“ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ยืนยันข้อกล่าวหาที่นายษิทรานำไปเชื่อมโยงบ้านพระอาทิตย์ในคดีฮั้วประมูล AOT เป็นเรื่องที่ถูกตรวจสอบและหักล้างในชั้นศาลแล้ว พร้อมระบุการนำประเด็นเดิมไปร้อง DSI และเผยแพร่ผ่านสื่อเป็นการเบี่ยงกระแส แนะหากไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาควรต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ตามกระบวนการกฎหมาย
16 มิถุนายน 2569 - นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ตั้ม” นำหลักฐานเกี่ยวกับโครงการฮั้วประมูลของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ไปยื่นต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมกล่าวอ้างว่ามีผู้ใหญ่ในบ้านพระอาทิตย์เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว
นายปานเทพยืนยันว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากพยานที่ถูกนำมาอ้างผ่านสื่อได้ให้การต่อศาลด้วยตนเองแล้วว่าเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ อีกทั้งบ้านพระอาทิตย์ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่มีอำนาจหรือบทบาทในการให้คุณให้โทษกับโครงการดังกล่าว และประเด็นนี้ถูกซักค้านจนสิ้นข้อสงสัยในชั้นศาลแล้ว
เขากล่าวว่า ข้อมูลที่ทนายตั้มนำไปยื่นในขณะนี้ ล้วนเป็นข้อมูลที่เคยถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลมาแล้ว และศาลได้วินิจฉัยว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญของคดี พร้อมมองว่าการนำบางข้อความหรือบางประเด็นมาตัดตอนเผยแพร่และร้องเรียนต่อ DSI เป็นความพยายามเบี่ยงกระแส ซึ่งตนไม่ได้มีความกังวลใด ๆ
สำหรับคดีระหว่างทนายตั้มกับนางจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย นายปานเทพกล่าวว่า เอกสารและข้อโต้แย้งต่าง ๆ ที่ถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะในเวลานี้ ได้ผ่านการพิจารณาของศาลชั้นต้นไปแล้วทั้งหมด โดยศาลได้พิจารณาทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานทางวิทยาศาสตร์อย่างครบถ้วนก่อนมีคำพิพากษา
นายปานเทพยังระบุว่า สิ่งที่ทนายตั้มกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาผ่านสื่อ ขณะที่แนวทางตามกฎหมายควรดำเนินการในชั้นอุทธรณ์มากกว่า พร้อมยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่พยานสำคัญ 2 ปากมีแรงจูงใจเรื่องเงินเพื่อให้การปรักปรำนั้นไม่เป็นความจริง โดยศาลได้วินิจฉัยชัดเจนว่าสามารถรับฟังพยานทั้งสองรายได้ และไม่มีส่วนใดระบุว่ารับเงินโดยตรงตามที่ถูกกล่าวอ้าง
นอกจากนี้ นายปานเทพยังกล่าวถึงเอกสารคำแถลงปิดคดีที่ทนายตั้มเผยแพร่ผ่านสื่อว่า เป็นเพียงคำแถลงของฝ่ายจำเลย ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติในกระบวนการพิจารณาคดีที่ทุกฝ่ายต้องนำเสนอเหตุผลสนับสนุนฝ่ายตนเอง ก่อนที่ศาลจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ประกอบการตัดสินคดี
เขามองว่าการเคลื่อนไหวนอกศาลในลักษณะดังกล่าว อาจมีเป้าหมายเพื่อกดดันพยานสำคัญที่มีส่วนต่อผลคำพิพากษา หรืออาจเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัว พร้อมฝากถึงสื่อมวลชนให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านและไม่เสนอข้อมูลเพียงมุมเดียว หากไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินก็สามารถใช้สิทธิตามกระบวนการอุทธรณ์ได้
ส่วนกรณีที่ทนายตั้มเคยประกาศท้าดื่มปัสสาวะ 71 แก้ว นายปานเทพกล่าวว่า แม้คดีจะผ่านการพิจารณาในศาลชั้นต้นแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการตามคำท้าดังกล่าว พร้อมเปรียบเทียบในเชิงกฎหมายว่า การอุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนค่าเสียหายต้องมีการวางเงินตามเงื่อนไขของศาลก่อน เช่นเดียวกับการจะท้าบุคคลอื่นก็ควรแสดงความพร้อมตามที่กล่าวอ้างไว้ด้วยเช่นกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ปานเทพ' ยื่นหลักฐานใหม่กว่า 1,300 หน้า ขอดีเอสไอรื้อคดีแตงโม เชื่อไม่ได้อยู่บนเรือ
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แถลงข่าวเปิดเผยความขัดแย้งของพยานหลักฐานในสำนวนเดิมในคดีการเสียชีวิตของน.ส.นิดา แตงโม พัชรวีระพงษ์ โดยนำหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ ข้อมูลพิกัดดาวเทียม และรายงานดิจิทัลที่มีความหนากว่า 1,300 หน้า ยื่นตรงต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
‘วีระ’ ดอดพบ ‘สนธิ’ แจงปมถอนฟ้องคดีนาฬิกา หลังถูกสังคมตั้งคำถามหนัก
“ปานเทพ” เผย “วีระ สมความคิด” พร้อมคณะเข้าพบ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่บ้านพระอาทิตย์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีถอนฟ้องคดี ป.ป.ช. ปกปิดคำวินิจฉัยทรัพย์สินนาฬิกาหรูบิ๊กป้อม
'ปานเทพ' เรียกร้องเอาผิดไส้ศึกส่งน้ำมันให้เขมร ชี้เข้าข่ายโทษประหาร!
ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ระบุผู้ที่ส่งน้ำมันซึ่งเป็นยุทธปัจจัยให้กัมพูชา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เข้าข่ายช่วยข้าศึกทำร้ายทหารและพลเมืองไทย ขอให้ประชาชนช่วยแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 122 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
‘ปานเทพ’ แนะกริพเพนบินถึงบ้านฮุนเซน หลังสื่อเขมรขู่ใช้ PHL-03 ยิงระยะไกล!
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์เฟซบุ๊กว่า สื่อเขมรขู่ ไ
ประเดิมนั่งรถประจำตำแหน่งนายกฯสมัย ‘ลุงตู่’! ‘อนุทิน’ รับหนังสือ ‘ปานเทพ’ ยื่นยกเลิก MOU43-44
เมื่อเวลา 09.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางถึงอาคารรัฐสภา เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมน

