
17 ส.ค.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ประธานศาลอุทธรณ์กลับแนวคดีอาญาทุจริต (วท 12/2569): เมื่อ “ช่องทางพิเศษ” อาจกลายเป็น “ช่องทางเดียว” และผลกระทบต่อคดีที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์” เนื้อหามีดังนี้
ท่ามกลางแรงกดดันทางสังคมและการเรียกร้องจากภาคประชาสังคม คณาจารย์นิติศาสตร์ ทนายความ และนักกฎหมาย ที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกิดประเด็นข้อถกเถียงทางนิติศาสตร์ครั้งสำคัญ เมื่อประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ วท 12/2569 (ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569) ชี้ขาดว่า คดีที่ผู้เสียหายฟ้องประธาน กกต., กรรมการ กกต. และเลขาธิการ กกต. ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4
ประเด็นสำคัญไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ว่าคดีใดควรอยู่ในอำนาจของศาลใด แต่คือคำถามที่ว่า เหตุใดแนววินิจฉัยจึงพลิกกลับจาก วท 12/2562 (ลงวันที่ 4 กันยายน 2562) ทั้งที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ฉบับเดียวกัน และผลลัพธ์นี้ส่งผลต่อสิทธิของผู้เสียหายอย่างไร?
1.เปรียบเทียบสองแนวคิด: วท 12/2562 vs วท 12/2569
วท 12/2562 (คุ้มครองสิทธิฟ้องคดีของราษฎร): คดีฟ้อง กกต. กรณีตรวจสอบคุณสมบัติผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ประธานศาลอุทธรณ์ในขณะนั้นเห็นว่า กกต. มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำตามฟ้องเป็นการกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องเองและไม่สามารถเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
วท 12/2569 (ยึดเขตอำนาจเบ็ดเสร็จตามรัฐธรรมนูญ): คดีฟ้อง กกต. กรณีการพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 วางระบบตรวจสอบองค์กรอิสระไว้เป็นการเฉพาะ และมาตรา 5 ได้ บัญญัติห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาฯ ไว้พิจารณา คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่อาจอธิบายง่ายๆ เพียงว่า “เพราะรัฐธรรมนูญเปลี่ยน” เนื่องจากทั้งสองคดีเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 เช่นเดียวกัน
2. บทเรียนจากฎีกาประชุมใหญ่ 5673/2562: “ช่องทางพิเศษ” มิใช่ “ช่องทางเดียว”
ความแหลมคมทางนิติศาสตร์ยิ่งชัดเจนเมื่อพิจารณา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (โดยมติที่ประชุมใหญ่) ซึ่งวางหลักการสำคัญไว้ว่า: การที่กฎหมายกำหนดกระบวนการพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น ผ่าน ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุด) เป็นเพียงบทบัญญัติที่ “เพิ่มช่องทาง” มิได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)
ศาลฎีกาได้พิจารณาโครงสร้าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคสอง (1) แล้วเห็นว่า บทยกเว้นเรื่องอำนาจศาลฎีกาฯ หมายถึงกรณีที่ ป.ป.ช. หรือ อสส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แต่หากราษฎรเป็นผู้เสียหายฟ้องเอง สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ย่อมนำคดีมาสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้
3. เมื่อ “ช่องทางพิเศษ” อาจกลายเป็น “ช่องทางปิดล้อม” และสิทธิที่หายไป
หากยึดตามแนว วท 12/2569 จะเกิดปัญหา “สิทธิล่องหน (Illusionary Right)” ของประชาชนทันที: ราษฎร ฟ้องตรงต่อศาลฎีกาฯ ไม่ได้ (เพราะ พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 23 ให้สิทธิเฉพาะ ป.ป.ช. หรือ อสส.)
