23 ก.ค.2569 - นายกัณวีร์ สืบแสง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เสียของกับการเยือนจีน เมื่อรัฐบาลเลือกคุยเรื่องเงิน แต่ไม่กล้าคุยเรื่องชีวิตคนไทย !!” ระบุว่า การเยือนจีนครั้งนี้ รัฐบาลพยายามนำเสนอว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ ได้ทั้งการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และคำมั่นจากบริษัทจีนหลายแห่งที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 70,000 ล้านบาท
ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าการค้าและการลงทุนมีความสำคัญนะครับ แต่ผมปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า หากการเดินทางเยือนประเทศมหาอำนาจของนายกรัฐมนตรีไทย มีเป้าหมายเพียงไปประกาศว่าเรา “ได้” เงินลงทุนกลับมาเท่าไร โดยไม่กล้าหยิบปัญหาระดับชาติที่กำลังกัดกินชีวิตประชาชนไทยขึ้นมาพูดเลย นั่นไม่ใช่การทูตเชิงรุก !! นั่นคือการทูตแบบโรดโชว์ !!
โรดโชว์ให้คนไทยเห็นว่าเราได้อะไรกลับมา แต่กลับซุกปัญหาที่กระทบประชาชนไว้ใต้พรมอย่างน่าละอาย หลายครั้งผมพูดมาตลอดว่า การสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต ไม่ใช่การพูดแต่สิ่งดีๆ ไม่ใช่การไปขอการค้า การลงทุน หรือถ่ายรูปกับผู้นำประเทศอื่นแล้วกลับมานับยอดเงินลงทุน
การทูตที่มีศักดิ์ศรี ต้องกล้าพูดถึงปัญหาร่วมกันด้วย มันต้องกล้าบอกคู่เจรจาครับว่า มีเรื่องที่ประชาชนของเรากำลังได้รับผลกระทบ และเราต้องการความร่วมมืออย่างจริงจังเพื่อแก้ไขมัน
เพราะวันนี้คนไทยริมแม่น้ำรวก แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ไม่ได้กำลังเผชิญ “เรื่องเล็ก” ไม่ได้กำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมเชิงนามธรรม แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงต่อแหล่งน้ำ อาหาร การเกษตร สุขภาพ รายได้ และอนาคตของชุมชนทั้งลุ่มน้ำ !!
มันมีทั้งรายงานข่าวและข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง อย่างภาพที่ผมนำมาก็มาจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ ที่ชี้ให้เห็นการขยายตัวของเหมืองแร่หายากในรัฐฉาน ซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่กองกำลังว้า อย่าง USSA ที่อยู่ทางตอนเหนือ ของ NDAA ที่ใกล้กับไทยมาก นี่ยังไม่รวมถึงบทบาทของผู้ประกอบการจีน รวมถึงการขนส่งแร่เข้าสู่จีนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การทำเหมืองรูปแบบชะล้างด้วยสารเคมีสร้างความเสี่ยงอย่างหนักต่อระบบนิเวศและมลพิษข้ามพรมแดนทางน้ำ !!
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “เหมืองอยู่ในเมียนมาไหม” ?? เพราะทุกคนรู้คำตอบแล้วว่า “ใช่ มันอยู่ในเมียนมา” !! คำถามที่รัฐบาลไทยต้องรู้คือ ใครลงทุน ?? ใครมีเทคโนโลยี ?? ใครรับซื้อ ?? ใครได้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน ?? และใครมีอิทธิพลเพียงพอที่จะช่วยหยุดหรือยกระดับมาตรฐานการดำเนินกิจการเหล่านี้ได้ ?? คำตอบมันชัดเจนครับว่า จีนเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วนายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนจีน พบผู้นำจีน มีเวทีหารือกับภาครัฐและบริษัทใหญ่ของจีน แต่กลับบอกว่าไม่ได้พูดเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าเป็นปัญหาระหว่างไทยกับเมียนมา ?!
ใครหนอที่ช่างเป็นทีมทำงานให้นายกฯ ?? นี่คือการประเมินสถานการณ์ที่ผิดตั้งแต่ต้นทางจริงๆ !!
