อดีตผู้พิพากษาชี้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทอาจเปิดสำนวนฮั้ว สว.!

22 ก.ค.2569 - วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “คดีหมิ่นประมาทที่อาจเปิด “สำนวนฮั้ว สว.”: เมื่อการตอบโต้ทางกฎหมาย อาจกลายเป็นเวทีตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อสาธารณะ” ระบุว่า วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เกิดปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ปี2567 อยู่ 2 เรื่อง “ไอลอว์” เปิดชื่อ 9 นักการเมืองภูมิใจไทย โยงขบวนการฮั้ว สว. ยื่นฝ่ายค้านเช็กบิลรัฐบาล

21 ก.ค. 69 เวลาก่อนเที่ยง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ยื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก สว. ต่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดรายชื่อ 9 นักการเมืองและรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยที่อาจเกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าขบวนการนี้เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ใช้เงินสดเป็นหลัก ด้านนายพริษฐ์ขานรับเตรียมนำเรื่องเข้าสู่กลไกสภาฯ และอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยแสดงความกังวลว่า กกต. อาจทำการ “ตัดตอน” คดีเพื่อปกป้องกลุ่มอำนาจ

“ภูมิใจไทย” ไม่ทน! จ่อฟ้องหมิ่นประมาท “ยิ่งชีพ iLaw” ยันไร้หลักฐาน กล่าวหาลอย ๆ

21 ก.ค. 69 เวลาหลังเที่ยง นายศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย แถลงโต้ทันควัน ยืนยันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นความจริง เป็นการใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และประกาศว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมด้วยบุคคลอีก 8 รายที่ถูกพาดพิง จะดำเนินคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทกับนายยิ่งชีพอย่างถึงที่สุด

จากการแถลงข่าว สู่จุดตัดทางนิติศาสตร์และการเมืองไทย

การเมืองไทยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กำลังเดินเข้าสู่จุดตัดที่น่าสนใจอย่างยิ่งในทางนิติศาสตร์ ด้านหนึ่ง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการเลือก สว. ไปยื่นต่อฝ่ายค้าน พร้อมระบุว่าข้อมูลเชื่อมโยงนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย 9 ราย อีกด้านหนึ่ง นายศุภชัย ใจสมุทร ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้แถลงตอบโต้ทันทีว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล และประกาศดำเนินคดีหมิ่นประมาท

เมื่อมองผิวเผิน หลายคนอาจเห็นว่าเป็นเพียงการปะทะกันระหว่างฝ่ายค้าน ภาคประชาชน และพรรคการเมือง แต่หากมองลึกลงไป คดีนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดคดีหนึ่ง เพราะอาจเป็นจุดเชื่อมระหว่างกระบวนการตรวจสอบของ กกต. และ DSI กับกระบวนการพิจารณาคดีเปิดเผยของศาลยุติธรรม

1.คดีหมิ่นประมาทไม่ได้ตัดสินคดีฮั้ว สว. แต่ตัดสิน “ความสุจริต”

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ หากมีการฟ้องคดีหมิ่นประมาทจริง ศาลยุติธรรมจะไม่ได้วินิจฉัยว่าใครกระทำความผิดฐานฮั้วเลือก สว. หรือไม่ เพราะประเด็นนั้นอยู่ในอำนาจของกระบวนการตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. และเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

แต่สิ่งที่ศาลยุติธรรมจะต้องพิจารณา คือการที่นายยิ่งชีพเผยแพร่และยื่นข้อมูลดังกล่าว เป็นการ “ใส่ความ” โดยไม่มีมูล หรือเป็นการใช้สิทธิในการตรวจสอบเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะโดยสุจริต คำถามนี้เองอาจทำให้ศาลจำเป็นต้องพิจารณาที่มาของข้อมูลและพยานหลักฐานที่ผู้ถูกฟ้องใช้อ้างอิง

2.หากข้อมูลมาจากสำนวน กกต. และ DSI : ดาบสองคมของการฟ้องคดี

ข้อมูลที่ iLaw นำมาแถลงและยื่นต่อฝ่ายค้าน ปรากฏว่า เป็นข้อมูลที่อยู่ในสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. และสำนวนของ DSI ในคดีฟอกเงิน
หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ และมีการฟ้องคดีหมิ่นประมาทเกิดขึ้นจริง จำเลยย่อมอาจยกข้อต่อสู้ว่า ข้อความที่ตนนำเสนอไม่ได้เกิดจากการกล่าวหาเลื่อนลอย แต่ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ได้มาจากกระบวนการสืบสวน สอบสวน และไต่สวนของหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย

