกฎหมายมีช่องว่าง รัฐควรเดินอย่างไร
กรณีการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ต้องยุติลงเพราะกรรมการ 3 คนไม่เข้าร่วมประชุม หลังคณะกรรมการสรรหามีมติวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงสำคัญในทางกฎหมายว่า:
ในเมื่อคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยแล้ว นพ.สรณ ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่? และหากจะพ้นจากตำแหน่ง จำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่?
คำถามนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเหตุให้การประชุม กสทช. ล่ม และกระทบต่อการพิจารณาวาระสำคัญระดับประเทศหลายเรื่อง
จุดเริ่มต้นของคดี
เรื่องนี้เริ่มจากคณะกรรมาธิการการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร ยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณ ต่อมานายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา
ความเห็นกฤษฎีกา (คณะที่ 1): ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาผู้ป่วยโดยได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 (ก่อนวันมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเพียงวันเดียว) จึงเข้าลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 (2) และเป็นกรณีที่ มาตรา 18 ประกอบมาตรา 15/1 กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย
มติคณะกรรมการสรรหา กสทช. (ชุดเดิม): มีมติเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม และ “ให้ถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.”
อย่างไรก็ตาม นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว และยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง โดยอ้าง มาตรา 20 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
ข้อกฎหมายที่กำลังถกเถียง: มาตรา 20 วรรคสอง ใช้บังคับแก่กรณีนี้หรือไม่?
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นคณะกรรมการสรรหาได้มีมติไปแล้ว (หากไม่เห็นด้วยก็มีสิทธิที่จะฟ้องต่อศาลปกครอง) แต่ประเด็นที่แท้จริงคือ… บทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสอง ใช้บังคับแก่กรณีนี้หรือไม่?
ตามมาตรา 20 วรรคสอง หากกรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม ให้ประธานวุฒิสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
เมื่ออ่านเพียงตัวบท หลายคนจึงเข้าใจว่า ไม่ว่ากรณีใด หากจะพ้นจากตำแหน่งก็ต้องมีพระบรมราชโองการก่อน แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่า:
1.มาตรา 20 เขียนขึ้นเพื่อรองรับกรณีที่กรรมการเข้าดำรงตำแหน่งโดยสมบูรณ์แล้ว ต่อมาภายหลังเกิดเหตุการขาดคุณสมบัติหรือมีลกษณะต้องห้าม ซึ่งเป็นเรื่อง “การสิ้นสุดสถานะของกรรมการที่มีสถานะสมบูรณ์อยู่ก่อน”
2. กรณี นพ.สรณ หากยึดตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กลับเป็นกรณีที่มีลักษณะต้องห้าม “ตั้งแต่ก่อน” มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ปัญหาจึงเป็นเรื่อง “การเกิดสถานะทางกฎหมาย” (Status) ไม่ใช่ “การสิ้นสุดสถานะ”
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดข้อโต้แย้งว่า มาตรา 20 น่าจะไม่ใช่บทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริงในคดีนี้เลย
ช่องว่างเชิงระบบของกฎหมาย (Systemic Legal Gap)
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่างของกฎหมาย” อย่างชัดเจน
ผู้ร่างกฎหมายได้บัญญัติวิธีดำเนินการไว้เฉพาะกรณีที่กรรมการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม “ภายหลัง” เข้ารับตำแหน่ง แต่ไม่ได้บัญญัติไว้ว่า หากภายหลังตรวจพบว่าผู้ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมาตั้งแต่ก่อนการแต่งตั้ง จะต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ อย่างไร
นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาการตีความตัวบทธรรมดา แต่เป็น ช่องว่างเชิงระบบของกฎหมาย (Systemic Legal Gap) ที่เกิดจากข้อเท็จจริงซึ่งผู้ร่างกฎหมายอาจไม่เคยคาดหมายว่าจะเกิดขึ้นมาก่อนก็ได้ อย่างไรก็ดี ช่องว่างดังกล่าวยังคงอยู่ในวิสัยที่ฝ่ายบริหารและผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายจะตีความเพื่ออุดช่องว่างได้ตามหลักนิติรัฐ
แล้วควรแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร?
ในสถานการณ์ปัจจุบัน นพ.สรณ ยังมิได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งมติดังกล่าวถือเป็น คำสั่งทางปกครองที่มีผลใช้บังคับทันที ตามมาตรา 63/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ทว่า ในทางปฏิบัติ สำนักงาน กสทช. กลับยังคงยืนยันว่า นพ.สรณ ยังมีหน้าที่และอำนาจในตำแหน่งประธาน กสทช. โดยอ้างว่ายังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
คำถามสำคัญทางกฎหมายมหาชนจึงมีอยู่ว่า:
สำนักงาน กสทช. มีหน้าที่และอำนาจที่จะตีความกฎหมายให้ขัดหรือแย้งกับมติของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองได้หรือไม่?
