ม.รังสิตถกภูมิรัฐศาสตร์โลก 'สีหศักดิ์' ชี้ไทยไม่ควรเลือกข้าง

ม.รังสิตจัดเวทีสัมมนาวิเคราะห์โอกาสและความท้าทายของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก โดย “สีหศักดิ์” ชี้ประเทศไทยไม่ควรเลือกข้างมหาอำนาจ แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศ ขณะที่ “ดร.อาทิตย์” เตือนโลกกำลังเผชิญภาวะ Polycrisis หรือ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ส่วนเวทีเสวนา Land Bridge ชี้การพัฒนาโครงการต้องเดินควบคู่กับยุทธศาสตร์ชาติและความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน

15 กรกฎาคม 2569 – วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) และสถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงและสันติภาพสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในบริบทภูมิรัฐศาสตร์โลก” พร้อมรับฟังการนำเสนอรายงานทางวิชาการของนักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรผู้นำ รุ่นที่ 10 โดยมีการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “พลวัตภูมิรัฐศาสตร์โลกและอาเซียน : ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อประเทศไทย” โดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ในช่วงเปิดงาน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนาว่า ในนามของมหาวิทยาลัยรังสิต รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการครั้งนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ให้เกียรติมาปาฐกถาพิเศษบนเวทีวิชาการของมหาวิทยาลัยรังสิต แม้จะมีภารกิจสำคัญในการกำกับดูแลนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนจากการแข่งขันของมหาอำนาจ ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก

ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของตนเองให้ชัดเจน พร้อมเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส เนื่องจากโลกในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการทหาร แต่ได้ขยายไปสู่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ต่างซ้อนทับกันจนเกิดสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Polycrisis หรือ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคหนึ่งของโลกสามารถส่งผลกระทบไปยังอีกซีกโลกได้อย่างรวดเร็ว สงครามอาจเริ่มต้นจากปัญหาด้านความมั่นคง แต่ผลกระทบกลับขยายไปสู่ราคาพลังงาน ราคาสินค้า เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชน

ดร.อาทิตย์ กล่าวว่า วันนี้ภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่อยู่บนโต๊ะอาหารของทุกครอบครัว อยู่ในต้นทุนของผู้ประกอบการ และอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ดังนั้น ความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 จึงไม่อาจหมายถึงเพียงความมั่นคงทางทหาร หากต้องครอบคลุมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ และที่สำคัญที่สุด คือ ความมั่นคงของประชาชน

ด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษว่า เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง การดำเนินการด้านการทูตก็ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ซึ่งท้ายที่สุดทั้งสองประเทศยังคงต้องอยู่ร่วมกันและหาทางออกด้วยสันติวิธี

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยเฉพาะการส่งเสริม การทูตด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ยังกล่าวถึงโอกาสของประเทศไทยบนเวทีโลกว่า ปัจจุบันภูมิภาค อินโด-แปซิฟิก กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาให้ความสนใจ สิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนินการไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องเร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายในประเทศในทุกมิติ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างโอกาสให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“สิ่งที่ไทยควรทำไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทูตที่ดีในยุคปัจจุบัน คือการทูตที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้ว่ารัฐบาลกำลังดำเนินการอะไร ประเทศกำลังเจรจาหรือต่อรองในประเด็นใด และสิ่งที่ดำเนินการนั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างไร เพราะการดำเนินนโยบายต่างประเทศในปัจจุบันจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับสังคมควบคู่กันไป

ในช่วงบ่ายของการสัมมนา ได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางแลนด์บริดจ์ : โอกาส ความท้าทาย และทางเลือก” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม และภูมิรัฐศาสตร์ จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน โดยมีการนำเสนอทั้งโอกาส ความท้าทาย และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อโครงการ Land Bridge ของประเทศไทย

โดย ดร.จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า โครงการ Land Bridge ไม่ใช่เพียงโครงการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเท่านั้น แต่เป็น Gateway ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ที่จะช่วยยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค

โครงการดังกล่าวใช้แนวคิด One Port, Two Sites เชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่งให้สามารถทำงานเสมือนเป็นท่าเรือเดียวกัน เพื่อช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการขนส่งสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

ดร.จิรโรจน์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการจะอยู่ในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนและบริหารโครงการในระยะยาว ขณะที่ภาครัฐรับผิดชอบด้านการเวนคืนที่ดินและได้รับส่วนแบ่งผลตอบแทนจากโครงการ ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านงบประมาณของรัฐ และสามารถดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่เข้าสู่ประเทศ

นอกจากนี้ Land Bridge ยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา SEC (Southern Economic Corridor) หรือระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อดึงดูดการลงทุน การย้ายฐานการผลิต และต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง โดยมุ่งส่งเสริม 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ การค้า และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Land Bridge ไม่ใช่เพียงการเชื่อมต่อระหว่างอ่าวไทยและอันดามันเท่านั้น แต่ต้องมองเป็น Gateway ที่เชื่อมพื้นที่ตอนใน หรือ Hinterland ของภูมิภาคออกสู่ทะเลโลก

