'อ.บุญส่ง' ชี้ข้อโต้แย้งดุษฎีนิพนธ์ 'ณัฐพล' ต้องปกป้องมาตรฐานทางวิชาการ ไม่ใช่ปกป้องตัวบุคคล

15 ก.ค.2569 รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธรคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง ต้องปกป้องมาตรฐานทางวิชาการ ไม่ใช่ปกป้องตัวบุคคล มีเนื้อหาดังนี้

มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ หากแต่มีหน้าที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการพิทักษ์ “ความจริง” “ความถูกต้อง” และ “มาตรฐานทางวิชาการ” เพราะหากสิ่งเหล่านี้สั่นคลอน ความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยก็ย่อมคลอนแคลนตามไปด้วย

กรณีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับดุษฎีนิพนธ์ของ ณัฐพล ใจจริง ไม่ใช่เรื่องที่จะเข้าใจว่าเป็น “การพิพาท” ระหว่างนักวิชาการสองคน แต่เป็น “บททดสอบ” ของสถาบันอุดมศึกษาว่า เมื่อมีข้อกล่าวหาที่มีการระบุรายละเอียดและเหตุผลรองรับ มหาวิทยาลัยจะเลือกใช้ “การตรวจสอบ” อย่างโปร่งใส หรือใช้ “ความเงียบ” เป็นคำตอบ

แต่แน่นอนว่า การตรวจสอบต้องอยู่ภายใต้หลักความเป็นธรรม เคารพสิทธิของผู้ถูกร้อง และไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเช่นกัน ขณะเดียวกันการปฏิเสธกระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะจะทำให้สังคมไม่มีโอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยหลักฐาน

ในสังคมวิชาการ ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดอยู่เหนือการตรวจสอบ ไม่ว่าผู้เขียนจะมีชื่อเสียงเพียงใด อยู่ฝ่ายไหน มีสมัครพรรคพวกมากมาย หรือผู้ร้องเรียนจะมีจุดยืนทางการเมืองเช่นไร เพราะหลักวิชาการ “ยอมรับ” เพียงพยานหลักฐานและเหตุผล มิใช่อำนาจ ชื่อเสียง หรือจำนวนผู้สนับสนุน
หาก ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร เห็นว่างานวิจัยมีข้อบกพร่อง และใช้ช่องทางที่มหาวิทยาลัยกำหนดในการร้องขอให้มีการตรวจสอบ สิ่งที่ อ.ไชยันต์ กำลังกระทำก็คือการใช้กลไกทางวิชาการ มิใช่การทำลายวิชาการ การตรวจสอบย่อมมิใช่การกล่าวโทษ แต่เป็นกระบวนการค้นหาความจริง และหากผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด การตรวจสอบที่โปร่งใสก็ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ได้ดียิ่งกว่าการปล่อยให้ “ข้อสงสัยดำรงอยู่” การตรวจสอบมิได้มีขึ้นเพื่อยืนยันว่ามีความผิด แต่มีขึ้นเพื่อทำให้สังคมมั่นใจว่า หากมีข้อสงสัย ย่อมมีกระบวนการพิสูจน์ที่เป็นธรรม

น่ากังวลยิ่งกว่าเนื้อหาของดุษฎีนิพนธ์ คือท่าทีของอาจารย์นักวิชาการจำนวนหนึ่ง ที่ออกมาเรียกร้องโดยมีสาระสำคัญเป็นการขอให้ “ยุติ” หรือไม่ดำเนินกระบวนการตรวจสอบ หากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น คำถามสำคัญคือ เหตุใดผู้ที่ประกาศตนว่าเคารพ “เหตุผล” และ “หลักฐาน” จึงหวาดหวั่นต่อกระบวนการตรวจสอบ

ในโลกวิชาการ การตรวจสอบไม่ใช่ “ศัตรู” ของเสรีภาพทางวิชาการ ตรงกันข้าม การตรวจสอบคือ “เงื่อนไข” ที่ทำให้เสรีภาพทางวิชาการดำรงอยู่อย่างมีความรับผิดชอบ หากงานวิชาการได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบเพียงเพราะแรงสนับสนุนของผู้คนจำนวนมาก วันหนึ่งมาตรฐานทางวิชาการก็จะถูกแทนที่ด้วยมาตรฐานของ “เสียงข้างมาก”