แล้วควรแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร?
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่ นพ.สรณ ยังมิได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และยังไม่มีคำขอทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการสรรหา (ซึ่งมติดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลใช้บังคับทันที เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน ตามมาตรา 63/2 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539) ขณะที่สำนักงาน กสทช. ยังคงยืนยันว่า นพ.สรณ มีหน้าที่และอำนาจของประธาน กสทช. เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
คำถามคือ: สำนักงาน กสทช. มีอำนาจตีความกฎหมายให้ขัดกับมติของคณะกรรมการสรรหาซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่?
แม้ผู้เขียนจะเห็นว่า กรณีนี้เป็นปัญหาลักษณะต้องห้ามที่เกิดขึ้นก่อน นพ.สรณมาดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. อันอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 15/1 และคำวินิจฉัยเป็นที่สุดในฝ่ายบริหาร และมีผลใช้บังคับทันทีโดยไม่ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ทำนองเดียวกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 5 องค์กร และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม
แต่เพื่อยุติปัญหาเฉพาะหน้า สำนักงาน กสทช. ควรขอหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยด่วนเฉพาะประเด็นข้อกฎหมาย (ซึ่งยังไม่เคยหารือมาก่อน) ว่า:
“เมื่อคณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งมีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ผลดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคสอง โดยนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่? หรือผลของการวินิจฉัยมีผลในตัวเองโดยไม่ต้องดำเนินการตามมาตรา 20?”
หากคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าว จะทำให้หน่วยงานของรัฐมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ลดความเสี่ยงที่การดำเนินงานของ กสทช. จะถูกโต้แย้งในภายหลัง และยังไม่กระทบต่อสิทธิของ นพ.สรณ ที่จะฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติ รวมทั้งขอทุเลาการบังคับตามมาตรการทางปกครองต่อไป
ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับ นพ.สรณ พึงหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้มติ หรือประกาศต่าง ๆ ของ กสทช. ที่ลงนามหลังจากนี้ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องเพิกถอนในภายหลังเนื่องจากกระทำโดยผู้ไม่มีอำนาจ
บทส่งท้าย
กรณี “หมอสรณ” จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทของบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นคดีที่จะกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกฎหมายมหาชนไทย ว่าเมื่อภายหลังมีการวินิจฉัยว่าผู้ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม มาตั้งแต่ก่อนการแต่งตั้ง ผลทางกฎหมายจะเกิดขึ้นเมื่อใด และต้องดำเนินการตามขั้นตอนใด
จนกว่าศาลปกครองจะมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด หน่วยงานของรัฐทุกฝ่ายจึงควรใช้ความระมัดระวังในการตีความกฎหมาย การอาศัยความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่ปรึกษากฎหมายของฝ่ายบริหาร ย่อมเป็นแนวทางที่ช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย ได้มากกว่าการที่แต่ละหน่วยงานตีความกฎหมายแตกต่างกันเอง ซึ่งท้ายที่สุดย่อมเป็นประโยชน์ต่อทั้งองค์กร กสทช. และต่อหลักนิติรัฐของประเทศโดยรวม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มติ กกต.14 ก.ย. คดีฮั้ว สว.จบแบบไหน?
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประชุมลงมติในคำร้อง"คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา"หรือ"คดีฮั้วสว."ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และคาดว่ามติของกกต.ไม่ว่าจะออกมาอย่างใด จะมีผลทางการเมืองและต่อองค์กรอิสระอย่างกกต.ตามมาแน่นอน
อดีตผู้พิพากษา ชำแหละ 'กสทช.' ปมข่าว 'หมอสรณ' จากคำสั่งศาลถึงแท็กติกแก้เกม
“วัส ติงสมิตร” วิเคราะห์กรณี กสทช.เผยแพร่ข่าวคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ก่อนศาลท้วงข้อความไม่ตรงความจริง ชี้ต้องแยก “คำอ้
เอาแล้ว! ยื่นยุบพรรคประชาชนรับเงินไม่ชอบจาก 'ไอซ์ รักชนก'
'ทันกวินท์' บุก กกต. ยื่นยุบพรรคประชาชน หลังรับเงินไม่ชอบจาก 'ไอซ์ รักชนก' พร้อมจี้ ป.ป.ช. เช็กบิลเส้นทางเงินหลังพบพิรุธบริจาคพรรค 2 แสน แต่แจ้งมีหนี้ 2 ล้าน และแจ้งยอดบริจาค ป.ป.ช. แค่ 3.6 หมื่น
'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส' เจาะลึกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดปมเปิดประตูรับคำฟ้อง 'หมอสรณ'
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ศาลปค.พลิกรับฟ้องสรณ
ศาล ปค.สูงสุดพลิก! สั่งรับคำฟ้อง "หมอสรณ"
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสถอดบทเรียนคำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริตเลือก สว.ร้อยเอ็ด
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