ใครอ่านตามก็จะเห็นนะครับว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาไทย–เมียนมาล้วนๆ มันคือปัญหาข้ามพรมแดนที่มีทั้งเรื่องพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธในเมียนมา ทุนจีน เทคโนโลยีจีน ตลาดจีน ห่วงโซ่อุปทานจีน และผลกระทบที่ตกอยู่กับคนไทย
ถ้ารัฐบาลไทยไม่กล้าพูดกับจีน แล้วใครจะพูด ??
หรือรัฐบาลคิดว่าคนไทยริมแม่น้ำกก ริมแม่น้ำสาย ริมแม่น้ำรวก และริมแม่น้ำโขง ต้องรอให้ความสัมพันธ์ทางการทูต “ไม่ระคายเคือง” ก่อน จึงจะมีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครอง ??
นี่ไม่ใช่การทูตที่เอาผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้งแล้ว แต่มันคือ “การทูตแบบเป็นลูกไล่” !!
กลัวจะทำให้จีนไม่สบายใจ จึงไม่กล้าหยิบปัญหาที่ประชาชนไทยกำลังเจ็บปวดขึ้นมาเจรจา ทั้งที่การพูดอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ ไม่ได้แปลว่าการเผชิญหน้า
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องกล่าวหาใครบนเวที แต่ !! ประเทศไทยมีสิทธิ์และมีหน้าที่ต้องเสนอให้เกิดกลไกความร่วมมือระหว่างไทย–จีน–เมียนมา ในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ เปิดเผยข้อมูลบริษัทและเส้นทางการค้า ยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม จัดตั้งระบบติดตามคุณภาพน้ำร่วมกัน และกำหนดความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนไทย
ขอบอกนายกฯ นิดว่านี่คือการทูตเชิงรุก ไม่ใช่การไปขอเงินลงทุนแล้วกลับมาปรบมือให้ตัวเอง
ส่วนการอ้างว่าจะไปหารือกับมิน อ่อง หล่าย ระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6–7 สิงหาคมนี้ ผมยิ่งตั้งคำถามว่า นายกรัฐมนตรีและทีมงานได้วิเคราะห์โครงสร้างอำนาจในพื้นที่จริงหรือไม่ เพราะข้อมูลจำนวนมากชี้ว่าเหมืองแร่หายากหลายแห่งไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของกองทัพเมียนมา แต่เชื่อมโยงกับเขตอิทธิพลของกองกำลังติดอาวุธและกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์กับจีนอย่างซับซ้อน !!
พูดกับมิน อ่อง หล่ายได้ไหม ?? ได้ !! ควรพูดไหม ?? ควรพูด !! แต่จะหวังว่าการพูดกับเขาเพียงฝ่ายเดียวจะแก้ปัญหาทั้งหมดได้หรือไม่ ?? ไม่ได้หรอกนายกฯ !! เพราะถ้าไม่คุยกับจีน ไม่คุยกับผู้มีอิทธิพลต่อห่วงโซ่อุปทาน ไม่ผลักดันการตรวจสอบที่เข้าถึงพื้นที่จริง และไม่เข้าใจว่าใครควบคุมพื้นที่ใดในรัฐฉาน การเจรจาก็จะกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง
ที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือ รัฐบาลกำลังพยายามทำตัวเป็นผู้นำกระบวนการสันติภาพในเมียนมา ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ต้อนรับผู้นำกองทัพเมียนมาอย่างเป็นทางการ ทั้งที่กระบวนการเลือกตั้งภายใต้การควบคุมของทหารยังถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวาง และฝ่ายต่อต้านจำนวนมากยังมองว่ารัฐบาลทหารไม่มีความชอบธรรมจากประชาชน
การเดินเกมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก !! ขอพูดสั้นๆ ละกันครับว่า “การสร้างสันติภาพคือการสร้างความไว้วางใจ” !! อย่างสร้างความเหนื่อยหน่ายโดยการเลือกข้าง !!
