หนักแน่! ชี้คดีฮั้วสว. หาก 7 กกต.เอาผิดยกพวง 229 ชื่อ ไปได้ถึง 3 ศาล 'ฎีกา-รธน.-อาญา' ลามยุบพรรค

แฟ้มภาพ

หนัก!คดีฮั้วสว.หาก7 กกต.เอาผิดยกพวง 229 ชื่อ ‘อดีตผู้พิพากษาหน.คณะในศาลฎีกา’ ชี้ไปได้ถึงสามศาล ทั้งศาลฎีกา-ศาลรธน.-ศาลอาญา ลามยุบพรรค เตือนหากยกคำร้องหมดก็เกินไป ศรัทธาดิ่งลงเหว เกิดวิกฤตองค์กรอิสระ

6 ก.ย.2569-นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์กับ”ไทยโพสต์”ถึงการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เพื่อลงมติชี้ขาดคดีฮั้วสว.ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.ว่า คำร้องคดีการเลือกสว.ปี 2567 หากเข้าข่ายว่ามีการทุจริตการเลือก สว.ผลที่ตามมานอกจากจะนำไปสู่การเป็นคดีเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.บัญญัติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกาอย่างเดียว ซึ่งปกติคดีของศาลยุติธรรมจะเริ่มต้นที่ศาลชั้นต้น แต่คดีลักษณะดังกล่าว รัฐธรรมนูญกับ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.บัญญัติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกาตั้งแต่ด่านแรกเลยไม่ต้องไปศาลชั้นต้น

นายวัส กล่าวว่า หากเข้าเหตุว่ามีการเลือก สว.ที่ผิดกฎหมาย มีด้วยกันสองเหตุตามมาตรา  62 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ปี 2561 คือข้อแรก ทุจริต และข้อที่ 2 คือการเลือก สว.ที่ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า “และ” คือหากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งก็เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายได้ หากกฎหมายเขียนว่า “และ” จึงต้องเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดทั้งสองข้อ คือเป็นการเลือก สว.ที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่เมื่อใช้คำว่า “หรือ” ก็หมายความว่า หากการเลือก สว.เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้แล้ว ที่ผ่านมา คดีเกี่ยวกับการเลือก สว. เคยมีเคสกรณี คำร้องคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.ที่เป็นคดีซึ่งผู้สมัคร สว.ที่จังหวัดชลบุรีมีการจับคู่แลกคะแนนกัน โดยเป็นการติดต่อกันผ่านแชทไลน์ ในลักษณะ ผมจะเลือกคุณ แล้วก็คุณก็เลือกผม เพียงแค่การจับคู่แลกคะแนนกันของผู้สมัคร สว. กกต.ยังส่งคำร้องให้ศาลฎีกาตัดสิทธิเลือกตั้ง เพียงแค่ผู้สมัคร สว.คุยกันแค่สองคนเพื่อแลกคะแนนกัน ก็มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แต่ขณะที่ สว.ที่ตามข่าวว่ามี 138 คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นจำนวนมาก อาจต้องใช้เวลาในการพิจารณา แต่ก็มีข่าวออกมาทำนองว่า กกต.จะยกคำร้อง จะไม่ส่งให้ศาลฎีกา ถ้าเป็นแบบนี้ก็ทำเกินไป

อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีการะบุว่า หากถามความเห็นผม จากสำนวนของชุด 26 ที่เปิดเผยมา บวกกับข้อมูลของกลุ่มเคลื่อนไหวทั้งนักการเมืองและภาคประชาชน ผมเชื่อพยานหลักฐานตามสำนวนของชุด 26 ครับ ได้ข่าวว่ามีเอกสารหนาถึง 80,000-90,000 หน้าแม้จะมีข่าวว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้อง ซึ่งเห็นตรงข้ามกับชุด 26 แบบหนังคนละม้วน ถึงผมยังไม่เห็นหลักฐานทั้งหมด แต่ฟังจากข้อมูลที่ออกมา

