อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ระบุคำพิพากษาคดียกฟ้องอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง สะท้อนแนวทางศาลไทยใช้มาตรา 161/1 คัดกรองคดีฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) ย้ำสิทธิฟ้องร้องต้องใช้โดยสุจริต ไม่ใช่เป็นเครื่องมือกดดันผู้ร้องเรียนทุจริต
1 สิงหาคม 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
⚖️ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทุจริต “ฟ้องกลับ” ผู้ร้องเรียน: จากคดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต สู่บทเรียน Anti-SLAPP ของไทยและต่างประเทศ 🇹🇭🌐
ตามรายงานข่าวของสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ว่า ศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ให้ "ยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง" คดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตยื่นฟ้องเจ้าของที่ดินในความผิดฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท โดยไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้อง อาจดูเผิน ๆ เป็นเพียงคดีความขัดแย้งระหว่างบุคคล 🏛️
แต่ในทางกฎหมาย คดีนี้มีความหมายลึกซึ้งและยิ่งใหญ่กว่านั้นมากครับ!
เพราะสิ่งที่ศาลกำลังพิจารณา ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามที่ว่า “จำเลยแจ้งความเท็จหรือไม่?” หากแต่ตั้งคำถามสำคัญก่อนหน้านั้นว่า:
👉 “การที่โจทก์นำคดีอาญามาฟ้องผู้ที่เคยร้องเรียนเรื่องทุจริตนั้น เป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต หรือเป็นการใช้ศาลเป็นเครื่องมือเพื่อตอบโต้ผู้ร้องเรียนกันแน่?”
คำถามนี้คือหัวใจของแนวคิดการป้องกัน “คดีฟ้องปิดปาก” ( Anti-SLAPP : Strategic Lawsuits Against Public Participation) 🚫 เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นอาวุธข่มขู่ประชาชน นักข่าว นักกิจกรรม หรือผู้เปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้ต้องหวาดกลัวจนเงียบเสียงลง
และสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่แนวทางนี้ผ่าน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ประกอบกับ คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 (ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 29 เดือนเดียวกัน)📜 ซึ่งกำหนดแนวทางให้ศาลคัดกรองคดีฟ้องปิดปากได้ตั้งแต่ต้นกระบวนการ!
🔍 คดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต: ศาลไม่ได้ตัดสินว่า “สินบน 1 ล้านบาทมีจริงหรือไม่”
ข้อเท็จจริงตามข่าวระบุว่า อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจำนวน 1 ล้านบาทจากเจ้าของที่ดินเพื่อแลกกับการแก้ไขเอกสารครอบครอง ต่อมาเจ้าของที่ดินได้นำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ฝ่ายอดีตปลัดจังหวัดจึงนำคดีมาฟ้องกลับเจ้าของที่ดินในข้อหาแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท
ทว่า... ศาลอาญาพิเคราะห์คำฟ้องและพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้วเห็นว่า “มีข้อบ่งชี้ว่าการฟ้องคดีเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต” จึงอาศัยอำนาจตาม มาตรา 161/1 พิพากษายกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง โดยไม่ต้องเสียเวลาเข้าสู่การไต่สวนมูลฟ้อง ⚡
ประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องครับ:
❌ ไม่ได้หมายความว่า ศาลได้พิพากษาว่าเจ้าของที่ดินพูดความจริงเรื่องเจ้าพนักงานเรียกเงิน 1 ล้านบาท
❌ ไม่ได้หมายความว่า ศาลตัดสินว่าอดีตปลัดจังหวัดมีความผิดฐานรับสินบนแล้ว
🟢 แต่หมายความว่า การใช้สิทธิฟ้องคดีของโจทก์มีลักษณะไม่สุจริตอย่างชัดแจ้ง จนศาลไม่อาจปล่อยให้คดีเดินหน้าไปสร้างภาระแก่จำเลยได้
ความแตกต่างระหว่างสองเรื่องนี้สำคัญมากครับ! เพราะการตัดสินว่า “ใครพูดความจริง” เป็นเรื่องของเนื้อหาคดี ส่วนการตัดสินว่า “โจทก์ใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่” เป็นเรื่องของกระบวนวิธีพิจารณาเพื่อปกป้องความยุติธรรม 🛡️
🛑 มาตรา 161/1: อำนาจศาลในการ “หยุดคดี” ก่อนจำเลยถูกลากเข้าสู่สงครามชั้นศาล
หัวใจของมาตรา 161/1 ป.วิ.อ. คือการยอมรับหลักการที่ว่า “ไม่ใช่ทุกคดีที่ยื่นฟ้อง ศาลจะต้องปล่อยให้เดินไปจนถึงการพิจารณาคดีเต็มรูปแบบ”
หากเป็นคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ และปรากฏพยานหลักฐานเบื้องต้นว่าเป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต มุ่งหวังผลอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้องได้ทันทีตั้งแต่ด่านแรก 🚪❌
แนวคิดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อมี คำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2569 ซึ่งวางพฤติการณ์ชี้วัดไว้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น:
1.🚨 การฟ้องคดีในลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร
2.🚨 การฟ้องคดีเพื่อกดดันให้จำเลยกระทำหรือเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ
3.🚨 การจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อศาล
พูดง่าย ๆ คือ “ศาลไม่ได้ตรวจเพียงว่าฟ้องได้หรือไม่... แต่เริ่มตรวจลึกไปถึงว่า ฟ้องไปเพื่ออะไร!” 🎯
🌐 ส่องกลไก Anti-SLAPP ในต่างประเทศ: เขารับมือกันอย่างไร?