ราษฎร ฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ได้ (เพราะ วท 12/2569 ชี้ว่าไม่อยู่ในอำนาจ) ราษฎร ฟ้องศาลยุติธรรมปกติไม่ได้ (เพราะติด พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ)
คำถามสำคัญคือ สิทธิการฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานอันแท้จริง จะสามารถใช้ได้จริงผ่านศาลใดและด้วยกระบวนการใด? หากการตีความกฎหมายทำให้สิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายไม่สามารถใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ย่อมกระทบต่อหลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรง
4. ลูกคลื่นสะเทือนถึง “คดีเก่า” ที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์
ผลกระทบของ วท 12/2569 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคดีใหม่ แต่อาจส่งแรงสะเทือนไปถึงคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เคยรับไว้ พิจารณา และมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เช่น คดีนาฬิกาเพื่อน (ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตประธานและอดีตกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อ 27 พฤษภาคม 2569)
หากจำเลยในคดีเก่าหยิบยกแนวคำวินิจฉัย วท 12/2569 ขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณามาตั้งแต่แรก ศาลอุทธรณ์จะเผชิญกับเงื่อนไขทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ มาตรา 11 ที่ระบุให้ “คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด” ซึ่งอาจบีบให้ศาลอุทธรณ์จำต้องพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุขาดเขตอำนาจศาล
5. ความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมาย และข้อเสนอเชิงระบบ
ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการครอบงำทางการเมือง แต่ ความเป็นอิสระต้องควบคู่ไปกับความรับผิด (Accountability) ต่อประชาชน ฝ่ายบริหารของศาลยุติธรรมและสถาบันทางกฎหมายจึงควรพิจารณาแก้ไขปัญหานี้เชิงระบบ: ทำความชัดเจนเรื่องความแตกต่าง: จัดทำบทศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายระหว่าง วท 12/2562 และ วท 12/2569 เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่คาดหมายได้ ชี้ขาดความสัมพันธ์ของบทบัญญัติ: สังคายนาความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐธรรมนูญ ม.235, พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ และ ป.วิ.อ. ม.28 (2)
ทบทวนช่องทางฟ้องคดีของประชาชน: ตอบสังคมให้ชัดเจนว่า เมื่อราษฎรได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ประชาชนมีช่องทางตามกฎหมายใดในการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
บทสรุป: การตั้งคำถามต่อคำวินิจฉัย วท 12/2569 ไม่ใช่การก้าวล่วงอำนาจตุลาการ แต่เป็นการแสวงหาความจริงทางนิติศาสตร์ เพื่อให้ระบบกฎหมายไทยรักษาไว้ซึ่งความสมดุลระหว่าง “ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ” และ “สิทธิอันชอบธรรมของประชาชน” ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ไอติม' ยังคาใจ! 'นายกวิทยา' รับ 4 เรื่อง ปฏิเสธ 3 รวมถึง 'ทำเพื่อข้างบน'
'พริษฐ์' ยังข้องใจคำชี้แจงของ 'วิทยา' นายกเทศมนตรีโพนสา ถึง 4 เรื่องที่ยอมรับ กับ 3 สิ่งที่ปฏิเสธ โดยเฉพาะประเด็น 'ทำเพื่อข้างบน'
'ไอติม' จับตา กกต. ส่อเป่าคดีฮั้ว สว. 31 ส.ค.นี้ ปชน. เตรียมเปิดหลักฐานทิ้งทวน
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวสรุปพร้อมเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินของฝ่ายค้าน ในการติดตามคดีการฮั้ว สว.บนเวทีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ว่า คาดว่า กกต.จะมีการลงมติในวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. นี้ ซึ่งฝ่ายค้าน ก็จะจัดกิจกรรมในวันที่ 29-30 ส.ค. เพื่อเป็นการทิ้งทวน
ประชาธิปไตยผีดิบ! เวทีฝ่ายค้านรุมชำแหละ 'ฮั้ว สว.' จี้ กกต.ส่งศาลฎีกา
“สาทิตย์” เตือนไทยกำลังก้าวสู่ “ประชาธิปไตยผีดิบ” โยงปมฮั้ว สว.-การยึดกุมกลไกตรวจสอบ “ทวี” จี้ กกต.อย่าใช้อำนาจตามอำเภอใจ ต้องส่งหลักฐานให้ศาลฎีกาพิสูจน์ ด้าน “สุดารัตน์” หวั่นสาวเส้นเงินเจอแค่ตัวเล็กตัวน้อย ขณะที่ “วีระยุทธ” ชี้องค์กรอิสระแท้จริงคือ “องค์กรแต่งตั้ง”
'พริษฐ์' ไล่ปมเงิน 8.6 แสน จี้ กกต. ตอบ ทำไมสอบคนรับ แต่ไม่สอบคนโอน
“พริษฐ์” กาง 5 ข้อเท็จจริงเส้นเงิน 860,000 บาท จาก “ญาณี” ถึงอดีตพนักงานสืบสวน กกต. ตั้งคำถามเหตุใดเมื่อพบพฤติกรรมเรียกรับเงินจริง กลับไม่สอบผู้โ
'เทพไท' ชี้คลิปฮั้ว สว. อ้างเบื้องบน จี้ กกต. เปิดสำนวนชุด 26 ส่งศาลฎีกา
“เทพไท” ระบุคลิปเสียงปมฮั้ว สว. เป็นหลักฐานอีกชิ้นที่มีการกล่าวอ้างเบื้องบน เชื่อพยานหลักฐานสำคัญอยู่ในสำนวนอนุกรรมการชุดที่ 26
อดีตผู้พิพากษาฯ สรุปมหากาพย์ 30 ปี ที่ดินวัดป่าอดุลยาราม
อดีตผู้พิพากษาฯ "วัส ติงสมิตร" ไล่ปมข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ตั้งแต่การอุทิศที่ดินเมื่อปี 2533 การต่อสู้คดีจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ไ