“ผมยังเชื่อชุด 26 มากกว่าชุด 36 ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่เปิดเผยเหตุผลเลยว่าทำไมถึงเห็นควรยกคำร้อง ผลการวินิจฉัยในวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. ทั้ง 7 คนต้องคิดให้ดี เพราะมีข้อมูลว่า กกต. ชุดปัจจุบันถึง 4 คน ได้รับเสียงโหวตเห็นชอบมาจาก สว. ชุดปัจจุบันที่กำลังถูกกล่าวหาถึง 138 คน ซึ่งคิดเป็นจำนวนเกือบ 70% ของ สว. ทั้งหมด 200 คน การที่คนถูกกล่าวหา กลับมามีอำนาจโหวตเห็นชอบบุคคลให้ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ แล้วองค์กรนั้นกำลังจะมาชี้ขาดความผิดของตัวเอง เกณฑ์ตรงนี้เข้าข่าย ‘ขัดกันแห่งผลประโยชน์’ หรือขัดกันในบทบาทเต็มๆ ในทางปกครอง ถือเป็นผู้ถูกคัดค้านได้เลย จะมาออกคำสั่งทางปกครองไม่ได้ เพราะสูญเสียความเป็นกลาง ยิ่ง 4 คนนี้เป็นเสียงข้างมากใน กกต. 7 คนด้วย ยิ่งมีปัญหา ตามหลัก กกต. ที่เข้าเกณฑ์นี้ ต้องถอนตัวจากการลงมติ บางองค์กร กรรมการที่อาจถูกคัดต้านมักชิ่งเนียนๆด้วยการลาประชุม”

นายวัสกล่าวว่า ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดและตรงกับมุมมองของผม คือ กกต. ต้องส่งคำร้องไปทั้งยวงตามผลไต่สวนของชุด 26 สว. ทั้ง 138 คน และบุคคลอื่นอีก 91 ราย ซึ่งในส่วนหลังนี้มี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. และพรรคการเมือง รวมอยู่ด้วย อาจนำไปสู่การร้องให้ยุบพรรคได้ แต่การยุบพรรคไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลฎีกา เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยต้องผ่านความเห็นชอบของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองก่อน

หากกกต. จะวินิจฉัยแบบเต็มแม็กซ์ ตามสำนวนชุด 26 วันที่ 14 กันยายนนี้ ต้องเดินหน้า 2 ช่องทางหลัก1.ส่งศาลฎีกา: เพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 62 2. ส่งศาลรัฐธรรมนูญ หาก กกต. เห็นชอบตามนายทะเบียนพรรคการเมือง ก็ส่งเรื่องยุบพรรคไปศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนความผิดทางอาญา ที่มีโทษจำคุกและปรับ ซึ่งอันนี้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมปกติที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา เช่น ศาลอาญา ไม่ใช่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สำหรับการลงมติของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายน มองไว้ 3 แนวทาง แนวทางแรก – ยกคำร้อง: ยุติเรื่องทั้งหมด เดินตามรอยคณะอนุวินิจฉัย ชุด 36 (มติ 5 ต่อ 2) ที่มองว่าคดีไม่มีมูล แนวทางที่สอง – ฟันเต็มคาราเบล: เห็นว่ามีมูลทั้งหมด ส่งศาลฎีกาตัดสิทธิ สว. ตามชุด 26 ส่วนเรื่องยุบพรรคส่งศาลรัฐธรรมนูญ และคดีอาญา แจ้งความต่อตำรวจ เพื่อสอบสวนทำความเห็นเสนอพนักงานอัยการพิจารณาฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แนวทางที่สาม – ส่งบางส่วน: กกต. เลือกส่งศาลฎีกาบางรายชื่อ เช่น 10-20 คน แล้วตัดจบเรื่องยุบพรรค หรือส่งเฉพาะบางประเด็น

“ถ้าถามผม หากผมเป็น กกต. แม้จะยังไม่ได้จับสำนวนเต็มๆ แต่ฟังจากพยานหลักฐาน ผมเลือก ส่งศาลฎีกาทั้งหมด ตามแนวทางชุด 26 “

อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีการะบุว่า หากกกต. เลือกส่งแค่บางส่วน ตัดบางคนออก (แนวทางที่สาม) ฝ่ายประชาชนหรือ NGO จะทำอย่างไร คำตอบคือ สามารถยื่นคำร้องและแนบหลักฐานเพิ่มเติมตรงไปยังศาลฎีกาได้เลย เพราะแม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง จะกำหนดให้ศาลฎีกาใช้สำนวน กกต. เป็นหลักในการพิจารณา แต่รัฐธรรมนูญในวรรคนี้ก็ให้อำนาจศาลในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