คำว่า SLAPP ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคดีที่โจทก์แพ้ในท้ายที่สุด แต่หมายถึงคดีที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้าง "สงครามจิตวิทยาและสงครามการเงิน" 💸 เพื่อให้จำเลยเหนื่อยล้า เสียค่าใช้จ่าย และเกิดความหวาดกลัวจนยอมถอย (Chilling Effect)
หลายประเทศจึงพัฒนามาตรการ Anti-SLAPP ไว้อย่างดุดัน:
🇺🇸 สหรัฐอเมริกา (รัฐแคลิฟอร์เนีย): ระบบ Special Motion to Strike
ตาม California Code of Civil Procedure §425.16 เปิดทางให้จำเลยยื่นคำร้องพิเศษเพื่อตัดคดี หากคดีนั้นเกิดจากการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นหรือยื่นเรื่องร้องเรียนต่อรัฐ
- ขั้นที่ 1: จำเลยแสดงว่า ตนทำกิจกรรมที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
- ขั้นที่ 2 (ผลักภาระ): ภาระตกไปอยู่กับโจทก์ทันที! โจทก์ต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีโอกาสชนะคดีอย่างมีนัยสำคัญ (Probability of prevailing) มิฉะนั้นศาลจะยกฟ้องทันที พร้อมสั่งให้โจทก์จ่ายค่าทนายความแทนจำเลยทั้งหมด!
🇨🇦 แคนาดา (รัฐออนแทริโอ): การชั่งน้ำหนักประโยชน์สาธารณะ
ตาม Protection of Public Participation Act, 2015 ศาลไม่เพียงดูว่าโจทก์มีโอกาสชนะหรือไม่ แต่ยังใช้ "Public Interest Balancing Test" ชั่งน้ำหนักว่า:
👉 “ความเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ มีน้ำหนักมากพอที่จะก้าวข้ามประโยชน์สาธารณะในการคุ้มครองเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นหรือไม่?” ⚖️
🇬🇧 อังกฤษ: คุ้มครองผู้เปิดโปง "อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ"
กฎหมาย Economic Crime and Corporate Transparency Act 2023 เน้นตัดคดี SLAPP ที่มุ่งทำลายสมาธิหรือปิดปากผู้เปิดเผยข้อมูลการทุจริตและความผิดทางเศรษฐกิจ โดยมีระบบคุ้มครองภาระค่าใช้จ่ายของจำเลยอย่างเข้มงวด 💰
🇪🇺 สหภาพยุโรป: มาตรฐานระดับภูมิภาค (Directive 2024/1069)
EU มอง Anti-SLAPP เป็นการคุ้มครองกระบวนการประชาธิปไตย โดยมีมาตรการครบลูป ตั้งแต่การยกฟ้องในระยะแรก (Early dismissal) การสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าใช้จ่าย (Security for costs) ไปจนถึงการลงโทษโจทก์ที่ใช้กระบวนการศาลในทางมิชอบ (Penalties) 🇪🇺
🇹🇭 แล้ว Anti-SLAPP ของไทย อยู่จุดไหนในปัจจุบัน?
