17 มิ.ย.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจาะลึก “กระทำโดยสุจริต”: ความคุ้มกันแบบมีเงื่อนไข (Qualified Immunity) ที่ไม่ใช่ใบบริสุทธิ์ของ กกต.” ระบุว่า จากประเด็นร้อนแรงเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 กรณีคลิปหลุดวันเลือก สว. ที่มีภาพ กกต. เดินเก็บโพยและเตือนผู้สมัคร จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล่าช้าในการตรวจสอบกระบวนการฮั้ว สว. แม้ว่า กกต. จะยกข้อต่อสู้ทางกฎหมายขึ้นมายันว่า "พิจารณาไปตามกรอบกฎหมาย" และหากหยุดทำหน้าที่จะเข้าข่ายละเว้นตาม ม.157 ก็ตาม...
สิ่งที่เป็นประเด็นใจกลางทางกฎหมายมหาชนที่สังคมต้องร่วมกันคิดคือ คำว่า "กระทำโดยสุจริต" ตามมาตรา 23 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มีเส้นแบ่งความรับผิดอย่างไร? กฎหมายมาตรานี้สร้าง "ความคุ้มกันเด็ดขาด" (Absolute Immunity) ให้องค์กรอิสระจริงหรือ? เมื่อนำหลักทั่วไปของกฎหมายไทยและแนวคำพิพากษาศาลฎีกามาร่วมพิจารณา เราจะพบความจริง 4 มิติ ที่หักล้างความเชื่อเดิมๆ ไปโดยสิ้นเชิง
1.“สุจริต” ในกฎหมายมหาชน: ลึกซึ้งกว่าแค่ “ไม่ได้โกง”
แม้ว่ามาตรา 23 วรรคสอง จะเป็นบทบัญญัติในกฎหมายมหาชน แต่ในทางปฏิบัติ ศาลมักจะนำหลักทั่วไปเรื่อง "ความสุจริต" ซึ่งได้รับการรองรับไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ที่ว่า “ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต” มาใช้เป็นรากฐานในการตีความ
ดังนั้น คำว่า "กระทำโดยสุจริต" ของ กกต. จึงไม่ได้หมายความแคบๆ เพียงแค่ "ไม่มีเจตนาทุจริต" หรือ "ไม่ได้เงินสินบน" เท่านั้น แต่จะต้องผ่านการกลั่นกรองตามมาตรฐานทางวิชาชีพ 5 ประการ คือ:
1)เชื่อโดยสุจริต ว่าการกระทำของตนชอบด้วยกฎหมาย
2) ไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง หรือเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
3) ปฏิบัติหน้าที่ ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้
4) ได้ ใช้ความระมัดระวังตามสมควร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญแล้ว
5) ไม่จงใจละเลย ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ
ข้อสรุปทางกฎหมาย: ความผิดพลาดบนฐานข้อมูลที่จำกัดโดยสุจริต (Good Faith Error) อาจยังได้รับการคุ้มครอง แต่ "การใช้อำนาจโดยมิชอบ" หรือ "ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" จะไม่ถือว่าเป็นความสุจริตในทางกฎหมายมหาชน และเกราะคุ้มกันจะหลุดออกทันที
2. เงื่อนไข 2 ชั้น: ไม่ใช่ทำตามหน้าที่แล้วจะรอดเสมอไป!
มาตรา 23 วรรคสอง วางเงื่อนไขในการเกิดความคุ้มกันไว้ถึง 2 ชั้น (Two-Tier Structure) ซึ่ง กกต. ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าครบถ้วนทั้งสองข้อ ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ คือ:
• ชั้นที่ 1 (องค์ประกอบภายนอก): ต้องเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
• ชั้นที่ 2 (องค์ประกอบภายใน): ต้องกระทำโดย "สุจริต"
หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง ความคุ้มกันย่อมไม่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น หาก กกต. รู้ข้อเท็จจริงอยู่เต็มอกว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แต่ยังจงใจเดินหน้าเพื่อกลั่นแกล้งผู้สมัคร, จงใจปกปิดพยานหลักฐานสำคัญเพื่อช่วยเหลือบางพรรค, เลือกปฏิบัติระว่างผู้สมัคร หรือใช้อำนาจโดยมีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง กรณีเหล่านี้ย่อมไม่อาจข้ามผ่านเงื่อนไขชั้นที่ 2 เรื่อง "ความสุจริต" ไปได้เลย
3.ศาลไม่ได้ฟังแค่คำอ้าง: สแกน "สภาพจิตใจ" ผ่าน "ความสมเหตุสมผล"
การพิสูจน์ความสุจริตในชั้นศาล เจ้าหน้าที่จะมาอ้างลอยๆ ว่า "เชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าทำถูก" ไม่ได้ ศาลจะพิจารณาจาก พฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด (Objective Circumstances) เพื่อสแกนหาข้อเท็จจริงและความสมเหตุสมผล (Rationality) เช่น:
• มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอรองรับการตัดสินใจในขณะนั้นหรือไม่?
• ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและกระบวนการ (Due Process) ที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนหรือไม่?
• ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเป็นธรรมหรือไม่?
หากปรากฏว่าการใช้อำนาจนั้น "ขัดต่อข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ชัดแจ้งอย่างสิ้นเชิง" หรือฝ่าฝืนขั้นตอนกฎหมายอย่างร้ายแรง ศาลย่อมวินิจฉัยได้ว่า "ไม่ใช่การกระทำโดยสุจริต" แม้ผู้กระทำจะอ้างความเชื่อส่วนตัวก็ตาม
4. บรรทัดฐานจากศาลฎีกา: ถอนรหัสความรับผิดของ กกต.
เมื่อนำมุมมอง "ความคุ้มกันแบบมีเงื่อนไข" (Qualified Immunity) มาจับกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เป็นคดีประวัติศาสตร์ จะเห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน:
ฝั่งคดีอาญา (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15232/2558 – ประชุมใหญ่)
เมื่อข้อเท็จจริงยุติจากพยานหลักฐานแล้วว่ามีขบวนการจ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กและแก้ไขฐานข้อมูลผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 ดำเนินไปได้ แต่ กกต. กลับมีมติให้สอบสวนเพิ่มเติมและมีพฤติการณ์หน่วงเหนี่ยวประวิงเวลา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ไม่ได้มองว่าเป็นเพียงการวินิจฉัยผิดพลาด แต่ชี้ชัดว่าพฤติการณ์หน่วงเหนี่ยวประวิงเวลานั้นส่อเจตนาแอบแฝง “เป็นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณแก่พรรค ท. และมิได้กระทำการตามหน้าที่โดยสุจริต” เกราะคุ้มกันจึงพังทลายลงและนำไปสู่การติดคุกจริงโดยไม่รอลงอาญา
ฝั่งคดีแพ่ง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8891/2568)
ในคดีใบส้มของคุณสุรพล เกียรติไชยากร อดีตผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 8 (แจกใบส้มเพราะเหตุถวายปัจจัยพระสงฆ์ แต่ศาลเลือกตั้งยกฟ้องในภายหลัง) ที่ศาลฎีกาในคดีแพ่งพิพากษายกฟ้อง กกต. ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 70 ล้านบาทนั้น เหตุผลสำคัญเป็นเพราะศาลวินิจฉัยแล้วว่า ณ ขณะที่ออกคำสั่ง กกต. ได้ใช้อำนาจสืบสวนและวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนั้นตามที่กฎหมายภาคบังคับกำหนด (เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย "ให้" สั่งเลือกตั้งใหม่) การกระทำจึงยังอยู่บนฐานของ "ความผิดพลาดโดยสุจริต" (Good Faith Error) ไม่ใช่การแกล้งฟัน จึงยังได้รับความคุ้มครองในทางละเมิด แม้จะทำให้เกิดภาวะ Empty Justice (ความยุติธรรมที่ว่างเปล่า) ที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ได้รับการเยียวยาก็ตาม
บทวิเคราะห์สรุปชนสถานการณ์ข่าวร้อน (16 มิ.ย. 2569)
เสถียรภาพและความศักดิ์สิทธิ์ของ มาตรา 23 วรรคสอง (เมื่อนำมาเทียบเคียงใช้กับการเลือก สว.) จึงมีหลักการสำคัญที่สุดว่า:
"กฎหมายไม่ได้คุ้มครองความผิด แต่คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต หากพิสูจน์ได้ว่าการใช้อำนาจมิได้อยู่บนพื้นฐานแห่งความสุจริต เกราะคุ้มกันย่อมไม่อาจนำมาอ้างได้"
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีข้อครหาเรื่องคลิป "เดินเก็บโพย สว." และการพิจารณาคดีฮั้วที่สังคมหวาดระแวงว่าจะล่าช้าหรือช่วยเหลือใครหรือไม่นั้น... นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ร้องเรียนหรือฝ่ายค้านจึงพยายามฉายภาพให้เห็นว่า พฤติการณ์ของ กกต. อาจไม่ใช่แค่การ "วินิจฉัยผิดพลาด" แต่กำลังส่อไปในทาง "จงใจละเลยข้อเท็จจริงสำคัญ" หรือ "ประวิงเวลา" หรือไม่?
