กฎหมายนิรโทษกรรม จุดเริ่มต้นของการเยียวยา ไม่ใช่จุดจบของความยุติธรรม

1 ก.ค.2569- รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง กฎหมายนิรโทษกรรม : จุดเริ่มต้นของการเยียวยา ไม่ใช่จุดจบของความยุติธรรม มีเนื้อหาดังนี้

ผมขอแสดงความยินดีที่เราสามารถผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมที่เรียกว่า “พรบ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ได้สำเร็จ

แม้กฎหมายฉบับนี้อาจไม่สามารถทำให้ “ทุกฝ่าย” พึงพอใจ แต่ถือเป็น “ก้าวสำคัญ” ของการ “คลี่คลาย” ความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมาตลอดหลายปี สังคมสูญเสียทั้งโอกาสในการพัฒนา ความเชื่อมั่นของประชาชน และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่เหมือนไม่มีวันสิ้นสุด

ไม่มีประเทศใดก้าวไปข้างหน้าได้ หากประชาชนยังคงใช้ชีวิตอยู่กับ “ความแค้น” “ความหวาดระแวง” และการ “ดำเนินคดี” ที่ยืดเยื้อไม่รู้จบ

หลักการสำคัญของ “ความยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน” ชัดแจ้งว่า การสร้างความยุติธรรมภายหลังความขัดแย้ง ไม่ได้หมายถึงการลงโทษทุกคน “ให้ถึงที่สุด” เพียงอย่างเดียว หากแต่เรียกร้องว่าต้องสร้างเงื่อนไขให้คนในสังคมกลับมา “อยู่ร่วมกันได้” อย่างสงบ ภายใต้การเคารพกฎหมายและศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย

ความยุติธรรมสองมิติที่เกื้อหนุนกัน คือ “ความยุติธรรมเชิงลงโทษ” ซึ่งมุ่งให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดตามกฎหมาย เพื่อการรักษาหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม กับ “ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์หรือฟื้นฟู” ซึ่งมุ่งเยียวยาความเสียหาย ฟื้นฟูความสัมพันธ์ และสร้างเงื่อนไขให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ในสังคมที่ผ่านความขัดแย้งรุนแรง ทั้งสองแนวทาง “ไม่จำเป็น” ต้องขัดแย้งกัน หากแต่ต้องได้รับการออกแบบให้สมดุลและเหมาะสมกับบริบทของประเทศ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง “ความยุติธรรม” มิใช่เพียงการ “ตอบแทน” ความผิด แต่คือการ “ฟื้นฟู” สังคมให้กลับมามีความไว้วางใจซึ่งกันและกันอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ การนิรโทษกรรมจึงไม่ใช่การป่าวประกาศว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่ใช่การลบล้างประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐ และฉันทามติร่วมกันของประชาชนว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้อง “ยุติ” วังวนแห่งความขัดแย้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

สิ่งที่น่ายินดีคือ กฎหมายฉบับนี้ยังคงยืนอยู่บน “หลักนิติธรรม” โดยไม่นำ “คดีทุจริตคอร์รัปชัน” “ความผิดอาญา” ที่กระทำต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่น รวมถึงคดีที่กฎหมายกำหนดไว้ “เป็นการเฉพาะ” เข้ามารวมอยู่ในกฎหมายนิรโทษกรรม นี่คือการวางเส้นแบ่งที่สำคัญ ระหว่าง “การให้อภัยเพื่อความปรองดอง” กับ “การปล่อยให้ความผิดลอยนวล”

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “เส้นชัย” หากควรถูกมองว่าเป็น “จุดเริ่มต้น” การนิรโทษกรรมจะมีคุณค่าได้จริง ก็ต่อเมื่อรัฐและทุกฝ่ายร่วมกันปฏิรูปกระบวนการทางการเมือง กระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย ให้เป็นธรรม โปร่งใส และไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีก อย่าให้ประเทศต้องกลับมา “นับหนึ่งใหม่” อีกครั้ง

กฎหมายนิรโทษกรรมอาจช่วยยุติคดีจำนวนหนึ่งได้ แต่จะไม่อาจยุติความขัดแย้งได้เลย หากสังคมยังคงผลิต “เงื่อนไขเดิม” ที่นำไปสู่ความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้น ความสำเร็จของกฎหมายฉบับนี้จึงมิได้วัดจากจำนวนคดีที่สิ้นสุดลง หากวัดจากการที่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมในเรื่องเดียวกันนี้อีกในอนาคต

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อรัฐ 'บังคับ' ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า 'ลูกไม่ได้เลี้ยงดู' เลิกมองความยากจนแบบ 'ขาว-ดำ'

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง เมื่อรัฐ “บังคับ” ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดู” มี่เนื้อหาดังนี้

ตบหน้าส้ม! 'ยุบองคมนตรี' ความเข้าใจประชาธิปไตยที่คับแคบ

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง "องคมนตรี กับความเข้าใจที่คับแคบต่อประชาธิปไตย"

นักวิชาการ สั่งสอนพรรคส้ม สร้างวาทกรรมผูกขาดประชาธิปไตย

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เขียนบทความเรื่อง  วาทกรรม“ประชาชน”: เมื่อการอ้างประชาธิปไตย คือการผูกขาด

'นักวิชาการ' ยกเคส 'ทราย' สะท้อนความเงียบ อำนาจครอบครัว ข้อจำกัดกระบวนการยุติธรรม

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง ความเงียบ อำนาจครอบครัว และข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรม มีเนื้อหาดังนี้

'อ.บุญส่ง' ยกตัวอย่างหลายประเทศพยายามอยู่ร่วมกัน โต้วาทกรรม 'ไม่แปลกแบ่งแยกดินแดน'

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง วาทกรรม “ไม่แปลก” คือเบื้องหลังการเมืองของการ “แบ่งแยก” มีเนื้อหาดังนี้

'นักวิชาการ' กังขารบ.ไม่เร่งรัด 'พรบ.อากาศสะอาด' ปล่อยปชช.หายใจเอาความเสี่ยงเข้าสู่ร่างกาย

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง พรบ.อากาศสะอาด ความเฉยเมยของรัฐคือต้นทุนในการหายใจ มีเนื้อหาดังนี้