เมื่อนำระบบสากลมาเปรียบเทียบกับมาตรา 161/1 จะพบว่า ประเทศไทย (ซึ่งยังไม่มีกฎหมาย Anti-SLAPP เต็มรูปแบบ) มีแนวคิดพื้นฐาน Anti-SLAPP ที่ใกล้เคียงกับสากลอย่างมาก แต่มีจุดเน้นที่ต่างกันเล็กน้อย:
🔹 ระบบสากล (Global Anti-SLAPP): เน้นที่ "สถานะของกิจกรรมสาธารณะ" ที่จำเลยกำลังทำ (เช่น ปกป้องสิ่งแวดล้อม / เปิดโปงโกง)
🔹 ระบบไทย (Thai Anti-SLAPP Framework): เน้นที่ "ความสุจริตของผู้ฟ้อง" (พิจารณาว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยสุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือมุ่งกลั่นแกล้งหรือไม่)
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองระบบมีเป้าหมายเดียวกัน คือ "ไม่ยอมให้ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาระเพื่อบังคับให้อีกฝ่ายถอย" 🚫
นอกจากนี้ เมื่อมองขนานไปกับ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ที่เพิ่มมาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต (Whistleblowers) ยิ่งแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างกฎหมายไทยกำลังถูกเชื่อมโยงเพื่อปกป้องภาคประชาชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น 🤝
⚖️ ข้อควรระวัง: Anti-SLAPP ต้องไม่กลายเป็น "เกราะป้องกันคนไม่สุจริต"
สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ เราต้องไม่ตึงเครียดจนตีความ Anti-SLAPP ว่า "ใครถูกกล่าวหาทุจริตแล้วมาฟ้องกลับ จะต้องถูกยกฟ้องทั้งหมด" เพราะนั่นจะทำให้หลักการกลับด้าน และเปิดช่องให้คนกล่าวหาเท็จใช้เป็นเกราะป้องกันตัว
Anti-SLAPP ที่สมบูรณ์แบบต้องสร้าง ความสมดุล (Balance):
🔹 ผู้เสียหายจริง: ต้องยังคงมีสิทธิเข้าถึงศาลเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
🔹 ผู้ร้องเรียนสุจริต: ต้องได้รับการคุ้มครองจากการถูกฟ้องกลั่นแกล้ง
📌 บทสรุป: จาก “สิทธิฟ้อง” สู่ “ความรับผิดชอบในการใช้สิทธิ”
บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากคดีอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมและวงการกฎหมาย
ในอดีต เราอาจเคยคิดว่า “ใครมีสิทธิฟ้อง ก็ฟ้องไป แล้วค่อยไปสู้กันในศาล”
แต่บรรทัดฐานใหม่กำลังบอกเราว่า:
🛑 “สิทธิในการฟ้องคดี ไม่ได้แปลว่ามีสิทธิใช้กระบวนการศาลอย่างไรก็ได้ หากฟ้องโดยไม่สุจริต ศาลมีหน้าที่ต้องหยุดคดีทันทีเพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นอาวุธ”
ในสังคมประชาธิปไตย การปราบปรามทุจริตจะสำเร็จได้ ประชาชนต้องกล้าพูด กล้าร้องเรียน โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะกลายเป็นจำเลยเสียเอง
คดีอดีตปลัดภูเก็ตจึงนับเป็นหนึ่งในคดีประวัติศาสตร์ ที่ช่วยขีดเส้นแบ่งระหว่าง “การใช้ศาลเพื่อแสวงหาความยุติธรรม” กับ “การใช้ศาลเป็นอาวุธเพื่อทำให้สังคมเงียบ” ในประเทศไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ! ✨.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสเจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ฮั้วเลือก สว.
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
นักกฎหมายชี้ 'กกต.' พังเจตนารมณ์กฎหมายเสี่ยงสูงเจอ 157
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ เมื่อมติ กกต. 14 กันยายน 2569 ในคดีฮั้ว สว. ปี 2567 เดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม
'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส' ยก 3 เหตุผลสำคัญ 'ถ้าผมเป็น กกต. จะลงมติคดีฮั้วสว.อย่างไร'
วัส ติงสมิตร สะท้อนมุมมองคดีฮั้วสว. 229 ราย ตามผลการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 กำลังเป็นจุดวัดใจครั้งสำคัญของกกต.
นักวิชาการเผยแง่มุมกฎหมาย ‘พยานกลับคำ’ มีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ‘พยานกลับคำ' ในคดีฮั้ว สว. ตามมุมมองกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพยานหลักฐาน
อดีตผู้พิพากษาฯ วิเคราะห์ปม 'สมัครผิดกลุ่ม' เปิดปริศนาเส้นแบ่งกลุ่ม 10
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาวิเคราะห์ 2 คดี สว.อำนาจเจริญ หลังศาลฎีการับไว้พิจารณา ชี้มีทั้งปมอำนาจฟ้อง
มติ กกต.14 ก.ย. คดีฮั้ว สว.จบแบบไหน?
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประชุมลงมติในคำร้อง"คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา"หรือ"คดีฮั้วสว."ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และคาดว่ามติของกกต.ไม่ว่าจะออกมาอย่างใด จะมีผลทางการเมืองและต่อองค์กรอิสระอย่างกกต.ตามมาแน่นอน