เพราะหากผู้ร้องสามารถทลายกำแพงความสุจริตนี้ลงได้สำเร็จ โดยพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ามีการใช้อำนาจขัดต่อข้อเท็จจริงอย่างเด่นชัด หรือมีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง... เมื่อนั้น เกราะทองคำจากการกระทำโดยสุจริต ก็จะแปรสภาพเป็นความรับผิดส่วนตัวทางอาญาที่มีโทษคุกคามชีวิตทันที เหมือนที่อดีต กกต. ปี 2549 เคยเผชิญมาแล้วครับ!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อดีตผู้พิพากษาฯ' ยกเคส 'ศิริโชค' อธิบายชัด เปิดสำนวน ป.ป.ช. ผิดกฎหมายทันทีจริงหรือ
วัส ติงสมิตร โพสต์เปิดสำนวน ป.ป.ช. ผิดกฎหมายทันทีจริงหรือ? เมื่อข้อพิพาทไม่ได้อยู่แค่เรื่อง เอกสารลับ แต่อยู่ที่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
มหากาพย์ 'สว.สีน้ำเงิน' เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ชน มติ 5 ต่อ 2 เกราะคุ้มกันจะทะลุ หรือคุกคลองเปรมจะเปิด
'อดีตผู้พิพากษา' ชี้กลุ่มผู้สมัคร สว. แฉหลักฐานมัดตัว กกต.จะ 'เป่าคดีฮั้ว สว.' เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โอกาส 1 ใน 5,567 ล้านล้านล้าน 2 คนจะเขียนโพยฃตรงกัน ปิดประตูความบังเอิญ หาก กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 'ไม่มีมูล' เข้าข่ายมาตรา 157 เต็มๆ กลายเป็น'ใบเสร็จรับเงินคุก'
เมื่อ 'ภูมิใจไทย' ถอนชื่อ บททดสอบการแก้รธน.ระหว่าง 'หลักการประชาธิปไตย' กับ 'สมการการเมือง'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง เมื่อพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อ : บททดสอบการแก้รัฐธรรมนูญระหว่าง "หลักการประชาธิปไตย" กับ "สมการการเมือง" มีเนื้อหาดังนี้
'ดร.กิตติธัช' บอกพรรคส้มยามนี้ระเบิดเป็นโกโก้ครั้นเลย!
ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ
เปิดขั้นตอน 'ทักษิณ' พ้นโทษ-ปลดกำไลอีเอ็ม
เปิดขั้นตอนก่อน 'ทักษิณ' พ้นโทษ ชี้ต้องรอการพิจารณาตรวจสอบจัดทำรายชื่อผู้ได้รับอภัยโทษจาก “คณะกรรมการ มาตรา 21 ก่อนเดินทางไปรับใบบริสุทธิ์ และยื่นปลดกำไล EM กับสำนักงานคุมประพฤติ
'อดีตผู้พิพากษา' แนะแนวทาง การแก้ปัญหาทุจริตทะเบียนราษฎรและสถานะบุคคลของไทย
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ละอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ป้องกันคนปลอม หรือ ปฏิเสธคนจริง? โจทย์ท้าทายของไทยในการแก้ปัญหาทุจริตทะเบียนราษฎรและสถานะบุคคล มีเนื้อหาดังนี้