เมื่อถามถึงผลกระทบหากมติ กกต. ออกมาขัดความรู้สึกของประชาชน นายวัสกล่าวว่าว่า เกิดวิกฤตศรัทธาแน่นอนความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระจะดิ่งลงเหว ซึ่งจริงๆ ก็เริ่มเห็นในองค์กรอื่นอย่าง ป.ป.ช. แล้ว องค์กรอิสระที่มีอำนาจสะเทือนการเมืองที่สุดคือ กกต. กับ ป.ป.ช. เพราะ กกต. คุมการเข้าสู่อำนาจรัฐในการเลือกตั้ง สส. และเลือก สว. ส่วน สว. ก็กลับมามีอำนาจโหวตเลือกคนไปนั่งในองค์กรอิสระรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ พอเค้าโหวตเลือกคนของเค้าเข้าไปจนครองเสียงข้างมากได้ แล้วเรายังจะหวังพึ่งคำวินิจฉัยที่เที่ยงธรรมจากองค์กรเหล่านี้ได้อีกหรือ หาก กกต. มีมติไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ประชาชนทำอะไรได้บ้าง ในทางกฎหมาย ก็ทำได้แค่ออกมาร้องเรียนหรือฟ้องคดีอาญาข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) ซึ่งใช้เวลานานมาก แต่คงเปลี่ยนมติ กกต. ไม่ได้ เพราะไปฟ้องต่อศาลปกครองให้ยกเลิกมติไม่ได้ รัฐธรรมนูญเขียนให้ศาลปกครองไม่มีอำนาจ

“ส่วนทางเลือกสุดท้าย อันนี้ไม่ใช่ความเห็นผมนะ แต่เป็นความเห็นจากแฟนคลับในเฟซบุ๊กผม เขาบอกว่า คงต้องลงถนน บางคนบอกขอใช้สิทธินี้เป็นครั้งสุดท้ายเพราะอายุเยอะแล้ว ทั้งที่ก็รู้ว่าการลงถนนเปลี่ยนผลทางการเมืองได้น้อยมาก มติ กกต. ออกมาอย่างไรตามกฎหมายมันแก้ไม่ได้แล้ว แต่ในเมื่อกลไกปกติมันพึ่งไม่ได้ ประชาชนเขาก็มองไม่เห็นทางอื่นแล้วเหมือนกัน”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ส้ม' เปิดโครงข่าย 5 อนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 จักรวาลล้อมรอบ 'อนุทิน'

“ชยพล’ ต่อจิ๊กซอว์คดีฮั้วสว. แฉโครงข่าย 5 อนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 คดีฮั้ว สว. เป็นจักรวาลล้อมรอบ ‘อนุทิน’ เรียนหลักสูตร พตส.-นธป. ด้วยกันเพียบ กังขาคอนเน็คชั่นมีอำนาจตัดสินชะตาสว.- พรรคการเมือง

'สมชัย' เกาะโต๊ะ 'อนุกรรมการชุดที่ 36' กังขาป้อง 'ผู้มีบารมีบุรีรัมย์'

'สมชัย' อ้าง เอกสารอนุฯ ชุด 36 ชี้ กรรมการแทบไม่ซักถาม ตั้งข้อกังขาตีกรอบคดีฮั้ว สว. อาจทำฝ่ายการเมืองหลุดความเกี่ยวข้อง ลั่น หากยื่นศาลขอดูความเห็นส่วนบุคคลแล้วพบใช้ตรรกะจากกรอบกฎหมายที่บิดเบี้ยว อาจนำไปสู่การเอาผิดอนุกรรมการได้

อดีตผู้พิพากษาฯ ชำแหละเปิดสำนวน ‘ฮั้ว สว.’ ผิดกฎหมายหรือไม่

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กาง 6 กฎหมายวิเคราะห์ปมเปิดข้อมูลสำนวน “ฮั้ว สว.” ของ DSI–กกต. ชี้ต้องแยก “ความลับในราชการ–ชั้นความลับ–ข้อห้ามเปิดเผย” ออกจากกัน การเปิ

มติ กกต.14 ก.ย. คดีฮั้ว สว.จบแบบไหน?

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประชุมลงมติในคำร้อง"คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา"หรือ"คดีฮั้วสว."ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และคาดว่ามติของกกต.ไม่ว่าจะออกมาอย่างใด จะมีผลทางการเมืองและต่อองค์กรอิสระอย่างกกต.ตามมาแน่นอน