ดร.ปิติ กล่าวว่า แนวคิดของโครงการควรปรับจากการมองเพียงการเชื่อม “ซ้าย-ขวา” มาเป็นการดึงศักยภาพด้านการค้าและการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีนที่มีความต้องการเส้นทางขนส่งสำรอง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคกับตลาดโลก

โจทย์สำคัญของประเทศไทย คือการปรับเปลี่ยนมุมมองจากการให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางของการลงทุนทั้งหมด ไปสู่การให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อพื้นที่ชายแดนและเครือข่ายระหว่างประเทศ เพราะหากสามารถแก้ไขจุดคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ การขนส่งสินค้าสู่ตลาดโลกก็จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องดำเนินการตามแผนแม่บทและยุทธศาสตร์ชาติอย่างบูรณาการ ไม่ควรแยกเป็นรายโครงการ เพื่อให้ทุกระบบสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคในอนาคต

ด้าน รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โครงการ Land Bridge จำเป็นต้องมองในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่เพียงโครงการด้านคมนาคม เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันของมหาอำนาจ ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ให้กับประเทศไทย โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินโครงการขุดคลองไทย

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า โครงการ Land Bridge จะช่วยยกระดับประเทศไทยจากการเป็นเพียงทางผ่าน สู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค รองรับการค้า การลงทุน และสร้างอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานโลก

ในระยะยาว ประเทศไทยควรวางบทบาทเชิงยุทธศาสตร์เป็น 4C ได้แก่ Crossroad, Connector, Conductor และ Container พร้อมผลักดันนโยบาย Act West เพื่อรักษาความเป็นกลาง เสริมสร้างความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และก้าวสู่การเป็น Middle Power ของภูมิภาค

ขณะที่ นายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย และที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า โครงการ Land Bridge ไม่ได้เผชิญเพียงแรงต้านในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังถูกตั้งคำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” เพราะหากผลประโยชน์จากโครงการไม่สามารถกระจายไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ได้ ความขัดแย้งก็อาจเกิดขึ้นตามมา

นายบรรจง กล่าวว่า ที่ผ่านมาเห็นได้จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา SEC และเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

“คำถามสำคัญคือ ประเทศกำลังลงทุนเพื่อขนส่งสินค้าของใคร ขณะที่ทะเล อาหาร อากาศ และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นทุนแท้ของคนไทย อาจเสี่ยงถูกแลกกับเมกะโปรเจกต์” นายบรรจง กล่าว

นายบรรจง กล่าวเพิ่มเติมว่า หากภาครัฐยังคงทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลกับโครงการขนาดใหญ่ระดับแสนล้านบาท ขณะที่ปัญหาพื้นฐานของประชาชน ทั้งถนน น้ำ และไฟฟ้าในหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทั่วถึง การพัฒนาดังกล่าวก็ยากที่จะเรียกว่าเป็นการพัฒนาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯนั่ง 'ยานเกราะฯ' เปิดงาน 'อาวุธ' กห.เดินหน้าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พึ่งพาตัวเอง

นายกฯนั่ง 'ยานเกราะฯ' ตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ เปิดงาน 'อาวุธ' กลาโหม บอก อบอุ่นท่ามกลางทหารย้ำเดินหน้าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พึ่งพาตัวเอง สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้อยู่ได้

'สีหศักดิ์' ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงใช้ขับเคลื่อนประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์การทูต 2.0

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ชี้แจงว่า งบประมาณที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับจัดสรร ขอสภาฯ อย่าได้ปรับลด เพราะก่อนหน้านี้ถูกลดลงแล้ว 10% ซึ่งงบประมาณที่ได้จะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ

อมตะดึง ‘รุ่งโรจน์’อดีตCEOเอสซีจีนั่งที่ปรึกษากลยุทธ์ลุยแผนลงทุนหมื่นล้าน

AMATA เสริมทัพ ตั้ง’รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส’ อดีต CEO เอสซีจีนั่งที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ มุ่งเป้าขับเคลื่อนศักยภาพ แผนลงทุน 10,000 ล้านพัฒนาพื้นที่และสาธารณูปโภค ในไทย เวียดนาม และ สปป.ลาว และรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

'สีหศักดิ์' เผยเยือนคาซัคสถาน จับมือเดินหน้า 'พลังงาน-ดิจิทัล'

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานอย่างเป็นทางการ ว่า การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับคาซัคสถาน ด้านการเมือง

'สีหศักดิ์' มอง 'ฮุนเซน' เยือนจีนตามปกติ อย่าหวั่นไหวตามข่าวฝั่งกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนมีอะไรน่ากังวลหรือไม่ ว่า กัมพูชาไปเยือนตามปกติ เขามีความสัมพันธ์ของเขา

'สีหศักดิ์' เร่งสอบข้อเท็จจริง ปมหน่วยงานมั่นคงดักฟังโทรศัพท์ประชาชนชายแดนใต้

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ รองประธาน คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ร่วมกันให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงการแก้ไขปัญหาภาคใต้