3.สิทธิการร้องเรียนโดยสุจริต vs การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (SLAPP)

ในสังคมประชาธิปไตย การเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักนิติรัฐ รัฐธรรมนูญจึงรับรองสิทธิของประชาชนในการร้องเรียน เสนอข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานของรัฐ
ด้วยเหตุนี้ ศาลไทยจึงวางหลักมาอย่างต่อเนื่องว่า การร้องเรียนหรือเสนอข้อมูลต่อหน่วยงานของรัฐโดยสุจริต เพื่อให้ใช้อำนาจตามกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริง แม้ผู้ถูกร้องเรียนจะได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียง ก็ไม่อาจถือเป็นการหมิ่นประมาทโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายรับรองและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
หากพรรคภูมิใจไทยฟ้องนายยิ่งชีพต่อศาลยุติธรรมจริง ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยย่อมมีสิทธิขอให้ศาลไต่สวนข้อเท็จจริงจาก กกต. และ DSI ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ได้

การฟ้องหมิ่นประมาทในลักษณะนี้มีปัญหาว่าเข้าข่ายการฟ้องเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) หรือไม่ แม้กฎหมายไทยมิได้ใช้คำว่า SLAPP โดยตรง แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีราษฎรเป็นโจทก์ หากปรากฏว่าการฟ้องเป็นไปโดยไม่สุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ

บทสรุปวิเคราะห์: ดุลยภาพใหม่ของกระบวนการยุติธรรม

ไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยจะตัดสินใจฟ้องหรือไม่ หรือไม่ว่าผลของคดีจะเป็นอย่างไร สิ่งที่สังคมควรคาดหวังคือ กระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายนำพยานหลักฐานมาแสดงอย่างเต็มที่ และให้ศาลเป็นผู้ชั่งน้ำหนักตามกฎหมาย

สำหรับผู้ถูกกล่าวหา ย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองต่อชื่อเสียง และไม่ถูกทำลายด้วยข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูล
สำหรับผู้เปิดเผยข้อมูล หากกระทำโดยสุจริตและมีเหตุอันควรเชื่อ ก็ย่อมมีสิทธิใช้เสรีภาพในการตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ

ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะคดี แต่คือการที่สังคมไทยจะได้เห็นข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม มากกว่าการแข่งขันกันด้วยการแถลงข่าว หากคดีหมิ่นประมาทเกิดขึ้นจริง คดีนี้อาจกลายเป็นคดีสำคัญที่ทดสอบดุลยภาพระหว่างสิทธิในชื่อเสียง เสรีภาพในการตรวจสอบ และความโปร่งใสของกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นประเด็นที่มีความหมายต่อระบบกฎหมายและประชาธิปไตยไทยในระยะยาว

และอาจต้องขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ฟ้องนายยิ่งชีพจนทำให้ข้อเท็จจริงในคดีฮั้วเลือก สว. ได้มีโอกาสปรากฏออกมาสู่สังคมผ่านกระบวนการตรวจสอบของศาลได้บ้าง หลังจากถูกแช่เย็นมาเป็นเวลานานนับปี

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อดีตผู้พิพากษาอาวุโส วิเคราะห์ 'ทักษิณ' ดิ้นสู้คดีภาษีหุ้นชินฯ หนีถูกตราหน้า 'บุคคลล้มละลาย'

วัส ติงสมิตร วิเคราะห์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน จากคำพิพากษาศาลฎีกา สู่ชนวนฟ้องล้มละลาย ‘ทักษิณ ชินวัตร’

'อดีตผู้พิพากษาฯ' ชี้ 'ก่อแก้ว' กล่าวหาผู้อื่นจิตใจต่ำกว่ามนุษย์ ข้ามเส้นติชมโดยสุจริต สู่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วัส ติงสมิตร ชี้ 'ก่อแก้ว' โพสต์กล่าวหาผู้อื่นว่า 'มีจิตใจต่ำกว่ามนุษย์' ถือเป็นการข้ามเส้นการติชมโดยสุจริต