การรวบรวมรายชื่ออาจารย์และนักวิชาการ ไม่ว่าจะสองร้อยคนหรือสองพันคน มาคัดค้านการตรวจสอบ ไม่สามารถทำให้ “ข้อเท็จจริง” เปลี่ยนแปลง เพราะในวิทยาศาสตร์และวิชาการ ความจริงไม่ได้ถูกตัดสินด้วยการลงคะแนนเสียง แต่ถูกตัดสินด้วยหลักฐานที่สามารถตรวจสอบและหักล้างได้

ตั้งแต่กาลิเลโอจนถึงการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ความจริงหลายเรื่องเคยถูกคนส่วนใหญ่ปฏิเสธ ก่อนจะได้รับการยอมรับเมื่อมีหลักฐานรองรับเพียงพอ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวิชาการจึงให้ความสำคัญกับ “การพิสูจน์” มากกว่า “การลงคะแนนเสียง” ความเห็นของคนส่วนใหญ่สามารถผิดได้ แต่หลักฐานไม่เคยเกรงใจเสียงข้างมาก

มหาวิทยาลัยจึงไม่ควรถูกกดดันให้หยุดการตรวจสอบ เพราะแรงสนับสนุนของผู้มีชื่อเสียง อาจารย์และนักวิชาการ หรือแรงกดดันจากเครือข่ายทางการเมือง หากปล่อยให้สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลเหนือกระบวนการแสวงหาความจริง วันหนึ่งการพิจารณาผลงานวิชาการก็อาจขึ้นอยู่กับอำนาจ ความสัมพันธ์ หรืออุดมการณ์ หรือม็อบ มากกว่าข้อเท็จจริง

คำถามสำคัญในกรณีนี้ ไม่ใช่ว่า อ.ไชยันต์ ถูกหรือผิด และไม่ใช่ว่า ณัฐพล ใจจริง ถูกหรือผิด แต่คือ มหาวิทยาลัยยัง “กล้ายืนหยัด” บนหลักการที่ว่าทุกผลงานวิชาการ “ต้องตรวจสอบได้” หรือไม่
หากคำตอบคือ “ใช่” การตรวจสอบอย่างเปิดเผย โปร่งใส และเป็นธรรม ย่อมเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น แต่หากคำตอบคือ “ไม่” สิ่งที่กำลังถูกทำลาย อาจไม่ใช่เพียงดุษฎีนิพนธ์หนึ่งเล่ม แต่คือหลักการที่ทำให้มหาวิทยาลัยแตกต่างจากเวทีทางการเมือง นั่นคือ การยอมให้อำนาจ ชื่อเสียง และเสียงข้างมากอยู่เหนือเหตุผล หลักฐานและความจริง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายนิรโทษกรรม จุดเริ่มต้นของการเยียวยา ไม่ใช่จุดจบของความยุติธรรม

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง กฎหมายนิรโทษกรรม : จุดเริ่มต้นของการเยียวยา ไม่ใช่จุดจบของความยุติธรรม มีเนื้อหาดังนี้

เมื่อรัฐ 'บังคับ' ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า 'ลูกไม่ได้เลี้ยงดู' เลิกมองความยากจนแบบ 'ขาว-ดำ'

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง เมื่อรัฐ “บังคับ” ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดู” มี่เนื้อหาดังนี้

ตบหน้าส้ม! 'ยุบองคมนตรี' ความเข้าใจประชาธิปไตยที่คับแคบ

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง "องคมนตรี กับความเข้าใจที่คับแคบต่อประชาธิปไตย"

นักวิชาการ สั่งสอนพรรคส้ม สร้างวาทกรรมผูกขาดประชาธิปไตย

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เขียนบทความเรื่อง  วาทกรรม“ประชาชน”: เมื่อการอ้างประชาธิปไตย คือการผูกขาด

จากเดนมาร์ก-อังกฤษ-นอร์เวย์ ถึงไทย บทบาท องคมนตรี กับการรับฟัง-แก้ปัญหาประชาชน

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 มีท่าทีทางการเมืองจาก"พรรคประชาชน"ที่สื่อสารผ่าน เพจเฟซบุ๊กทางการของพรรคประชาชน โพสต์ข้อความเรื่อง