กลับมาเรื่องมลพิษข้ามแดนครับ ผมจึงเสียดายการเยือนจีนครั้งนี้อย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะรัฐบาลไม่ได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับมา แต่ !! เพราะรัฐบาลมีโอกาสจะทำให้การทูตไทยมีความหมายต่อชีวิตคนไทยมากกว่านี้ แต่!! เลือกไม่ทำ
การทูตที่ดี ไม่ใช่การกลับมาพร้อมยอดตัวเลขการลงทุน แต่คือการกลับมาพร้อมคำตอบว่า รัฐบาลได้ปกป้องชีวิต สุขภาพ ทรัพยากร และอนาคตของประชาชนไทยอย่างไร
นายกฯ ควรถามตัวเองให้ชัดว่า เมื่อเหมืองอยู่ในเมียนมา ทุน เทคโนโลยี และตลาดเชื่อมโยงกับจีน พื้นที่จำนวนหนึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังที่รัฐบาลเมียนมาไม่ได้สั่งการโดยตรง แล้วประเทศไทยควรพูดกับใคร ?? คำตอบคือ ต้องพูดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
แต่ถ้าต้องเลือกว่าจะพลาดไม่ได้ที่จะพูดกับใครในการเยือนจีนครั้งนี้ คำตอบก็คือ จีน นั่นแหละครับ ไม่น่าเลยครับผลประโยชน์ชาติและประชาขนไม่ถูกปกป้องอีกครั้ง และแบบเจ็บแสบจริงๆ !!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' มอบนโยบาย 'ทีมไทยแลนด์ยุโรป' ขับเคลื่อนการทูตเชิงรุก
นายกฯ มอบนโยบาย 'ทีมไทยแลนด์ยุโรป' ขับเคลื่อน 'การทูตเชิงรุก' เน้นโอกาส-ผลประโยชน์ ถึงมือประชาชน จับมือทุกหน่วยงาน 'คลัสเตอร์' เดินหน้า FTA ไทย-สหภาพยุโรป
กธ.จี้แก้มลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ 'สุชาติ' บอกพร้อมชงให้นายกฯ
สส.กล้าธรรมจี้ รบ.แก้ปัญหามลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ มีแนวทางการฟื้นฟูเยียวยาในทุกด้านอย่างไร ด้าน 'สุชาติ' ยันรบ.ไม่ได้นิ่งนอนใจแก้ปัญหา พร้อมนำเรียน 'นายกฯ' รับทราบ
'ยุทธพร' ซูฮก 'อนุทิน' เปิดแนวทางบริหารประเทศ 'คำประกาศชัยชนะ' วางพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ ชาตินิยมมั่นคงนำ เน้นเสถียรภาพเศรษฐกิจ การทูตเชิงรุก
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความเห็นต่อการสื่อสารของนายอนุทิน ชาญวีรกู
สว.หนุนงานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวงแก้ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ-มลพิษข้ามแดน
คณะสว.หนุนงานวิจัย ม.แม่ฟ้าหลวง แก้ปัญหาเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ-มลพิษข้ามแดนลุ่มน้ำกก–แม่น้ำโขง ชี้ชัดมีสารเคมีตกค้างในระดับอันตราย
“พรรคเป็นธรรม” รีเซ็ตทั้งกระดาน เปิดตัว 3 นายกฯ – ลั่นประชาธิปไตยที่เป็นธรรม เดินหน้าฟ้อง “ฮุน เซน” ขึ้นศาลโลก -ไม่เอาเงินเทา
วันที่ 21 ธ.ค. 2568 ที่โรงแรมรอยัล ริเวอร์ พรรคเป็นธรรม (ปธ.) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 2/2568 เพื่อเลือกตั้งคณะผู้บริหารและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เตรียมความพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง โดยมี นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ อดีตหัวหน้าพรรค
'กัณวีร์' โร่แจงโดนปลดพ้นเลขาฯพรรคเป็นธรรม
นายกัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตามที่พรรคเป็นธรรมได้ออกแถลงการณ์เรื่องการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งภายในพรรค และมีมติปลดผมออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค ผมขอเรียนชี้แจงต่อสาธารณชนและพี่น้องประชาชนดังต่อไปนี้

